กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลดีอย่างไร เรื่องดี ๆ ที่คุณควรรู้!

กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลดีอย่างไร เรื่องดี ๆ ที่คุณควรรู้!

เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 กรัม และให้พลังงานประมาณ 59 แคลอรี่ แอปเปิ้ลจึงกลายเป็นผลไม้ยอดนิยมสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก แต่การกินแอปเปิ้ลวันละหนึ่งผล อาจให้อะไรได้มากกว่านั้น

การ กินแอปเปิ้ล วันละหนึ่งผล จะดีต่อสุขภาพร่างกายขนาดไหน ให้คุณประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไรบ้างนั้น มาอ่านบทความกันค่ะ

 

กินแอปเปิ้ล

1. ช่วยให้อิ่มนาน และไม่ค่อยหิว นั่นเป็นเพราะ แอปเปิ้ลนั้น จัดเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างต่ำ และให้ในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทส เป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนไปในรูปของพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกาย

2. ดีต่อระบบขับถ่าย เปลือกของแอปเปิ้ลนั้น จะมีเส้นใยอาหารที่เราเรียกกันว่า "เพคติน" ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการพองตัว และเพิ่มกากใยในทางเดินอาหาร ให้ระบบทางเดินอาหารนั้น ทำงานตามปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในการช่วยจับคอเลสเตอรอล ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

3. อุดมไปด้วยวิตามินที่ดีต่อร่างกาย แอปเปิ้ลนั้น เต็มไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหาร ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ บี1 บี2 บี6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรต์ เหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียมเป็นต้น ทั้งยังมีกรดอินทรีย์สองชนิดที่ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน และไขมัน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้นี่แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ สำหรับผู้ที่ทานเป็นประจำ

และระหว่างแอปเปิ้ลแดง และแอปเปิ้ลเขียว อันไหนกินดีกว่ากันละ?

จากการวิเคราะห์คุณค่าทางสารอาหารพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีมากกว่าเล็กน้อยนั้นก็คือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง

ดื่มน้ำแอปเปิ้ลแทนได้หรือไม่?

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ประโยชน์ของการทานแอปเปิ้ลหนึ่งลูกนั้น ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบคือ เส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้น ถ้าหากคุณอยากที่จะกินน้ำแอปเปิ้ลแทนละก็ ควรที่จะนำไปปั่นทั้งลูก โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะถ้าคุณทานน้ำแอปเปิ้ลแบบคั้นละก็ คุณก็จะได้เพียงน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งคุณอาจจะอ้วนกว่าเดิมก็เป็นได้

กินแอปเปิ้ล อย่างไรให้ได้ประโยชน์

ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ได้มีวิตามินและแร่ธาตุมากนัก หากเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่ถ้าหากคุณรับประทานวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือก ก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็อย่าลืมที่จะออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีแต่คุณประโยชน์ร่วมด้วยนะคะ

คุณประโยชน์ของแอปเปิ้ลแต่ละสี

1. แอปเปิ้ลสีเขียว ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อผลกรอบ มีน้ำตาลน้อยกว่า ให้พลังงานน้อยที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ล มีปริมาณไฟเบอร์และวิตามินซีมากกว่าสีอื่นเล็กน้อย ช่วยในเรื่องของการป้องกันไข้หวัด และโรคเลือดออกตามไรฟัน

2. แอปเปิ้ลสีเหลือง ให้รสชาติดี หวาน หอม นุ่มละมุน สามารถช่วยในเรื่องล้างสารพิษจากตับ ช่วยบำรุงสายตา และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก

3. แอปเปิ้ลสีชมพู ให้รสชาติหวาน เนื้อไม่กรอบมาก มีวิตามินซีซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการอักเสบ ลดริ้วรอยแห่งวัย ลดอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยทำให้ผนังของหลอดเลือดฝอยแข็งแรงมากขึ้น และยังป้องกันโรคมะเร็ง

4. แอปเปิ้ลสีแดงเข้ม ให้รสชาติหวานมาก เปลือกแอปเปิ้ลสีแดงมีสารแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ลดความเครียด ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ

สารอาหารที่ได้จากแอปเปิ้ล

  • มีสารฟลาโวนอยด์ ที่จะทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดี และพบได้มากในเปลือก แอปเปิ้ล 
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ดี และจะให้คุณประโยชน์สูงสุดเมื่อทานทั้งเปลือก
  • ไม่อ้วน เพราะมีพลังงานแค่ 50 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัมเท่านั้น แถมอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะทำให้อิ่มเร็วอีกด้วย- ช่วยบำรุงสายตาเนื่องจากมีสารเบต้าแคโรทีนสูง และสามารถบำรุงหัวใจ ลดความดัน ลดระดับคอเลสเตอรอล รวมถึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย
  • มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัสบางชนิด
  • สายพันธุ์แอปเปิ้ล ที่คนนิยมรับประทานมากที่สุด

    1.เรดดีลิเซียส ( Red Delicious ) 

    สายพันธุ์นี้จะมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแอปเปิ้ลแดง ซึ่งผลของมันจะเป็นทรงคล้ายกับหัวใจและมีสีแดงสด ทั้งยังมีเนื้อกรอบอร่อย รสชาติอาจหวานไม่มากแต่ก็อร่อยไม่น้อยเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่แอปเปิ้ลชนิดนี้ก็มักจะนำมาใส่ในเมนูสลัดหรือนำมาทานเล่นอีกด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นแอปเปิ้ลที่เหมาะกับการนำมาทานเป็นสลัดและของว่างในช่วงต่างๆ ได้ดีทีเดียว ส่วนแหล่งกำเนิดพบว่า ชุมชนพีรู รัฐไอโอวา และมีต้นกำเนิดไม่ชัดเจน แต่มีระบุว่าพบในสวนของเจสซี่ เฮียทท์ หรือชื่อเดิมคือ ฮอว์กอาย

    2.โกลเด้นดีลิเชียส ( Golden Delicious ) 

    แอปเปิ้ล สายพันธุ์นี้จะมีเปลือกเป็นสีเหลืองทอง รสชาติหวานฉ่ำและเนื้อกรอบอร่อย โดยจะหวานกว่าแอปเปิ้ลสายพันธุ์แรกเล็กน้อย โดยจุดเด่นของแอปเปิ้ลชนิดนี้คือ หลังจากหั่นเรียบร้อยแล้ว ผิวแอปเปิ้ลจะยังคงความขาวสวยน่า ทานได้นานกว่าแอปเปิ้ลชนิดอื่นๆ ทั้งยังสามารถนำมาประกอบเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะสลัดและพวกเมนูของว่าง อย่างเช่น ขนมอบ พาย เป็นต้น ส่วนแหล่งกำเนิด พบว่าเคลย์เค้าน์ที้ รัฐเวสต์เจอร์จิเนีย และต้นกำเนิดของแอปเปิ้ลสายพันธุ์นี้ก็ไม่พบแน่ชัดเช่นกัน

    3.ฟูจิ ( Fuji ) 

    เป็น แอปเปิ้ล ที่มีผลค่อนข้างกลม มีเปลือกสีแดงอมส้ม รสชาติของมันจะมีความหวานอร่อยและโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์ แถมยังมีความกรุบกรอบน่าทานอีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว แอปเปิ้ลฟูจิจะนิยมนำมาทานสดๆ หรือเป็นของว่างมากที่สุด รวมถึงนำไปทำเป็นขนม เช่น ซอส ขนมอบและพายเช่นกัน สำหรับแหล่งกำเนิดพบที่ ประเทศญี่ปุ่น และไม่ใช่พันธุ์แท้ แต่เป็นสายพันธุ์ที่ถูกผสมระหว่างแอปเปิ้ลเรดดีลิเชียส และแรลส์เจเน็ตนั่นเอง

    4.กาล่า ( Gala )

    เป็น แอปเปิ้ล สายพันธุ์ที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์สุดๆ ด้วยลายทางสีชมพู-ส้ม และมีพื้นหลังเป็นสีเหลืองดูสวยแปลกตา แถมยังมีกลิ่นหอมดูน่าเย้ายวนสุดๆ แต่แอปเปิ้ลชนิดนี้จะหวานน้อยกว่าฟูจิ อย่างไรก็ตาม กาล่าก็สามารถนำไปทำสลัด ซอสและพายได้อย่างอร่อยอีกด้วย ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกเลยทีเดียว และนอกจากนี้กาล่าก็เหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องดื่มและขนมอบเช่นกัน ส่วนแหล่งกำเนิด พบได้ที่นิวซีแลนด์ เป็นแอปเปิ้ลที่มีการผสมกันระหว่างสายพันธุ์แอปเปิลคิดส์ออเร้นจ์และโกลเด้นดีลิเซียส

    5.ฮันนี่คริปส์ ( Honeycrisp ) 

    สำหรับ แอปเปิ้ล สายพันธุ์นี้ก็กำลังเป็นที่นิยมมากเช่นกัน เพราะมีความโดดเด่นด้วยเปลือกสีแดงสดแต้มด้วยรอยจุดสีเขียวจางๆ แถมมีความกรอบอร่อยและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งก็จะช่วยสร้างความตื่นตัวและทำให้เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี และสามารถนำมาใช้ประกอบเมนูต่างๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย โดยเฉพาะเมนูสลัด ซอส พาย ขนมอบและเมนูอาหารคาวต่างๆ ส่วนแหล่งกำเนิดพบที่มหาวิทยาลัยแห่งมินนิโซตา มินนีแอโพลิส-เซนต์พอล มินนิโซตา โดยแอปเปิ้ลสายพันธุ์นี้ก็เป็นพันธุ์ที่ผสมระหว่างแอปเปิ้ลคีปสกและแอปเปิลไม่ทราบชนิด

    6.แกรนนี่สมิธ ( Granny Smith ) 

    เป็น แอปเปิ้ล สีเขียวซึ่งจะมีเปลือกเป็นสีเขียวอ่อน มีรสชาติเปรี้ยว ไม่หวานเหมือนกับแอปเปิ้ลชนิดอื่นๆ แต่ก็มีความกรอบอร่อยให้ความรู้สึกที่แสนรื่นรมย์และกระตุ้นรสสัมผัสได้ดีเช่นกัน โดยแอปเปิ้ลชนิดนี้ก็เหมาะกับการนำมาใช้ทำ เป็นของหวาน โดยเฉพาะพายที่สุด เพราะมีรสชาติที่เข้ากันได้ดีและน่าทานไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งสูตรอาหารต่างๆ ที่นิยมนำแกรนนี่สมิธมาทำ ได้แก่ ซอส สลัด ขนมอบและเมนูแช่แข็ง โดยแหล่งกำเนิดพบที่ประเทศออสเตรเลียเชื่อว่าน่าจะมาจากเฟรนช์แครบแอปเปิล เนื่องจากปลูกโดยคุณย่าชาวออสเตรเลียมาเรีย แอนน์ สมิธนั่นเอง

    7.แบร์เบิร์น ( Braeburn )

    แอปเปิ้ล ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวผสมผสานกันอย่างลงตัวและมีสีส้มจนถึงแดงบนพื้นสีเหลือง แถมมีกลิ่นหอมละมุนน่าทานสุดๆ และยังเหมาะกับการนำมาทำเป็นสลัด ขนมอบ ซอสและพาย ซึ่งก็จะให้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อมและน่าทานไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็เหมาะกับการนำมาทำเป็นเมนูเครื่องดื่มหรือแช่แข็งเช่นกัน ส่วนแหล่งกำเนิดพบที่ประเทศนิวซีแลนด์ โดยคาดว่าน่าจะเป็นแอปเปิ้ลพันธุ์ผสมระหว่างเลดี้ฮามิลตันและแกรนนี่สมิธ

    8.คริปส์พิ้งค์ ( Cripps Ping )

    แอปเปิ้ล ชนิดนี้จะมีเปลือกเป็นสีชมพูสดใส ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ซึ่งก็ถือเป็นเอกลักษณ์ของแอปเปิลชนิดนี้เลยทีเดียว และยังมีเนื้อนุ่ม กรอบอร่อยอีกด้วย โดยถือเป็นแอปเปิ้ลอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำเป็นของว่างและขนมอบสุดๆ หรือจะทานสดๆ ใส่ในสลัด ซอส พาย ทำเป็นเครื่องดื่ม แช่แข็ง ก็ให้ความอร่อยที่ไม่แพ้กันเลยทีเดียว  โดยสำหรับแหล่งกำเนิดพบที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นพันธุ์ที่ผสมระหว่างแอปเปิลสายพันธุ์โกลเด้นดีลิเชียสและเลดี้วิ ลเลียมส์ และนอกจาก 8 สายพันธุ์เด่นๆ เหล่านี้แล้ว แอปเปิ้ลก็ยังมีอีกมากมายหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น พันธุ์ออโรรา ( Aurora ) มีรสชาติหวานและกรุบกรอบ, พันธุ์สวีทแทงโก้ ( SweeTango ) มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมน่าทานและมีความกรอบอร่อยมาก, พันธุ์ซอนญ่า ( Sonya ) หวานอร่อยและกรุบกรอบสุดๆ, พันธุ์โรม ( Rome ) มีเนื้อนุ่มและมีรสชาติเปรี้ยวแต่มีความละมุนและน่าทานไม่น้อย เป็นต้น

ที่มา: ไข่เจียว และ สาระ1000ศาสตร์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

เคล็ดไม่ลับ กินชาเขียวอย่างไรช่วยทำให้พุงยุบชัวร์ ๆ

กินมังสวิรัติอย่างไรให้ได้สุขภาพและช่วยลดน้ำหนัก

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner