อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง ต่างกันอย่างไร เทียบวิธีสังเกตให้เห็นชัด ๆ

เปรียบเทียบชัด อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง เจ็บเต้านม คลื่นไส้ ปวดท้องหน่วงๆ คือสัญญาณเตือนก่อนมีประจำเดือน (PMS) หรือคุณกำลังตั้งครรภ์?

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาการเริ่มต้นของการตั้งครรภ์กับอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome หรือ PMS) นั้นคล้ายกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก เราจึงอยากมาชวนแม่ ๆ จับสัญญาณร่างกายของตัวเองไปพร้อม ๆ กันแบบเจาะลึกทุกอาการ เปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง ต่างกันอย่างไร พร้อมข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ เพื่อให้แม่ ๆ ทุกคนคลายความกังวลและเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น พร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยนะคะ

 

ทำไม อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง ถึงคล้ายกัน?

ข้อมูลจาก Cleveland Clinic และ Healthline ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เราสับสนก็เพราะฮอร์โมนของเรานี่เองค่ะ โดยเฉพาะโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่จะสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือนหลังจากไข่ตก เพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน

  • ถ้าไม่ตั้งครรภ์: เมื่อไม่มีตัวอ่อนมาฝังตัว ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกสลายตัวกลายเป็นประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่แหละค่ะที่ทำให้เกิดอาการ PMS
  • ถ้าตั้งครรภ์: เมื่อตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) หรือฮอร์โมนการตั้งครรภ์นั่นเอง ฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างโปรเจสเตอโรนต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อพยุงการตั้งครรภ์ ทำให้ระดับโปรเจสเตอโรนยังคงสูงอยู่

จะเห็นได้ว่าในช่วงแรก ทั้งสองสถานการณ์มีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงเหมือนกัน จึงไม่แปลกเลยที่อาการต่าง ๆ จะออกมาคล้ายกันมาก 

 

เช็กลิสต์: อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) ที่พบบ่อย

The American College of Obstetricians and Gynecologists – ACOG) อธิบายไว้ว่า อาการ PMS มักจะเริ่มขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนจะมา และจะค่อย ๆ หายไปเองเมื่อประจำเดือนมาวันแรก ๆ ค่ะ 

  • อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่าย เศร้า หรือวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • เจ็บคัดเต้านม: เต้านมบวมขึ้น รู้สึกตึง ๆ หรือเจ็บเมื่อสัมผัส แต่อาการมักเป็นทั่ว ๆ ทั้งเต้านม
  • ปวดท้องน้อยหรือปวดหลัง: เป็นอาการปวดหน่วง ๆ ไม่รุนแรงมากนัก
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย: รู้สึกไม่มีแรง อยากนอนมากกว่าปกติ
  • สิวขึ้น: ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น
  • ท้องอืด บวมน้ำ: รู้สึกตัวบวม ๆ เสื้อผ้าคับขึ้นเล็กน้อย เกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกาย
  • อยากอาหาร: โดยเฉพาะของหวาน ของมัน หรือของเค็ม
  • มีตกขาว: อาจมีตกขาวลักษณะใส หรือขาวขุ่นเล็กน้อยก่อนประจำเดือนมา

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์

อาการเหล่านี้อาจเริ่มปรากฏให้เห็นได้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ประจำเดือนควรจะมา หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย

  • ประจำเดือนขาด (Late Period): นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือที่สุดของการตั้งครรภ์ค่ะ
  • อ่อนเพลีย ง่วงนอนอย่างมาก: เป็นความเหนื่อยล้าที่มากกว่าปกติ เกิดจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารก
  • คลื่นไส้ อาเจียน (Morning Sickness): แม้อาการแพ้ท้องจะเรียกว่า Morning Sickness แต่อาการนี้เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน อาจจะแค่เหม็นอาหารบางอย่าง หรือคลื่นไส้จนอาเจียนเลยก็ได้
  • ปัสสาวะบ่อย: มดลูกที่เริ่มขยายตัวอาจไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ ประกอบกับไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองของเสียออกจากเลือดที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น
  • เจ็บคัดเต้านมและหัวนมเปลี่ยนไป: ข้อมูลจาก Mayo Clinic กล่าวว่า อาการเจ็บอาจคล้าย PMS แต่จะรู้สึกว่าเต้านมหนักขึ้น หรือ เต็มขึ้น บริเวณรอบหัวนม (ลานนม) อาจมีสีเข้มขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 
  • เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding): อาจมีเลือดสีชมพูหรือสีน้ำตาลจาง ๆ ออกมาเล็กน้อยในช่วงที่ตัวอ่อนฝังตัว (ประมาณ 6-12 วันหลังปฏิสนธิ) ซึ่งมักจะมาก่อนกำหนดที่ประจำเดือนควรจะมา และมีปริมาณน้อยกว่าและระยะเวลาสั้นกว่าประจำเดือนมาก
  • ตกขาวมากขึ้น: อาจมีตกขาวลักษณะเหนียวข้น สีขาวขุ่นคล้ายนม (Leukorrhea) เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นค่ะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ตารางเปรียบเทียบ อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง

อาการ

อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

เจ็บเต้านม เจ็บตึง บวม แต่จะดีขึ้นเมื่อประจำเดือนมา
เจ็บแปลบ ๆ รู้สึกหนักขึ้น ลานนมสีเข้มขึ้น อาการเจ็บคงอยู่และอาจเพิ่มขึ้น
ปวดท้อง ปวดหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อยก่อนเมนส์มา 1-2 วัน และจะหายไป
อาจมีอาการปวดเกร็งเบา ๆ คล้ายกัน แต่ถ้าปวดรุนแรงควรพบแพทย์
ความอยากอาหาร อยากของหวาน/เค็มเป็นพิเศษในช่วงสั้น ๆ
อาจอยากอาหารแปลก ๆ หรือเหม็นอาหารที่เคยชอบไปเลย
ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย แต่จะดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อนหรือประจำเดือนมา
อ่อนเพลียอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาจรู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา
เลือดออก เป็นประจำเดือนตามรอบปกติ (สีแดงสด ปริมาณมากกว่า)
อาจมีเลือดล้างหน้าเด็ก (สีชมพู/น้ำตาล ปริมาณน้อยมาก) หรือไม่มีเลย
ระยะเวลาอาการ ดีขึ้นและหายไป เมื่อประจำเดือนมา
คงอยู่ต่อเนื่อง และอาการอื่น ๆ จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

 

จุดตัดสินที่สำคัญที่สุดคือ: ประจำเดือนขาด ถ้าอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วประจำเดือนก็ยังไม่มา โอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็มีสูงขึ้นค่ะ

 

Q&A: คำถามยอดฮิตจากแม่ ๆ

  • หลังมีเพศสัมพันธ์กี่วันถึงจะรู้ว่าท้อง?

โดยทั่วไปแล้ว การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังไข่ตก จากนั้นตัวอ่อนจะใช้เวลาเดินทางและฝังตัวที่ผนังมดลูกอีกประมาณ 6-12 วัน ร่างกายจะเริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ก็ต่อเมื่อตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จแล้วเท่านั้น ดังนั้น การตรวจการตั้งครรภ์จะได้ผลที่แม่นยำที่สุดคือ หลังจากประจำเดือนขาดไปแล้ว 1 วัน หรือประมาณ 14 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกค่ะ การตรวจเร็วกว่านั้นอาจให้ผลลบที่ผิดพลาดได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • เจ็บท้องเหมือนเมนส์จะมา แต่ประจำเดือนไม่มา จะท้องไหม?

เป็นไปได้สูงค่ะ อาการปวดหน่วงที่ท้องน้อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เกิดจากการที่มดลูกขยายตัวและมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนปวดประจำเดือนได้ แต่ถ้าประจำเดือนยังไม่มาตามนัด หมอแนะนำให้ลองตรวจการตั้งครรภ์ดูนะคะ

  • มีประจำเดือนแต่ก็ยังท้องได้จริงไหม?

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องนะคะ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แล้วจะไม่มีประจำเดือน เพราะกลไกการมีประจำเดือนคือการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเมื่อไม่มีการตั้งครรภ์ แต่เลือดที่บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นประจำเดือน อาจเป็น

  1. เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) อย่างที่อธิบายไปข้างต้น
  2. เลือดออกจากการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์จะบอบบางและมีเลือดมาเลี้ยงเยอะ
  3. ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งควรต้องรีบไปพบแพทย์

ดังนั้น ถ้าตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้วแต่ยังมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบไปพบหมอทันทีนะคะ

 

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?

ฟังเสียงร่างกายตัวเองให้ดี เมื่อมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น อย่าลังเลที่จะมาโรงพยาบาลนะคะ

  • ประจำเดือนขาดเกิน 2 สัปดาห์ และผลตรวจยังไม่ชัดเจน
  • ตรวจการตั้งครรภ์แล้วขึ้น 2 ขีด (ผลบวก) ควรมาพบสูติแพทย์เพื่อยืนยันผล ตรวจเลือด และเริ่มต้นการฝากครรภ์โดยเร็วที่สุด
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ไม่ว่าจะมีปริมาณน้อยหรือมากก็ตาม
  • ปวดท้องน้อยรุนแรง หรือปวดข้างใดข้างหนึ่งเป็นพิเศษ อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ 
  • มีไข้ หรือมีตกขาวผิดปกติ เช่น มีสีเหลือง เขียว มีกลิ่นเหม็น หรือมีอาการคัน

อาการคล้าย ๆ กันของ อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงเหมือนกันในช่วงแรก แต่สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการขาดประจำเดือน และวิธีที่จะยืนยันได้ดีที่สุดคือ การใช้ที่ตรวจครรภ์เมื่อประจำเดือนขาดไปแล้ว แต่หากไม่แน่ใจหรือมีความกังวลใด ๆ การไปพบแพทย์เพื่อพูดคุยและตรวจวินิจฉัยคือคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ 

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน อาการคนท้องที่สำคัญ และพัฒนาการทารกในครรภ์

20 วิธีสังเกตว่าท้อง หรือไม่ อาการคนท้องระยะแรกเป็นอย่างไร

เช็กอาการ! ตกขาวแบบไหน “ท้อง” ตกขาวคนท้องระยะแรก เป็นยังไง

 

แหล่งอ้างอิง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา