แม่แชร์ สูญเสียลูกเพราะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและน้ำคร่ำแห้ง

แม่แชร์ สูญเสียลูกเพราะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและน้ำคร่ำแห้ง

เมื่อลูกดิ้นน้อยลง แม่จึงเกิดข้อสงสัยถึงความผิดปกติ แต่ผลที่สุดทุกอย่างกลับสายเกินไป แม่ท่านนี้ต้องสูญเสียลูกในท้องขณะตั้งครรภ์ได้ 32 สัปดาห์

คุณแม่ท่านนี้ได้แชร์ประสบการณ์นี้ผ่านเพจดังอย่าง คนท้องคุยกัน โดยคุณแม่เล่าว่า ได้สูญเสียลูกชายตอนท้องได้ 32 สัปดาห์ คุณแม่เลือกที่จะฝากท้องกับคลีนิคที่ดีที่สุดในจังหวัด และพาทารกในครรภ์ไปตรวจท้องตามที่หมอนัดทุกเดือนโดยไม่เคยขาด กินยาบำคุงครบตามที่คุณหมอสั่ง และทุก ๆ ครั้งก็จะได้คำตอบจากหมอว่า ทารกในครรภ์มีสุขภาพดีแข็งแรง หัวใจเต้นปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

สูญเสียลูก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะตอนท้อง น้ำคร่ำแห้ง

วันที่ 24 มีนาคม 2560 คุณแม่ไปหาคุณหมอตามเดิม ตอนนั้นทารกในครรภ์มีอายุได้ 31 สัปดาห์แล้ว แต่ครั้งนี้หลังจากที่ทำการอัลตร้าซาวด์คุณหมอบอกว่า น้องมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ น้ำหนัก ณ ตอนนั้นประมาณ 1,258 กรัม คุณแม่ก็เริ่มหน้าเสียและเกิดกังวลทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น น้องน้ำหนักตรงตามเกณฑ์ตลอด คุณหมอจึงทำการตรวจน้ำคร่ำให้และบอกว่า น้ำคร่ำลดน้อยลงกว่าปกติ คุณแม่จึงถามคุณหมอว่า จะเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ไหม คุณหมอบอกว่า ให้เฝ้าระวังและไม่อันตรายอะไรมาก แต่คุณหมอจะนัดให้มาพบถี่ขึ้น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากที่คุณแม่กลับบ้านไป ก็เอาแต่วิตกกังวลและค้นหาข้อมูลสารพัดเกี่ยวกับเรื่องของน้ำคร่ำน้อย

วันที่ 28 มีนาคม 2560 คุณแม่มีความรู้สึกว่าน้องดิ้นน้อยลง แต่ก็ยังรู้สึกว่าน้องดิ้นอยู่เบา ๆ คุณแม่ไม่เคยลืมที่จะนับลูกดิ้นเลยแม้เพียงสักวัน

วันที่ 29 มีนาคม 2560 คุณแม่ไปทำงานตามปกติ และตั้งหน้าตั้งตานับลูกดิ้น แต่ก็เหมือนเดิมรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยและเบาลง และทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทารกในครรภ์ดิ้น แต่ก็เหมือนไม่ได้ผล จึงรีบปรึกษาสามีและโทรไปปรึกษาคุณหมอ เจอเจ้าหน้าที่ ๆ ก็ถามรายละเอียดเกี่ยวกับอายุครรภ์และจำนวนการดิ้นที่นับได้ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่เป็นไร และให้เริ่มนับให้ตอนสัปดาห์ที่ 32

วันที่ 30 มีนาคม 2560 คุณแม่รีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงพยาบาลเพื่อทำการเจาะเลือดครั้งที่ 2 ครั้งนี้ คุณแม่พยายามขอเจอคุณหมอ เนื่องจากลูกดิ้นน้อยลง และคุณหมอก็บอกว่าน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ พยาบาลก็เรียคุณแม่เข้าไปในห้องเพื่อวัดการเต้นของหัวใจ ครั้งแรกคุณแม่ยังได้ยินเสียงหัวใจลูกอยู่แต่ก็ไม่สม่ำเสมอ หัวใจของลูกเต้นขึ้น ๆ ลง ๆ พยาบาลบอกว่า ไม่ค่อยดีเลย เพราะปกติหัวใจต้องเต้นอยู่ที่ 120 ครั้ง แต่นี่บางครั้งก็ไม่ถึง แต่ก็ไม่กล้าคอนเฟิร์ม จึงส่งตัวขึ้นไปข้างบนเพื่อไปพบคุณหมอ พยาบาลก็ให้นอนบนเตียงเพื่อฟังเสียงหัวใจลูกอีกครั้ง ฟังเกือบชั่วโมงก็ไม่ดีขึ้น คุณหมอที่ฝากครรภ์ก็เดินมาดูบ้างเป็นระยะ ๆ เพราะท่านติดทำคลอดคุณแม่ท่านอื่นด้วย สุดท้ายแผ่นกราฟออกมาว่า หัวใจของลูกไม่ปกติ คุณหมอเลยจะให้อัลตราซาวด์อีกครั้ง ผลคือ น้ำหนักลูกขึ้นมาแต่ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ เพราะคุณแม่มีภาวะน้ำคร่ำน้อย ลูกของคุณแม่กดทับสายสะดือบางช่วง ถ้าจะคลอดที่นี่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอุปกรณ์ไม่พร้อม และที่นี่ก็ไม่มีคุณหมอเด็กจึงจะส่งไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด โดยไม่มีการช่วยประสานงานหรือแนะนำอะไร มีเพียงแต่ให้เซ็นเอกสารและให้คุณแม่และสามีไปติดต่อและรักษาเอง

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ด้วยความรักและเป็นห่วงลูก คุณพ่อจึงไม่สามารถรอให้พยาบาลเรียกได้ จึงรีบยื่นกราฟและบุกขึ้นไปหาคุณหมอทันที คุณหมอรีบทำการตรวจสอบ คำถามของคุณหมอทำให้คุณแม่และคุณพ่อน้ำตาไหล "รู้ไหมว่าลูกกำลังแย่" คุณหมอรีบส่งตัวไปยังห้องคลอดทันที พยาบาลรีบจัดการตรวจวัดคลื่นตัวหัวใจอีกครั้ง พวกเราทุกคนยังคงได้ยินเสียงหัวใจของลูกอยู่ แต่เป็นการเต้นที่ไม่ต่อเนื่อง

จากนั้น คุณหมอก็เข้ามาดูอาการและพาเข้าห้องอัลตร้าซาวด์อีกครั้ง เพื่อหาจุดฟังเสียงหัวใจแต่ก็หาไม่เจอ พยาบาลจับชีพจรหัวใจบอกว่า "ลูกคุณแม่หัวใจเต้นไม่ถึง 60 ครั้ง" คุณหมอบอกว่า ให้ทำใจ เพราะทารกเสียชีวิตในครรภ์เพราะน้ำคร่ำแห้ง แต่คาดว่าอาจจะมีสาเหตุอื่นอีก นั่นก็คือคุณแม่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แต่จะมีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่ ต้องรอให้น้องออกมาก่อนและนำร่างไปตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพิ่มเติม

คุณหมอเหน็บยาให้ เพื่อให้คุณแม่คลอดด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ในระหว่างที่รอนั้น คุณแม่และครอบครัวไม่มีใครเลยที่จะสามารถหยุดร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะต่อให้น้องมีชีวิตรอด คุณหมอก็บอกว่า น้องจะต้องกลายเป็นเด็กพิการ เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแม่เริ่มปวดท้องอย่างรุนแรง พยาบาลจึงรีบนำตัวไปยังห้องคลอด แทบจะไม่ต้องหยิบเครื่องมืออะไรมากมายเลย น้องคลอดออกมาง่ายมาก หน้าตาน่ารักน่าชัง ร่างกายอวัยวะทุกส่วนสมบูรณ์เหมือนกับเด็กแรกเกิดทั่วไป ต่างกันแค่เพียงน้องไม่มีเสียงร้องและลมหายใจให้คุณแม่ได้ชื่นใจเหมือนกับคนอื่น ๆ เท่านั้นเอง

คุณแม่นำเรื่องราววนี้มาแชร์เพื่อต้องการให้คุณแม่ทุก ๆ คนเชื่อในความรู้สึกและสัญชาตญาณของตัวเอง หากรู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดไปเองหรือไม่ก็ตาม ให้ไปพบคุณหมอที่มั่นใจและเชื่อใจได้ เพื่อทำการปรึกษาให้เร็วที่สุด

ทีมงานดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ทุกคน ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้อง และขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่และครอบครัวด้วยค่ะ

ที่มา: เพจคนท้องคุยกัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

ภาวะน้ำคร่ำแห้ง คืออะไร ป้องกันได้หรือไม่?

คุณแม่แชร์ประสบการณ์จริง เมื่อถุงน้ำคร่ำฉันแตก

parenttown

 

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner