งานวิจัยด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กชี้ว่า การนอนที่มีคุณภาพและมีตารางเวลาช่วยเสริมพัฒนาการสมอง อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนจึงสงสัยว่า “ควรเริ่ม ฝึกลูกนอนเป็นเวลากี่เดือน ถึงจะดี?” บทความนี้มีคำตอบ
การนอนเป็นเวลา สำคัญยังไง?
การนอนที่มีความสม่ำเสมอส่งผลต่อการทำงานของสมอง ระบบฮอร์โมน และพฤติกรรมของลูกโดยตรง งานวิจัยมากมายยืนยันว่าการมีตารางนอนที่ชัดเจนตั้งแต่เล็ก ช่วยลดปัญหาพฤติกรรมและส่งเสริมการเรียนรู้ในอนาคตได้อย่างมาก
- ศูนย์ควบคุมของสมอง ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ในช่วงวัยแรกเกิด แต่การสร้างกิจวัตรที่สม่ำเสมอช่วยให้สมองปรับโหมดระหว่างกลางวันและกลางคืนได้เร็วขึ้น
- งานวิจัยของ Mindell (2009) ชี้ว่า การมีกิจวัตรก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เด็กหลับเร็วขึ้น นอนต่อเนื่องนานขึ้น และแม่พบพฤติกรรมการนอนที่ดีขึ้น
- งานวิจัยปี 2023 พบว่าเด็กวัย 12–15 เดือนที่มีกิจวัตรก่อนนอน อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 5 คืนต่อสัปดาห์ มีพฤติกรรมหลากหลายด้านที่ควบคุมได้ดีขึ้น รวมถึงปัญหาทางอารมณ์ลดลงที่อายุ 15 และ 24 เดือน
- การนอนเป็นเวลาและสม่ำเสมอ ยังมีผลต่อพัฒนาการโครงสร้างสมอง โดยเฉพาะในเด็กที่มีตารางกิจกรรมแน่น รวมถึงเรื่องความจำและด้านอารมณ์
ควรเริ่ม ฝึกลูกนอนเป็นเวลากี่เดือน?
พ่อแม่มักตั้งคำถามว่า “ควรเริ่ม ฝึกลูกนอนเป็นเวลากี่เดือน?” เนื่องจาก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราสามารถแบ่งช่วงวัยและสัญญาณความพร้อมของลูกได้ เพื่อช่วยให้พ่อแม่เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มฝึก โดยส่วนใหญ่เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 4–6 เดือนขึ้นไป ดังนี้
- แรกเกิด–2 เดือน: ทารกนอนวันละ 16–18 ชั่วโมง โดยยังไม่มีนาฬิกาชีวภาพชัดเจน ตื่นทุก 2–4 ชั่วโมงเพื่อกินนมเป็นเรื่องปกติ
- อายุ 3 เดือน: เริ่มเห็นรูปแบบกลางวัน–กลางคืนเด่นชัด เด็กประมาณ 70% เริ่มหลับยาวติดต่อได้เกือบทั้งคืน
- อายุ 4 เดือนขึ้นไป: เริ่มฝึก Bedtime routine ได้อย่างเห็นผล เช่น อ่านนิทานก่อนนอน อาบน้ำอุ่น
- ช่วง 6 เดือน: เป็นช่วงพลังของการฝึกนอน (Sleep Training) เด็กสามารถนอนต่อเนื่อง 6–8 ชั่วโมง และการฝึกแบบมีหลักการช่วยลดการตื่นกลางคืนได้ชัดเจน

วิธีฝึกนอนอย่างมีหลักการ
การฝึกลูกนอนไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ร้องจนเหนื่อย แต่คือการค่อย ๆ สอนลูกให้รู้จักผ่อนคลายและเรียนรู้การกล่อมตัวเอง การใช้วิธีที่เหมาะสมกับนิสัยและวัยของลูก เช่น การสร้างกิจวัตรก่อนนอน การใช้วิธีปลอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยให้การฝึกได้ผลโดยไม่ทำลายความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูก
- กิจวัตรก่อนนอน เช่น อาบน้ำ อ่านนิทาน ปิดไฟ เพื่อสร้างสัญญาณ “ถึงเวลานอน” และช่วยให้ลูกรู้ว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว
- การลดระดับความเคยชินแบบค่อยเป็นค่อยไป: ทิ้งให้ลูกร้องเป็นช่วงเวลา แล้วค่อยๆ เข้าไปปลอบ เพื่อให้เรียนรู้การปลอบตัวเอง
- ลดการอุ้มกล่อมตามลำดับ เช่น จากการอุ้มจนหลับ → อุ้มจนง่วง → วางลงบนเตียงเอง
- ใช้เสียงเพลงกล่อม เช่น เพลงโมสาร์ท ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด อัตราการเต้นของหัวใจและหายใจช้าลง
งานวิจัยและสถิติสำคัญ
เพื่อให้พ่อแม่มั่นใจว่า วิธีฝึกนอนมีประสิทธิภาพและปลอดภัย จำเป็นต้องพิจารณาจากงานวิจัยทางจิตวิทยาและการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากหลายประเทศได้ยืนยันว่า การฝึกนอนอย่างเป็นระบบช่วยลดปัญหาการนอนได้จริง และยังส่งผลดีต่อคุณภาพการนอนของพ่อแม่อีกด้วย
- งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2022 พบว่า Behavioral Sleep Interventions (BSIs) ลดปัญหาการนอนในเด็ก และช่วยให้คุณแม่นอนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- งานสำรวจจาก Nanit Lab (2022) พบว่า ผู้ที่ฝึกลูกนอน ลูกนอนนานและดีขึ้น ไม่มีผลเสียด้านภาวะซึมเศร้า หรือความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูกแย่ลง
- งานวิจัยจากตุรกี พบว่า “Bedtime routine” ช่วยให้เด็กหลับได้เร็วขึ้น ตื่นน้อยลง และคุณภาพการนอนดีขึ้น โดยหากตั้งเวลานอนก่อน 21:00 จะยิ่งได้ผลดี
- อีกงานวิจัยหนึ่งชี้ว่า ช่วงเวลานอนที่ไม่สม่ำเสมอ (เช่นวันหยุดตื่นสาย-เข้านอนดึก) และแสงภายนอก ส่งผลต่อการตื่นกลางคืนที่มากขึ้น และรบกวนการนอนโดยรวม

ข้อควรระวังและเคล็ดลับ
แม้การฝึกนอนจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวิธีที่จะเหมาะกับทุกครอบครัว พ่อแม่ควรรู้ข้อควรระวัง เช่น ไม่ฝึกเร็วเกินไป ไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น และต้องใส่ใจสัญญาณของลูก หากเข้าใจหลักการและยืดหยุ่นตามธรรมชาติของลูก การฝึกนอนก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผล
- อย่ากดดันลูกและเปรียบเทียบกับคนอื่น — แต่ละคนมีธรรมชาติและจังหวะพัฒนาที่แตกต่างกัน
- หลีกเลี่ยงการปรับชีวิตตามลูกจนเกินไป — เช่นตั้งนาฬิกาชีวิตครอบครัวตามลูก ควรตั้งกิจวัตรให้เหมาะสมและยืดหยุ่นตามพัฒนาการ
- ไม่ควรเริ่มฝึกก่อน 4–5 เดือน — เด็กยังต้องกินนมมื้อดึกและไม่พร้อมสำหรับการฝึกฝืนตัวเองเกินไป
สรุป: ฝึกลูกนอนเป็นเวลากี่เดือน?
เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามหลักว่า “ฝึกลูกนอนเป็นเวลาได้เมื่อไหร่” คำตอบคือ ส่วนใหญ่เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 4–6 เดือนขึ้นไป โดยมีงานวิจัยรองรับว่าช่วงนี้เหมาะสมที่สุด แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฝึกนอนควรทำอย่างอ่อนโยน สม่ำเสมอ และเคารพธรรมชาติของลูก เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง
- โดยทั่วไป เริ่มฝึกได้ตั้งแต่อายุ 4–6 เดือน เป็นต้นไป
- การมี กิจวัตรก่อนนอนที่แน่นอน (Bedtime routine) ช่วยให้เด็กรู้สัญญาณเวลานอนและมีพฤติกรรมด้านอารมณ์และพัฒนาการดีขึ้น
- การฝึกช่วยทั้งพ่อแม่และเด็ก ลดความเครียด เพิ่มคุณภาพการนอนโดยรวม
- สิ่งสำคัญคือ ความลงตัวระหว่างหลักวิทยาศาสตร์และความเข้าใจธรรมชาติของลูก ไม่ใช่การฝึกที่เข้มงวดแต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่า “ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว”
ที่มา: PubMed , Frontiers , BangkokHealth , Nature
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สาเหตุ ทารก ไม่ยอมนอนตอนกลางคืน อันตรายไหม แก้ไขอย่างไร
ตารางเวลานอนลูก แรกเกิดจนถึง 1 ปีแรก นอนยังไงให้มีพัฒนาการดี
เสียง White Noise แบบไหน ทารก ชอบที่สุด? ช่วยลูกหลับง่าย ไม่ต้องอุ้มกล่อมเป็นชั่วโมง
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!