ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ทุกวันนี้การสรรหาของเล่นพัฒนาสมอง คอร์สเรียนพัฒนาสมอง แม้กระทั่งอาหารที่กินแล้วช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองของลูกเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ช่วยให้สมองลูกพัฒนาได้มากที่สุดนั้น คือความรักที่คุณแม่มีต่อลูกนั่นเองค่ะ

ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ความรักจากพ่อแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก เป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยดอกเตอร์ Victoria Leong พบว่าปัจจัยที่ทำให้สมองของเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีนั้นได้แก่ ความรู้สึกปลอดภัย และ ความรักจากคุณแม่คุณพ่อนั่น และ ถูกเลี้งดูอย่าง ๆ ถูกต้อง และ การเรียนรู้นั้นจะทำให้สมองของ ลูกจะถูกพัฒนา ขึ้น ในด้านต่าง ๆ  คือ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพัฒนาความฉลาดของเด็ก ได้เป็นอย่างดี

1 การสัมผัส

คือ การที่พ่อแม่ให้ความอบอุ่นแก่ลูกด้วย การสัมผัสร่างกาย เช่น การกอด การหอมแก้ม การที่พ่อเเม่สชัมผัสร่ายการ จะทำให้ลูกนั้นรู้สึกอบอุ่น ร่ายกาย และ   จิตใจ โอบกอด สัมผัส

2 เวลา

คือ พ่อเเม่ให้เวลากับลูก เช่น การออกไปเที่ยว เล่นฟุตบอล ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ นอนเล่น เล่นเกม เลี้ยงสัตว์

ความรักช่วยให้แม่กับลูก sync กัน

ทีมวิจัยจะให้เด็ก ๆ สวมหมวกที่มีการตรวจคลื่นสมองเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยพบว่าคลื่นสมองของแม่ และ ลูกจะมีการเชื่อมต่อส่งข้อมูล หรือ sync กัน

และ ลักษณะของกิจกรรมที่ช่วยให้ คลื่นสมองมีการเชื่อมต่อข้อมูลกัน ก็คือขณะที่คุณแม่มีการร้องเพลงเด็กที่คล้องจอง หรือ Nursery Rhymes ด้วย ภาษาเด็ก หรือ motherese

ความรักจากแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

ความรักจากแม่ ช่วยพัฒนาสมองลูก

Motherese คือ ?

motherese เป็นการพูดเสียงเล็กเสียงน้อย พูดไม่ค่อยชัด หรือที่คนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะทำกันอยู่แล้วน่ะแหละค่ะ เนื่องจากพบว่าลูกจะมีความสนใจต่อลักษณะการพูดแบบนี้มากกว่า การที่คุณพ่อคุณแม่พูดด้วยโทรเสียงปกติ หรือการพูดชัดถ้อยชัดคำ และการที่คุณพ่อคุณแม่พูดแบบ motherese ยังทำให้ทักษะทางด้านภาษาของลูกพัฒนาขึ้นอีกด้วยค่ะ

ทีมวิจัยจึงแนะนำให้ใช้การพูดแบบ motherese กับลูก ในเวลาที่ คุณพ่อ คุณแม่ สอนเรื่องราวใหม่ๆ แก่ลูกด้วย นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การสบตาของแม่กับลูกระหว่างที่ร้องเพลงกล่อมเด็กนั้น ยังทำให้คลื่นสมองของลูกตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะคะ

_92470257_0996b5ac-c3a9-49e0-90d7-d68ebcbee638

สมองลูกทำงานอย่างไร

ส่วนใหญ่แล้ว สมองของมนุษย์จะใช้ระยะเวลาทำความเข้าใจเป็นปีๆ เนื่องจากมีเรื่องที่ต้องเข้าใจมากมายเหลือเกิน สมองของลูกจะเรียนรู้โดยการเชื่อมต่อกิจกรรมทางกายภาพส่งตรงไปที่สมอง เมื่อพบเจอและเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ

แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว การเรียนรู้ของพวกเขาจะเป็นการเชื่อมต่อทางกายภาพ เพราะเขาจะเรียนรู้ผ่านการเล่น และ ทดลองต่างๆ จนกว่าเขาจะเข้าใจจนชัดเจน ทำให้สมองมีการจดจำเรื่องนั้นๆ ได้อย่างดีอีกด้วยค่ะ

สภาพเเวดล้อมช่วยสมองพัฒนา

ดอกเตอร์ Kirstie Whitaker นักวิจัยประจำแผนกจิตเวช มหาวิทยาลัย บอกว่าหากให้เด็กๆ เจอกับความเครียดที่เร็วเกินไปนั้น จะทำให้สมองพัฒนาเร็วเกินไปซึ่งไม่เป็นผลดีค่ะ สิ่งที่เป็นผลดีต่อเด็ก ๆ ในวัยนี้คือสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเลี้ยงดู อย่างเช่น สภาพแวดล้อมที่เหมาะให้เด็กสำรวจทุกซอกมุม ได้อย่างไม่อันตราย ( และไม่อยู่ภายใต้การสำรวจที่เต็มไปด้วยข้อห้าม เช่น อย่า ห้าม หยุด ) สมองของเด็ก ๆ นั้นมี ความอยากรู้ อยากเห็น คุณพ่อคุณแม่จึงควรยืดระยะเวลาแบบนี้ให้ได้นานที่สุดค่ะ

นักวิจัยยั้งทิ้งท้ายไว้อีกว่า การแสดงออกถึงความรักจาก คุณพ่อ คุณแม่นั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ การสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามสื่อสาร สนอกสนใจในฝ่ายตรงข้าม และการอยู่เคียงข้างลูก ๆ นั้น จะส่งผลที่ต่อการเรียนรู้ของเขาค่ะ

The Asianparent Thailand ขอแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทริปครอบครัว สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็ก คาเฟ่เด็ก ฟาร์ม กิจกรรม 1 เดย์ทริป กิจกรรมสำหรับครอบครัว ทั้งทะเล ภูเขา ที่พักหลากสไตล์ทั้ง แบบแคมป์ แบบพูลวิลล่า ที่พักริมหาด ที่พักติดทะเล ที่พักอิงแอบแนบภูเขา ให้ลูกได้ออกไปเรียนรู้กับธรรมชาติ สายลม แสงแดด และหาดทราย เสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาการได้สมวัย เสริมสร้างทักษะ ทางสังคม และสติปัญหา สามารถปรับตัว และ เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมต่างถิ่น การใช้ชีวิตกับผู้อื่น และ มารยาททางสังคม 

ที่มา BBC

 

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เวิร์คเอาท์ตอนท้อง สมองลูกพัฒนาร่างกายคล่องเเคล่วว่องไว

กิจกรรมที่วิจัยแล้วว่าจะส่งผลเสียกับสมองของเด็ก

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า
app info
get app banner