TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

อยากให้ลูกเป็นหมอ พ่อแม่อย่าพลาดลืมทำ 6 ข้อนี้เด็ดขาด !

บทความ 5 นาที
อยากให้ลูกเป็นหมอ พ่อแม่อย่าพลาดลืมทำ 6 ข้อนี้เด็ดขาด !

พ่อแม่ไม่น้อย อยากให้ลูกเป็นหมอ ที่สำคัญ คือ ความสมัครใจของลูกด้วย หากลูกเห็นชอบ ลูกอยากเป็นหมอจริง ๆ ก็ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัว มีอะไรบ้างที่ลูกต้องรู้ และพ่อแม่จะช่วยได้อย่างไรนั้น ลองอ่านดูในบทความนี้

 

6 ข้อที่ต้องรู้หาก “อยากให้ลูกเป็นหมอ”

ความต้องการที่จะให้ลูกโตมาได้ดีมีชีวิตสดใส ไม่ลำบาก เป็นเรื่องปกติที่คนเป็นพ่อแม่กำลังคิด หลายคนอาจโฟกัสไปที่อาชีพหมอ แม้หลาย ๆ อาชีพก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้นก่อนที่อยากจะให้ลูกเป็นหมอ จึงควรถามลูกก่อน แล้วค่อยวางแผนต่อไป หากลูกมีความตั้งใจอยากเป็นหมอจริง ๆ โดยเราให้ลองอ่าน 6 ข้อต่อไปนี้ก่อน

 

1. เรื่องอนาคตสำคัญ ต้องถามลูกก่อนเสมอ

ถึงแม้พ่อแม่จะอยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกด้วย เด็กหลายคนอาจไม่รู้ตัวเองว่าโตไปแล้วอยากเป็นอะไร ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการแนะแนวที่ไม่ได้ถูกมองว่าสำคัญมากพอในโรงเรียน สำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมที่จะคุยเรื่องความฝันจะอยู่ในช่วงประถมศึกษาตอนปลาย ป. 4 – ป. 6 อายุระหว่าง 10 – 12 ปี หรือจะอยู่ในช่วงของมัธยมศึกษาตอนต้นก็ได้ คือ ในช่วง ม. 1 – ม. 3 อายุระหว่าง 13 – 15 ปี หากเป็นไปได้ไม่ควรปล่อยให้ลูกไม่รู้ถึงอาชีพที่อยากเป็นจนถึงช่วง ม.ปลาย เพราะบางอาชีพอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวมากกว่าที่คิด

พ่อแม่สามารถพูดคุยถึงอาชีพต่าง ๆ ได้ ไม่ใช่แค่หมอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาชีพอื่น ๆ ให้ลูกได้รู้ถึงข้อดี และข้อจำกัดของแต่ละอาชีพ รวมถึงลักษณะการทำงานของอาชีพนั้น ๆ ว่ามีภาพรวมเป็นอย่างไร เมื่อลูกมีท่าทีสนใจอาชีพไหน ก็ช่วยลูกศึกษาถึงสิ่งที่อาชีพนั้นทำจริง ๆ หากลูกไม่ได้อยากเป็นหมอ พ่อแม่ก็ควรที่จะยอมรับ และสนับสนุนลูกต่อไป หากเป็นอาชีพหมอต้องเน้นย้ำให้ลูกเข้าใจถึงความรับผิดชอบ หรือการต้องเจอเลือด ไม่ได้สวยหรูและจบแค่การมีเงินเดือนสูง ๆ เท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง : ทํานายอาชีพในอนาคตของลูกน้อยจากความฉลาด 8 ด้าน

 

วิดีโอจาก : Netflix Thailand

 

2. หาเวลาว่างเพื่อให้ลูกรู้จักอาชีพหมอมากขึ้น

เมื่อลูกมีความคิดแน่ชัดแล้วว่าอยากเป็นหมอ โดยไม่ได้ผ่านการชักจูงของพ่อแม่ ตลอดเวลาหลังจากนั้น ควรหาเวลาว่างมาศึกษาสิ่งที่หมอจะต้องทำในสาย หรือสาขาความถนัดต่าง ๆ เพื่อเจาะลึกมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถศึกษาได้ง่ายกว่าเดิมจากการมีสื่อออนไลน์มาเป็นตัวกลางในการศึกษาเก็บข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูสัมภาษณ์ของหมอแผนกต่าง ๆ หรือดูว่าคนเรียนแพทย์ต้องเจอกับอะไรบ้าง เป็นต้น นอกจากนี้หากมีคนใกล้ตัวที่เป็นหมอ สามารถหาโอกาสในการพูดคุยกันได้ก็ควรทำ เพื่อให้ลูกได้รับประสบการณ์ และเรื่องราวที่ควรรู้หลาย ๆ แง่มุม หรือการพาลูกไปเข้าค่ายที่เกี่ยวกับหมอ เป็นต้น ไม่ควรศึกษาเพียงไม่กี่วัน เพราะการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนว่าต้องเจออะไรเป็นสิ่งที่ควรทำแต่เนิ่น ๆ

 

3. เลือกสายการเรียนที่เหมาะสม

อย่างที่เราแนะนำไปว่าเรื่องอาชีพในฝันของเด็ก ๆ ควรจะต้องพูดคุยก่อนจะขึ้น ม.ปลาย หากเป็นไปได้ เพราะสายการเรียนจะถูกแบ่งออกชัดเจนใน ม.ปลาย ถือว่ามีความสำคัญอยู่พอสมควร สายการเรียนที่เหมาะสำหรับการเตรียมตัวในชั้นเรียน คือ สายที่ส่งเสริมด้านวิชาการ หรือสาย “วิทย์ – คณิต” นั่นเอง เพราะรายวิชาในห้องเรียนจะมีความเกี่ยวข้องกับสายการเรียนหมอมากกว่าสายการเรียนทั่วไปในช่วง ม.ปลาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เรียนในสายอื่นจะหมดโอกาส เด็กบางคนอาจรู้ตัวช้าว่าอยากเป็นหมอ หรือเรียนอยู่ในสายอื่นที่ไม่ใช่วิทย์ – คณิต ก็สามารถเตรียมตัวได้เช่นกัน ด้วยการหาที่เรียนพิเศษเสริม หาเวลาว่างในการเรียนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความรู้ในรายวิชาที่จำเป็น แต่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรทั่วไปในห้องเรียน

 

อยากให้ลูกเป็นหมอ 2

 

4. เตรียมใจ เพราะต้องเรียนหนัก และเลี่ยงความกดดันลำบาก

คนที่อยากโตไปเป็นหมอไม่ได้มีเพียงหลัก 10 คน ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าการแข่งขันนั้นสูงแค่ไหน การที่จะสอบให้ติดหลังจากเรียนจบมัธยมจึงเป็นช่วงที่กดดันมาก ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นผลที่มาจากการเตรียมตัวของเด็กแต่ละคน เพราะนอกจากจะต้องทำคะแนนการสอบตามสนามต่าง ๆ ที่จำเป็นแล้ว สำหรับเกรดการเรียนก็ต้องดูแลให้อยู่ในขั้นสวยหรูด้วย ถ้าทำได้ครบก็จะยิ่งทำให้ลูกได้เปรียบมากขึ้นไปอีก ทั้งหมดนี้เองจึงทำให้เกิดความกดดัน หรือความเครียดจากการเรียนที่มากเกินไป และเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง ในมุมของเด็ก ๆ ผู้ปกครองอาจต้องบอกให้ลูกรู้ในเรื่องนี้ไว้ก่อนด้วย

แต่ในมุมของผู้ปกครองเองก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่คอยส่งเสริมการเรียนของลูกเท่านั้น แต่มีหน้าที่ในการพยายามช่วยลดแรงกดดัน และช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับลูก เช่น ไม่พูดกดดัน บังคับ หรือแสดงความผิดหวังเมื่อผลสอบไม่เป็นดั่งที่ต้องการ แต่เปลี่ยนมาให้กำลังใจ และแรงผลักดันแทน รวมถึงหาโอกาสหรือเวลาว่างในการพาลูกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อคลายเครียดบ้าง เช่น พาไปดูภาพยนตร์, พาไปเที่ยวทะเล, พาไปกางเต็นท์บนภูเขา หรือทำในสิ่งที่ลูกชอบ เพื่อให้ลูกได้มีช่วงเวลาอื่นบ้างนอกจากการเรียนหนังสือ

 

5. เตรียมพร้อมสำหรับสนามสอบที่อาจเปลี่ยนแปลง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสอบในแต่ละปี มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปทีละเล็กทีละน้อย รุ่นพี่อาจสอบแบบนี้ แต่พอมาถึงรุ่นของเราดันสอบอีกแบบแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ควรทำในช่วง ม.ปลาย คือ การเรียนรู้สนามสอบที่จำเป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ หาข้อมูลในปีการศึกษานั้นว่า หากต้องการสอบเรียนหมอ ต้องใช้คะแนนสอบจากสนามไหนบ้าง จากนั้นก็ศึกษาข้อสอบเก่า ๆ (ถ้ามี) เพื่อสร้างความเคยชิน ดีกว่าการไปรู้ก่อนลงสนามสอบไม่นานว่าจะต้องสอบสนามนี้ด้วย อาจทำให้เตรียมตัวไม่ทันได้ ปัจจุบันมีการแนะนำสนามสอบที่จำเป็นตามเว็บไซต์ หรือ YouTube รวมไปถึงสถาบันกวดวิชาบางแห่งก็อัปเดตให้เด็กฟังโดยตรง หรืออาจขอข้อมูลจากครูแนะแนวร่วมด้วยก็ได้

 

อยากให้ลูกเป็นหมอ

 

6. เตรียมพร้อมกับรูปแบบการสอบ

หลังจากรู้จักสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จำเป็นแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือ “อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหน ?” เป็นสิ่งที่ยากพอ ๆ กับการหาอาชีพในฝันสำหรับเด็กแน่นอน พ่อแม่ควรปรึกษาพูดคุยกับลูกว่าสนใจที่ไหนบ้าง ทำไมจึงสนใจ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ลูกต้องการ เรื่องนี้ควรตัดสินใจร่วมกัน แต่ก็ควรให้ลูกเป็นคนเลือกในช่วงสุดท้าย หากพ่อแม่ไม่ได้มีความติดขัดใด ๆ กับที่เรียนที่ลูกอยากเรียนก็สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าหากติดขัดในเรื่องค่าใช้จ่าย หรือเรื่องอื่น ๆ ก็ควรรีบพูดคุยกับลูกเพื่อหาข้อตกลงกันใหม่

เมื่อได้มหาวิทยาลัยที่ชอบแล้ว แต่มาก็คือการศึกษาว่าสถาบันนั้น ๆ มีรูปแบบในการรับนักเรียนเข้าไปเป็นนักศึกษาผ่านรูปแบบใดบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปมักจะแบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

 

  • รอบ Portfolio : จากการดูแฟ้มผลงานที่เคยทำมา ทั้งในด้านของกิจกรรม การอบรม ไปจนถึงคะแนนสอบ หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน
  • รอบ Quota : เป็นสิทธิที่สถาบันนั้น ๆ มอบให้กับนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง หรืออื่น ๆ ตามแต่ละสถาบันจะกำหนด โดยจะเป็นการใช้คะแนนสอบกลางเป็นส่วนใหญ่ในสนามที่มีความเกี่ยวข้อง เช่น O-Net และ วิชาสามัญ เป็นต้น
  • การ Admission 1 และ 2 : เป็นการรับผู้เข้าศึกษาพร้อมกัน ทุกคนมีสิทธิเท่านั้น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ Admission 1 ใช้คะแนน O-NET, GAT/PAT, วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ ส่วน Admission 2 ใช้คะแนน GPAX, คะแนน O-NET และ GAT/PAT
  • รับตรง Direct Admission : ในแต่ละสถาบันอาจมีรอบการสอบเข้าตรง ซึ่งเงื่อนไขในการรับสอบนั้นแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน จึงต้องศึกษาให้ดี และถือว่าเป็นรอบสุดท้ายของสถาบันนั้น ๆ ที่จะรับนักศึกษาใหม่แล้ว

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่เด็ก ๆ จะต้องรู้เพื่อเตรียมตัว เตรียมใจเอาไว้ก่อน และนำไปวางแผนต่อในอนาคต และถึงแม้ต่อไปลูกจะสมหวังหรือไม่ ผู้ปกครองก็ควรจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอในทุกผลลัพธ์ที่ออกมา

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

อยากเป็น หมอรักษาเด็ก ต้องทำอย่างไร พร้อมแนะนำ 8 หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง

ผลสำรวจชี้ ครู อาชีพในฝันเด็กไทย ไอดอลในดวงใจคือ พ่อแม่

ลูกพร้อมเรียนกวดวิชาหรือไม่ ชวนคุณพ่อคุณแม่มาเช็กลิสต์กัน !

ที่มา : Thairath, studyuk, Konthong

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

Sutthilak Keawon

  • หน้าแรก
  • /
  • การเลี้ยงลูก
  • /
  • อยากให้ลูกเป็นหมอ พ่อแม่อย่าพลาดลืมทำ 6 ข้อนี้เด็ดขาด !
แชร์ :
  • ทำไม ลูกดื้อแต่กับแม่? อธิบายตามหลักจิตวิทยา พร้อมวิธีรับมือ

    ทำไม ลูกดื้อแต่กับแม่? อธิบายตามหลักจิตวิทยา พร้อมวิธีรับมือ

  • 10 พฤติกรรมที่ "ลูกเลียนแบบพ่อแม่" ทั้งดีและไม่ดี เช็กด่วน! พฤติกรรมไหนที่คุณเผลอส่งต่อให้ลูก?

    10 พฤติกรรมที่ "ลูกเลียนแบบพ่อแม่" ทั้งดีและไม่ดี เช็กด่วน! พฤติกรรมไหนที่คุณเผลอส่งต่อให้ลูก?

  • วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

    วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

  • ทำไม ลูกดื้อแต่กับแม่? อธิบายตามหลักจิตวิทยา พร้อมวิธีรับมือ

    ทำไม ลูกดื้อแต่กับแม่? อธิบายตามหลักจิตวิทยา พร้อมวิธีรับมือ

  • 10 พฤติกรรมที่ "ลูกเลียนแบบพ่อแม่" ทั้งดีและไม่ดี เช็กด่วน! พฤติกรรมไหนที่คุณเผลอส่งต่อให้ลูก?

    10 พฤติกรรมที่ "ลูกเลียนแบบพ่อแม่" ทั้งดีและไม่ดี เช็กด่วน! พฤติกรรมไหนที่คุณเผลอส่งต่อให้ลูก?

  • วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

    วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว