คุยกับลูกเรื่องสงคราม จากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมวิธีพูดคุยและสอนลูกเรื่องสันติภาพ Empathy และการไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
เมื่อข่าวสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเปิดทีวี เลื่อนฟีดในมือถือ หรือฟังผู้ใหญ่คุยกันที่บ้าน คำว่า “ชายแดน” “ปะทะ” หรือ “กองกำลัง” อาจหลุดมาเข้าหูเด็ก ๆ โดยที่เราคาดไม่ถึง เด็กอาจจะเงียบแล้วเก็บความกังวลไว้ในใจ หรือบางคนอาจถามตรง ๆ ว่า “แม่ ทำไมคนถึงสู้กัน?”
การ คุยกับลูกเรื่องสงคราม อาจฟังดูยาก แต่ความจริงคือ ถ้าเราเลือกที่จะเงียบ เด็กอาจไปเติมเต็มจินตนาการเองจากข่าวลือหรือคลิปใน TikTok ซึ่งอาจทำให้กลัวมากกว่าเดิม บทความนี้เลยอยากชวนพ่อแม่ลองใช้เหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา และเปลี่ยนความกังวลนี้ให้กลายเป็น บทเรียนชีวิตสำคัญเรื่องสันติภาพและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์กันค่ะ
ทำไมเราต้อง คุยกับลูกเรื่องสงคราม?
นักจิตวิทยาเด็กอย่าง Dr. Jamie Howard จาก Child Mind Institute เคยอธิบายว่า “การปล่อยให้เด็กเดาเองจากภาพข่าว ทำให้เขากลัวมากขึ้น เพราะจินตนาการของเด็กไม่มีขอบเขต” เด็กที่ไม่ได้รับคำอธิบายจะ คิดเอาเอง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “อาจเกิดกับครอบครัวเรา” ได้ทุกเมื่อ
ทฤษฎี Social Learning Theory ของ Albert Bandura ยังบอกว่า เด็กเรียนรู้จากการสังเกตพ่อแม่ ถ้าเราพูดถึงสงครามด้วยอารมณ์โกรธหรือหวาดกลัว เด็กก็จะซึมซับอารมณ์นั้น แต่ถ้าเราคุยอย่างสงบ มีเหตุผล และแสดงท่าทีที่มั่นคง เด็กจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น
พูดง่าย ๆ คือการ คุยกับลูกเรื่องสงคราม ไม่ใช่การทำให้ลูกกลัวน้อยลงอย่างเดียว แต่เป็นการสอนว่า เมื่อเกิดเรื่องยาก ๆ เราจะรับมือด้วยใจที่มั่นคงได้ยังไง

เริ่มคุยยังไง? 5 ขั้นตอนที่พ่อแม่ทำได้ทันที
1. ถามก่อนว่าลูกรู้อะไร และรู้สึกยังไง
เริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น “ลูกได้ยินเรื่องสงครามมาจากไหนหรอ?” หรือ “ลูกรู้สึกยังไงเมื่อเห็นข่าวนี้” เราจะได้รู้ว่าตอนนี้ลูกรับรู้เรื่องนี้ยังไง กลัวอะไร หรือสงสัยเรื่องไหน เมื่อลูกเล่าพ่อแม่ควรฟังอย่างตั้งใจ
2. ใช้คำง่าย ๆ ตามวัย
เด็กเล็กไม่ต้องรู้คำว่า “ความขัดแย้งชายแดน” หรือ “การรุกราน” แค่บอกว่า “ตอนนี้มีคนไม่ยอมฟังกัน เลยทะเลาะกัน” ก็เพียงพอ
3. ยอมรับความกลัวของลูก
ไม่พูดว่า “อย่ากลัวสิ มันไม่มีอะไรหรอก” แต่พูดว่า “แม่เข้าใจว่าลูกกลัวนะ มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้สึกได้” การยอมรับความรู้สึกช่วยให้ลูกรู้ว่าเขา ไม่ผิดที่กลัว
4. เล่าเท่าที่จำเป็น ไม่ลงลึกในรายละเอียดที่รุนแรง
ไม่ต้องเปิดคลิปเสียงปืนให้ลูกฟัง หรือเล่าข่าวแบบกราฟิกจัดเต็ม การเล่ามากไปอาจสร้างความกลัวเกินจำเป็น
5. ให้ลูกมั่นใจในความปลอดภัย
บอกให้ลูกเห็นชัดว่า “บ้านเราอยู่ตรงนี้ ปลอดภัยนะ” และถ้ามีแผนอพยพหรือเบอร์ฉุกเฉิน ก็อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ครอบครัวมีแผนดูแลกันอย่างไร เช่น “ถ้ามีอะไรอันตราย พ่อแม่จะพาลูกไปที่ปลอดภัยทันที”

เราสอนอะไรลูกได้บ้าง จากเหตุการณ์นี้?
สงครามหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจดูเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ก็เป็นห้องเรียนชีวิตที่พ่อแม่ใช้สอนลูกได้ เช่น อธิบายให้เขาเข้าใจว่า การพูดคุย การฟังกัน และการหาทางออกด้วยการเจรจา คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด มากกว่าการใช้อาวุธหรือกำลัง พ่อแม่อาจยกตัวอย่างใกล้ตัว เช่น เวลาพี่น้องทะเลาะกันแล้วหันหน้ามาคุย ก็จะหยุดโกรธได้เหมือนกัน เพื่อให้ลูกเห็นภาพง่ายขึ้นว่า “สันติวิธี” ใช้ได้ตั้งแต่ในครอบครัวไปจนถึงในโลกกว้าง
-
สอนเรื่องมนุษยธรรม และ Empathy ความเห็นอกเห็นใจ
แม้จะเกิดสงครามขึ้น แต่ก็มีกฎสำคัญที่ห้ามทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เด็ก คนป่วย หรือผู้บริสุทธิ์ และนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะสอนลูกให้เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือกันและการมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝั่งไหนของความขัดแย้งก็ตาม
นอกจากนี้ เหตุการณ์สงครามมักทำให้เด็กมองแค่ฝั่งของตัวเอง แต่พ่อแม่สามารถเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น เช่น ชวนลูกคิดว่า “ฝั่งกัมพูชาก็มีเด็กที่กำลังกลัว มีพ่อแม่ที่กังวลเหมือนกัน” เพื่อให้เขารู้ว่า ความเจ็บปวดไม่ได้มีแค่คนที่อยู่ฝั่งเรา การสอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ แบบนี้จะช่วยให้ลูกเติบโตมาเป็นคนที่ไม่ตัดสินคนอื่นง่าย ๆ และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นแม้จะต่างภาษา หรือต่างประเทศ
ในยุคที่ข้อมูลวิ่งเร็วกว่าเสียงปืน สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เสพสื่ออย่างมีสติ อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นในโซเชียล ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ให้ลูกคิดตาม เช่น “ใครเป็นคนโพสต์ข่าวนี้? รูปนี้มาจากที่ไหน? น่าเชื่อถือไหม?” เพื่อฝึกให้ลูกแยกแยะข่าวจริง ข่าวลือ และข่าวปลอม การคิดวิเคราะห์แบบนี้ไม่ใช่แค่ช่วยให้ลูกปลอดภัยจากข่าวสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นทักษะชีวิตสำคัญในโลกออนไลน์ทุกวัน
สงครามอาจทำให้เด็กเกิดความเครียดหรือกลัวโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่จึงควรสอนวิธีดูแลใจตัวเอง เช่น ให้ลูกฝึกหายใจลึก ๆ นับ 1–5 เวลาใจเต้นแรง หรือบอกว่า “ถ้ากลัว มาบอกพ่อแม่ได้นะ” สิ่งนี้ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าความรู้สึกกลัวจัดการได้ และการพูดออกมาไม่ใช่เรื่องน่าอาย การสอนให้ลูกรู้จักดูแลจิตใจตัวเอง จะช่วยให้เขามี “ภูมิคุ้มกันทางใจ” ในวันที่เจอเรื่องหนัก ๆ
การสอนทั้ง 4 เรื่องนี้อาจเริ่มจากบทสนทนาสั้น ๆ ในบ้าน แต่ผลลัพธ์จะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต เพราะเรากำลังสอนให้เขา เป็นคนที่เชื่อในสันติภาพ เห็นใจคนอื่น คิดเป็น และดูแลใจตัวเองได้
|
คุยกับลูกเรื่องสงคราม อย่างไรให้เหมาะกับเด็กแต่ละวัย
|
| วัย 3–6 ขวบ |
- ใช้ตุ๊กตา ของเล่น หรือรูปภาพช่วยอธิบาย เช่น “สองตัวนี้ไม่ยอมเล่นด้วยกัน เลยทะเลาะ แต่สุดท้ายก็จับมือกันได้”
- หลีกเลี่ยงภาพข่าวรุนแรงเด็ดขาด
|
| วัยประถม (7–12 ปี) |
- เริ่มอธิบายว่าความขัดแย้งคืออะไร และทำไมคนถึงต้องพยายามหาทางออก
- ให้ลูกถามได้เต็มที่ แล้วตอบด้วยคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา แต่ไม่ทำให้ตกใจเกินไป
|
| วัยรุ่น (13 ปีขึ้นไป) |
- เปิดพื้นที่ให้คุยกันอย่างเท่าเทียม เพราะวัยนี้มีความคิดเห็นของตัวเอง อาจตั้งคำถามเรื่อง “ความยุติธรรม” “สิทธิมนุษยชน”
- อาจชวนให้ลูกเขียนบันทึก วาดรูป หรือแชร์ความรู้สึก แทนที่จะเก็บความเครียดไว้คนเดียว
|
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าใช้คำพูดที่เหมารวม เช่น “คนกัมพูชาไม่ดี” เพราะจะปลูกเมล็ดพันธุ์อคติในใจลูกตั้งแต่เล็ก
- อย่าบังคับให้ลูกดูข่าวรุนแรง เช่น ภาพการยิงปะทะ หรือภาพคนเจ็บ คนเสียชีวิต
- อย่าแสดงความหวาดกลัวเกินไปต่อหน้าลูก ลูกจะรับอารมณ์นั้นไปเต็ม ๆ และอาจทำให้รู้สึกว่า “แม่ยังกลัว แล้วเราจะปลอดภัยจริงเหรอ”
ตัวอย่างคำพูดที่พ่อแม่ใช้ได้จริง เวลาคุยกับลูกเรื่องสงคราม
- “แม่เข้าใจว่าลูกอาจจะกลัวนะ มันเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็กลัวกันได้” คำพูดนี้ช่วยยืนยันกับลูกว่า ความกลัวเป็นเรื่องปกติ และพ่อแม่ยอมรับความรู้สึกของเขา
- “ตอนนี้คนสองกลุ่มกำลังหาทางคุยกัน เพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น” ประโยคนี้ส่งสารสำคัญว่าทุกความขัดแย้งยังมีทางออก และยังมี “ความหวัง” ให้เห็น
- “ถ้าลูกมีคำถาม หรือได้ยินอะไรแล้วไม่เข้าใจ มาถามแม่ได้เลยนะ” การพูดแบบนี้เหมือนเปิดประตูใจให้ลูก กล้าที่จะถามทุกสิ่งที่สงสัย และไม่ต้องเก็บความกังวลไว้คนเดียว
- “บ้านเราปลอดภัยนะ และพ่อแม่จะคอยบอกข่าวที่จำเป็นให้ลูกฟังเอง” คำนี้ช่วยทำให้ลูกอุ่นใจ ว่าพ่อแม่คอยดูแลและกรองข้อมูลที่เหมาะสมให้เสมอ
คุยเรื่องสงคราม เพื่อสอนลูกให้เป็นคนที่เชื่อในสันติภาพ
การ คุยกับลูกเรื่องสงคราม ไม่ใช่แค่ช่วยลดความกลัว แต่ยังสอนลูกให้ มองโลกอย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินง่าย ๆ และเชื่อว่าความขัดแย้งแก้ได้ด้วยการพูดคุยมากกว่าความรุนแรง เพราะสุดท้ายแล้ว พ่อแม่อาจไม่สามารถหยุดสงครามได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ ปลูกเมล็ดพันธุ์สันติภาพไว้ในใจลูก ให้เขาโตขึ้นมาเป็นคนที่รู้จักเห็นอกเห็นใจ และเชื่อว่าความสงบเริ่มต้นจากในใจของเราเอง
ที่มา : UNICEF , Inskru
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
คุยกับลูกเรื่องความตาย ตามหลักจิตวิทยาเด็ก ด้วยภาษาที่ลูกแต่ละวัยเข้าใจ
เด็กเล็กเครียดเร็วขึ้น จริงไหม? เข้าใจสาเหตุ และวิธีรับมือ สำหรับพ่อแม่ยุคดิจิทัล
10 บอร์ดเกมวางแผน ฝึกสมองลูกให้เฉียบ สำหรับเด็กวัย 4 ขวบ+
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!