คุณแม่ฝากเล่า ลูกท้องเสียอย่านิ่งเฉย ไวรัสโรต้า อาจถามหา

คุณแม่ฝากเล่า ลูกท้องเสียอย่านิ่งเฉย ไวรัสโรต้า อาจถามหา

เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งจากสมาชิกเพจ Herkid รวมพลคนเห่อลูก เล่าประสบการณ์ตรงของตัวเอง เมื่อลูกท้องเสียนานเป็นสัปดาห์ สุดท้ายป่วยเป็นไวรัสโรต้า ... ไวรัสโรต้าคืออะไร สาารถรู้ได้ที่นี่!

คุณแม่ฝากเล่า ลูกท้องเสียอย่านิ่งเฉย ไวรัสโรต้า อาจถามหา

ท้องเสีย ไวรัสโรต้า

คุณแม่ฝากเล่า ลูกท้องเสียอย่านิ่งเฉย ไวรัสโรต้า อาจถามหา

คุณแม่ฟ้า สมาชิกเพจดังจาก Herkid รวมพลคนเห่อลูก เล่าว่า ลูกชายวัยสิบเดือนของตน มีอาการท้องเสียนาน 1 สัปดาห์ พอพาไปหาหมอก็ได้แต่ยาแก้ท้องเสีย น้ำเกลือ และยาฆ่าเชื้อกลับบ้าน

คุณแม่คิดว่า ที่น้องท้องเสียอาจจะเป็นเพราะว่าน้องกำลังยืดตัว ดังคำโบราณว่าไว้ว่า เด็กท้องเสียเพราะเขากำลังจะยืดตัว จึงได้เอาใบน้อยหน่ามาต้ม มาทาจนน้องนอนนิ่ง และดูเหมือนไม่มีแรง ยังถ่ายและอาเจียนอยู่ จึงรีบพาไปโรงพยาบาล พอคุณหมอตรวจก็รีบจับแอดมิททันที เนื่องจากน้องขาดน้ำรุนแรงมาก ซ้ำเลือดยังเป็นกรดอีกด้วย หมอจึงต้องให้น้ำเกลือโดยทันที คุณหมอยังบอกอีกว่า “ตอนนี้เด็กเล็ก ๆ เป็นกันเยอะมาก และไวรัสตัวนี้สามารถติดต่อได้ทางอากาศ แค่หายใจก็ติดกันได้แล้ว ยิ่งเอามือเข้าเชื้อโรคก็จะยิ่งสามารถติดได้ง่ายมากขึ้น”

ขอบคุณเรื่องราวและข้อมูลดี ๆ จากคุณแม่ฟ้าและเพจ Herkid รวมพลเห่อลูกมาก ๆ ค่ะ

มาทำความรู้จักกับโรคไวรัสโรต้าได้ที่ด้านล่างเลยค่ะ
ท้องเสีย ไวรัสโรต้า

ไวรัสโรต้าคืออะไร?

โรต้าเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อได้ง่าย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก โดยพบได้มากสุดในเด็กช่วงอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี มีรายงานว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีแทบทุกคนต้องเคยติดเชื้อ ไวรัสโรต้าอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต โดยการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กเล็กมีอาการ ท้องเสียรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการขาดน้ำและเกลือแร่

เด็กๆ ติดเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร?

การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เกิดจากการกินสิ่งที่มีไวรัสปนเปื้อนเข้าทางปาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหาร และสิ่งของ โดยไวรัสชนิดนี้อาจติดอยู่ตามสิ่งของ เช่นของเล่นเด็ก เมื่อเด็กๆนำสิ่งของ หรือ มือที่เปื้อนเชื้อไวรัสเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้ จากนั้นเชื้อไวรัสเดินทางไปตามระบบทางเดินอาหาร คือ กระเพาะอาหาร และลำไส้ ทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อขึ้น

ท้องเสีย ไวรัสโรต้า

เมื่อติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วจะแสดงอาการอย่างไร ?

หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน เด็กๆ ที่ติดเชื้อจะเริ่ม มีไข้ และอาเจียน บางรายอาจเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ คือ มีน้ำมูกไหล ไอ คอแดง ร่วมด้วย ต่อมาจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 3-5 วัน ส่วนน้อยจะมีอาการท้องเสียยืดเยื้อเรื้อรังมากกว่า 1 สัปดาห์ หากการท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานาน หรือมีอาการรุนแรงทำให้เด็กขาดน้ำ และเกลือแร่มาก จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้

ทราบได้อย่างไรว่าอาการท้องเสียเกิดจากไวรัสโรต้า?

เมื่อเด็กๆ มีอาการท้องเสียและไปพบคุณหมอ หากเก็บอุจจาระได้ คุณหมอจะนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ โดยดูจำนวนเม็ดเลือดในอุจจาระ และตรวจหาเชื้อไวรัสโรต้าได้ค่ะ

ท้องเสีย ไวรัสโรต้า

ถ้าลูกติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วควรได้รับการรักษาอย่างไร?

เนื่องจากไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยตรง การรักษาอาการท้องเสียเกิดจากไวรัสโรต้าทำได้เช่นเดียวกับการรักษาโรคท้อง เสียจากสาเหตุอื่นๆ คือ ถ้าอาการไม่รุนแรงก็สามารถรับยามาทานที่บ้านได้ โดยดื่มกินน้ำเกลือแร่ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากการถ่าย และอาเจียน ถ้ามีอาการอาเจียนบ่อยก็ทานยาแก้อาเจียน แต่หากมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ซึม หรือทานไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยด่วน

เราจะสามารถจะปกป้องลูกจากเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร ?

คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันลูกจากเชื้อไวรัสโรต้าได้โดยเสริมสร้างภูมิ ต้านทานโรคด้วยวัคซีนป้องกันโรค เพื่อที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและความจำเป็นที่จะต้องรักษาตัวในโรง พยาบาล

นอกจากนี้ควรดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม ของลูก และสอนให้ล้างมืออย่างถูกต้อง ใช้ฝ่ามือถูกันให้ทั่วถึงทั้งบริเวณหลังมือ ซอกมือ ฝ่ามือ หัวแม่มือ รอบข้อมือ โดยทำทั้งสองข้างนะคะ

หากได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าแล้ว สามารถเป็นโรคได้หรือไม่?

หลักการคือ ไม่มีวัคซีนชนิดใดป้องกันโรคได้ 100% โดยหากเป็นโรคนั้นๆก็จะลดความรุนแรงของโรคได้ จากการศึกษาวัคซีนไวรัสโรต้า พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงได้ประมาณ 80-90% โดยเด็กที่เคยได้รับวัคซีนครบ ถึงแม้จะติดเชื้อไวรัสนี้แล้วมีอาการ ท้องเสียก็มักมีอาการอาจไม่รุนแรง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วค่ะ

ท้องเสีย ไวรัสโรต้า

The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และในเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งานฟรี เพื่อติดตามพัฒนาการของทารก ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุด และผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์ และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”

ที่มา: Herkid รวมพลคนเห่อลูก

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

โรคประหลาด เปลี่ยนผิวเด็ก ให้เป็นหิน

เมื่อลูกไม่สบาย จะพาไปฉีดวัคซีนดีไหม?

พ่อแม่เช็กด่วน อัปเดต ตารางวัคซีน​ 2563 วัคซีนเด็กมีอะไรบ้าง ต้องฉีดตอนไหน

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner