“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?” คำถามธรรมดา ๆ ที่หลายบ้านมักเริ่มถามลูกตั้งแต่ยังเล็ก แต่แทนที่เราจะรอฟังคำตอบจากปากลูก หลายบ้านกลับตอบแทนว่า “เป็นหมอไงลูกดีจะตาย ได้ช่วยคน มีเงินเยอะด้วยนะ” แต่เราเคยคิดกันไหมว่า ทำไมพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ มากขนาดนี้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึก ทั้งในมุมจิตวิทยา และสังคมวิทยาว่า ความคาดหวังนี้มาจากไหน พร้อมเสนอวิธีเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ สนับสนุนเขาให้เติบโตในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องรู้สึกผิด ถ้าสุดท้าย ลูกไม่ได้อยากเป็นหมอ
ทำไมพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ : อาชีพหมอในสายตาสังคมไทย
1. หมอ = เก่ง มั่นคง มีเงิน
ในสังคมไทย อาชีพแพทย์ถูกมองว่าเป็น “สุดยอดของการเรียนดี” มานานหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้าแพทย์ที่ยากที่สุด การต้องเรียนหนักหลายปี หรือการฝึกงานที่โหด แต่ก็แลกมากับการยอมรับอย่างสูงจากสังคม จนกลายเป็นภาพจำว่า “เด็กที่เรียนเก่งที่สุด = ต้องสอบหมอให้ได้”
นอกจากนั้น หมอยังเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่ถูกมองว่ามั่นคง ไม่ตกงาน มีรายได้ที่แน่นอน มีสวัสดิการที่ดี และยังเป็นที่ต้องการของทุกยุคสมัย ทำให้พ่อแม่ที่อยากเห็นลูกมีชีวิตที่ปลอดภัยทางการเงิน มักจะมองอาชีพหมอเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ
2. หมอ = มีหน้ามีตาในสังคม
ในสายตาของคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นก่อน หมอคือผู้เสียสละ เป็นคนดี มีจริยธรรม และคุณธรรมสูง เพราะเป็นผู้ช่วยชีวิตผู้อื่น เป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินชะตาชีวิตของคนไข้
การมีลูกเป็นหมอจึงเท่ากับได้ความภาคภูมิใจ และได้รับการยกย่องจากคนรอบข้าง เช่น เพื่อนบ้าน ญาติผู้ใหญ่ หรือแม้แต่คนในชุมชน บางคนถึงขั้นรู้สึกว่าได้เป็น “พ่อแม่ของหมอ” คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเลี้ยงลูก

จิตวิทยาความคาดหวัง: เมื่อความฝันของพ่อแม่ถูกวางไว้ที่ลูก
1. ความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จ
ในทางจิตวิทยา พ่อแม่บางคนมีความคาดหวังจากอดีต เช่น เคยใฝ่ฝันอยากเรียนแพทย์ แต่ขาดโอกาส เพราะข้อจำกัดทางการเงิน การแข่งขัน หรือปัญหาส่วนตัว เมื่อมีลูก จึงอยากเห็นลูกทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำสำเร็จ เหมือนกับการสานฝันให้ตนเองผ่านลูก
สิ่งนี้แม้จะมาจากความตั้งใจดี แต่ก็มักเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกผิด ความอึดอัด และความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูก หากลูกไม่ได้อยากเป็นหมออย่างจริงใจ แต่รู้สึกว่าถูกกำหนดเส้นทางไว้แล้ว ตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ
2. ความรู้สึกว่า “ฉันรักลูก เลยอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด”
หลายครอบครัวเลี้ยงลูกด้วยความรัก และพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ซึ่งไม่ได้ผิด แต่ต้องระวังไม่ให้ “ความหวังดี” กลายเป็น “แรงกดดัน” เพราะในขณะที่พ่อแม่รู้สึกว่า หมอเป็นอาชีพมั่นคง ดูแลตัวเองได้แน่ ๆ ในอนาคต ลูกอาจมองว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ เช่น เขาอาจไม่ชอบการเรียนสายวิทย์ ไม่ถนัดท่องจำ หรือไม่มีแพสชันในการดูแลผู้อื่น ซึ่งหากต้องทนเรียน เพราะพ่อแม่อยากให้เรียน อาจส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม หรือภาวะหมดไฟตั้งแต่อายุยังน้อย
ความกดดันที่ลูกแบกรับ: เส้นทางหมอไม่ง่ายอย่างที่คิด
1. ต้องเรียนหนัก เครียดสูง
การเรียนแพทย์ต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี และต้องสอบเข้าในระบบที่แข่งขันดุเดือดที่สุดในประเทศ นักเรียนที่อยากเป็นหมอ จะต้องเตรียมตัวตั้งแต่มัธยมต้น ฝึกติว เข้าค่าย เข้าแข่งขัน และพยายามให้ได้เกรดดีที่สุดตลอดเวลา
เมื่อเข้าไปเรียนแล้วก็ไม่ได้สบาย เพราะการเรียนแพทย์ต้องใช้ทั้งความจำ ความเข้าใจ และทักษะการปฏิบัติจริง ซึ่งในบางครั้งนักศึกษาแพทย์ต้องฝึกงานจนดึกดื่น หรือเข้าเวรนาน ๆ ทำให้เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนหลายคนเกิดอาการหมดไฟ ไม่อยากเรียนต่อ แต่ก็ไม่กล้าบอกใคร โดยเฉพาะพ่อแม่ที่หวังไว้สูงมาก
2. ถูกตีกรอบตั้งแต่เด็ก
เด็กบางคนโตมาในครอบครัวที่มีค่านิยม “ต้องเป็นหมอ” จึงไม่ได้มีโอกาสลองเรียนรู้ หรือสัมผัสอาชีพอื่น ๆ ที่อาจเหมาะกับตนเองมากกว่า เด็กกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองถูกวางแผนไว้แล้ว และการเปลี่ยนใจคือการทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
ผลลัพธ์คือ เด็กอาจสูญเสียความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือไม่กล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ด้วยตัวเอง เพราะถูกกำหนดมาตลอด ว่าต้องเดินเส้นทางที่พ่อแม่ขีดไว้ให้เท่านั้น
มองอีกมุม: อาชีพอื่นก็มีคุณค่าไม่แพ้กัน
1. ทุกอาชีพสามารถ “ช่วยคน” ได้
คำว่า “ช่วยคน” ไม่ได้มีความหมายแค่การรักษาชีวิตแบบหมอเท่านั้น เพราะทุกอาชีพสามารถสร้างคุณค่า และส่งผลดีต่อสังคมในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น
- ครู ช่วยสร้างอนาคตให้เด็ก ๆ
- นักออกแบบ พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ขึ้น
- นักจิตวิทยา ช่วยฟื้นฟูสุขภาพใจของผู้คน
- นักกฎหมาย ช่วยเหลือคนที่ถูกเอาเปรียบ
- นักเขียน เปลี่ยนโลกด้วยพลังของคำพูด
2. รายได้ดี มีความสุข ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้
ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น นักพัฒนาแอป, ครีเอเตอร์บน YouTube หรือ TikTok, นักวิเคราะห์ข้อมูล, ดีไซเนอร์ UX/UI หลายอาชีพมีรายได้สูง และยืดหยุ่นเรื่องเวลา แถมยังเปิดโอกาสให้คนทำในสิ่งที่รักด้วย การวัดคุณค่าของชีวิตลูก จึงไม่ควรอยู่แค่อาชีพหมอเท่านั้น แต่ควรดูว่าเขามีความสุขกับสิ่งที่ทำหรือไม่

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีอนาคตที่ดี โดยไม่กดดัน
1. ฟังลูกให้มากกว่าพูด
พ่อแม่หลายคนมักเริ่มต้นจากคำถามที่นำไปสู่การปิดกั้น เช่น “ทำไมไม่อยากเป็นหมอ?” แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ควรทำคือ การเปิดใจฟังลูกอย่างจริงจัง ถามด้วยความอยากเข้าใจ ไม่ใช่แค่รอฟังเพื่อตอบกลับ เช่น “ลูกชอบอะไร เพราะอะไร?” แล้วเปิดพื้นที่ให้ลูกอธิบายตัวเอง โดยไม่รีบตัดสิน
2. สร้างพื้นที่ให้ลูกทดลอง
ให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์หลากหลาย เช่น ค่ายวิชาชีพ เวิร์กช็อป ทดลองฝึกงานช่วงปิดเทอม หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้สำรวจตัวเองว่าเหมาะกับอะไร และรู้สึกกับอาชีพแต่ละแบบอย่างไร โดยไม่ต้องรีบตัดสินใจเร็วเกินไป
3. แยก “ความรัก” ออกจาก “ความคาดหวัง”
หลายครั้งลูกอาจรู้สึกว่า ความรักของพ่อแม่มีเงื่อนไข เช่น ต้องเรียนดี ต้องเป็นหมอ ถึงจะได้คำชม พ่อแม่ควรสื่อสารให้ชัดเจนว่า “รักลูกในแบบที่ลูกเป็น” ไม่ใช่ในแบบที่เราวาดหวังไว้ และการเลือกอาชีพ ไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณค่าความเป็นคน
4. สอนให้รู้จักตั้งเป้าหมายของตัวเอง
สนับสนุนให้ลูกตั้งเป้าหมายชีวิตในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่พ่อแม่กำหนด เช่น อยากมีชีวิตเรียบง่าย หรืออยากช่วยเหลือชุมชน ก็เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่า
5. สอนให้เรียนรู้จากความล้มเหลว
อย่ากลัวว่าลูกจะผิดพลาด เพราะการล้มเหลวคือบทเรียนสำคัญ พ่อแม่ควรเป็นคนแรกที่ให้กำลังใจเมื่อลูกผิดหวัง ไม่ใช่คนที่ตำหนิ

แนะแนวทางพ่อแม่ยุคใหม่: สนับสนุนลูกแบบมีสติ
1. ให้ข้อมูล ไม่ใช่สั่ง
เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สั่ง” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” โดยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น หมอต้องเข้าเวรดึก ใช้เวลานานกว่าจะมีรายได้ที่มั่นคง หรือสายงานอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโต ให้ลูกได้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจ
2. เข้าใจโลกยุคใหม่
โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีอาชีพเกิดใหม่ที่อาจไม่อยู่ในหัวของพ่อแม่ เช่น นักออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ นักวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ โค้ชพัฒนาศักยภาพ พ่อแม่ควรเปิดใจ และเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก เพื่อไม่ใช้มาตรฐานในอดีต มาตัดสินอนาคตของเขา
3. สอนให้ลูกวัดความสำเร็จด้วยความสุข
แทนที่จะตั้งเป้าว่า ต้องมีเงินเดือนเท่าไร หรือได้ทำงานในองค์กรใหญ่ ลองช่วยลูกตั้งเป้าหมายชีวิตจากความสุข เช่น ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก มีเวลาสำหรับครอบครัว และมีสุขภาพกายใจที่ดี เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขในชีวิตคือความสำเร็จที่แท้จริง
4. ใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์
ในการพูดคุยเรื่องอนาคตกับลูก พ่อแม่ควรระวังการใช้อารมณ์ เช่น การประชด ประโยคตัดพ้อ หรือการเปรียบเทียบ ควรใช้เหตุผลอย่างมีสติ และตั้งใจฟังลูก
5. เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตที่มีความสุข
ลูกจะซึมซับแนวคิดเรื่องความสุข จากการเห็นพ่อแม่ใช้ชีวิตที่มีความหมาย พ่อแม่จึงควรแสดงออกให้ลูกเห็นว่า “เราก็พยายามใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จ แบบที่สังคมกำหนด”
สุดท้ายแล้ว คำถามที่ว่า “ทำไมพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ” คำตอบอาจมีมากมาย ทั้งเพราะความมั่นคง ความภาคภูมิใจ หรือแม้แต่ความรักที่อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด แต่หากความคาดหวังนั้น ทำให้ลูกต้องแบกรับความเครียด ความกดดัน และต้องเดินทางที่ไม่ใช่ของตัวเอง อาจกลายเป็นการปิดโอกาสในการมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง พ่อแม่ยุคใหม่จึงควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้นำทาง” เป็น “ผู้สนับสนุน” ช่วยให้ลูกค้นพบตัวเอง กล้าลองผิดลองถูก และรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ว่าจะเลือกเป็นอะไรก็ตาม เพราะในโลกทุกวันนี้ ความสุขสำคัญกว่าเสื้อกาวน์เสมอ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
12 วิธี เลี้ยงลูกให้คิดเป็น ในยุคที่ AI ตอบทุกอย่างให้หมด
ลูกเรียนไม่เก่ง แล้วไง? พ่อแม่ช่วยได้! พลิกวิกฤตสู่ความสำเร็จที่แตกต่าง
วิธีสอนลูกให้รักสิ่งแวดล้อม สร้างอนาคตที่ยั่งยืน พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรอบด้าน
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!