อาการปวดท้องในเด็ก เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่พบเจอได้บ่อยจนบางครั้งอาจคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติ แต่หากลูกปวดท้องเรื้อรังจนถึงขั้น อาเจียนเป็นเลือด นั่นคือสัญญาณอันตรายที่รอไม่ได้ค่ะ ล่าสุดมีเคสอุทาหรณ์จากแพทย์ที่ออกมาเตือนภัย เมื่อเด็กชายวัย 15 ปี ต้องแอดมิตด่วนด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด และเมื่อส่องกล้องดูก็ต้องตกใจกับสภาพกระเพาะอาหาร วันนี้ theAsianparent จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปถอดบทเรียนจากข่าวนี้ พร้อมทำความรู้จักกับเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่ชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. Pylori) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องลูกรักของเรากันค่ะ
เด็ก 15 ปี อาเจียนเป็นเลือด ส่องกล้องพบเยื่อบุกระเพาะผิดปกติคล้าย “ก้อนกรวด”
นพ. หงฮวาซี กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ได้เปิดเผยเคสผู้ป่วยเด็กชายวัย 15 ปี ที่ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการอาเจียนเป็นเลือดอย่างรุนแรง เมื่อทีมแพทย์ทำการส่องกล้องกระเพาะอาหาร นอกจากจะพบแผลที่กำลังมีเลือดออกแล้ว ยังพบว่าเยื่อบุกระเพาะอาหารมีการเปลี่ยนแปลงจนเกิดเป็นตุ่มนูนเล็กๆ เรียงรายคล้าย “ผิวก้อนกรวด” (Cobblestone-like) กระจายไปทั่ว
ผลการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจยืนยันว่า เด็กชายติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์กังวลใจมากที่สุดคือ รายงานผลชิ้นเนื้อระบุว่ามี “ภาวะเซลล์ผิดรูป” (Dysplasia) ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าเป็นรอยโรคก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
ทำความรู้จักเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. Pylori)” ภัยเงียบในกระเพาะอาหาร
เชื้อเอชไพโลไร (H. Pylori) เป็นแบคทีเรียที่มีความทนทานและสามารถอาศัยอยู่ในสภาวะกรดจัดของกระเพาะอาหารมนุษย์ได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้เชื้อตัวนี้เป็น “สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1” มาตั้งแต่ปี 1994 โดยข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารทั่วโลกมีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อชนิดนี้
เชื้อตัวนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางการกิน โดยติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางปาก เช่น การรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ รวมถึงการใช้ภาชนะร่วมกันหรือการสัมผัสน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวเดียวกัน เมื่อเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เกิดแผล และอาจทำให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ในที่สุด

สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่พ่อแม่ควรระวัง
ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่หากเชื้อเริ่มทำให้กระเพาะอาหารอักเสบหรือเป็นแผล ลูกอาจมีอาการดังต่อไปนี้ค่ะ:
- ปวดท้องเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ บริเวณใต้ลิ้นปี่ มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อย จุกเสียด คลื่นไส้
- สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ด่วน: หากแผลในกระเพาะอาหารรุนแรงจนมีเลือดออก ลูกอาจขับถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย หรือมีอาการอาเจียนเป็นเลือด
8 คำแนะนำในการดูแลลูก เพื่อป้องกันและรับมือเชื้อ H. Pylori
หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพกระเพาะอาหารของลูก ข้อมูลอ้างอิงจากโรงพยาบาลชั้นนำได้ให้คำแนะนำในการดูแลและป้องกันดังนี้ค่ะ
1. อย่าละเลยอาการปวดท้องเรื้อรัง
หากลูกปวดท้องเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ หรือมีคนในครอบครัวมีประวัติติดเชื้อ H. Pylori และมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรพิจารณาพาไปส่องกล้อง
2. ระวังภาวะโลหิตจาง
หากลูกมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ทราบสาเหตุ กินยาเสริมธาตุเหล็กแล้วไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori ที่ทำให้กระเพาะดูดซึมธาตุเหล็กได้ไม่ดี
3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากพบเชื้อหรือมีความผิดปกติ ต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะและยาลดกรดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดจด
4. อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป
แม้เยื่อบุกระเพาะจะผิดปกติ แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่นมักมีความสามารถในการฟื้นฟูและพยากรณ์โรคที่ดีกว่าผู้ใหญ่ หากตรวจพบและรักษาแต่เนิ่นๆ

5. ปรับพฤติกรรมการกินให้ตรงเวลาและย่อยง่าย
ควรฝึกให้ลูกรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป ในช่วงที่กระเพาะอาหารอักเสบ ควรให้ลูกรับประทานอาหารอ่อน รสจืด และย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา
6. ดูแลความสะอาดของอาหารและเลี่ยงเมนูทำร้ายกระเพาะ
ป้องกันการรับเชื้อโดยให้ลูกรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ รวมถึงงดอาหารหมักดอง น้ำอัดลม ชา กาแฟ และจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติในกระเพาะอาหารได้
7. ระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวด
หากลูกมีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาให้ลูกทานเอง โดยเฉพาะยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพราะยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและอาจทำให้แผลกำเริบได้
8. หมั่นตรวจคัดกรอง
หากคุณพ่อคุณแม่มีอายุเข้าเกณฑ์ (45 ปีขึ้นไป) ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารเช่นกัน เพราะสุขภาพของคนในบ้านนั้นเชื่อมโยงกัน
คุณพ่อคุณแม่คะ อย่ารอให้ลูกปวดท้องรุนแรงจนถึงขั้น อาเจียนเป็นเลือด แล้วจึงค่อยพาไปหาหมอ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขอนามัยในครอบครัว ฝึกให้ลูกล้างมือให้สะอาด ใช้ช้อนกลาง และรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะ “ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ทำปอดรั่ว !? ใครปวดท้องเมนส์หนักทุกเดือน เช็กด่วน!
เด็ก 3 ขวบ อาเจียนออกมาเป็นพยาธิ แพทย์แนะวิธีสังเกตอาการและป้องกัน
อย่ามองข้าม! 8 สัญญาณอันตรายเมื่อ ลูกอาเจียนหลังกินนม
ที่มา: ข่าวสด, Kapook, โรงพยาบาลขอนแก่นราม, โรงพยาบาลพระรามเก้า, โรงพยาบาลไทยนครินทร์, สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร แห่งประเทศไทย
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!