เปิดผลวิจัยล่าสุด องค์การอนามัยโลกย้ำ พ่อแม่ตีลูก ไม่ช่วยแก้ไขพฤติกรรม แถมยังทำร้ายสมอง

"พ่อแม่ตีลูก" ส่งผลกระทบอย่างไร? WHO และผู้เชี่ยวชาญชี้ชัด การตีทำลายพัฒนาการสมอง พร้อมแนะ 5 วิธีลงโทษลูกแบบไม่ต้องใช้ความรุนแรง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ในสังคมไทยเรามักได้ยินประโยคที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” จนกลายเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน แต่ในยุคปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และจิตวิทยาเด็กก้าวหน้าไปมาก ปัญหาการตีลูก กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างจริงจังอีกครั้ง ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันวิจัยพฤติกรรมเด็กชั้นนำทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การลงโทษทางร่างกายไม่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การที่ พ่อแม่ตีลูก กลับเป็นปัจจัยหลักที่ขัดขวางพัฒนาการสมอง และสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ที่จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตของลูกน้อย

สรุปงานวิจัยระดับโลก: ทำไมการตีถึง “ไม่ได้ผล”

ข้อมูลจากรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ในปี 2025 และการศึกษาต่อเนื่องในปี 2026 ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก 49 ประเทศทั่วโลก พบหลักฐานที่น่าตกใจว่าเด็กที่ถูกลงโทษด้วยการตีมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้า (Developmental Delay) สูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 24%

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ระบุว่า การที่ พ่อแม่ตีลูก ไม่ได้ช่วยแก้ไขพฤติกรรมในระยะยาว เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้ว่า “สิ่งที่ทำนั้นผิดอย่างไร” แต่สิ่งที่เด็กเรียนรู้คือ “ความกลัว” และ “วิธีหลบซ่อนไม่ให้ถูกจับได้” เมื่อความกลัวหายไป หรือเมื่อลูกเริ่มโตจนไม้เรียวไม่มีผล พฤติกรรมแย่ๆ เหล่านั้นก็จะกลับมา และมักจะรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากเด็กมีความรู้สึกต่อต้านและมีความก้าวร้าวสะสมอยู่ในใจ

 

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ พ่อแม่ตีลูก?

เมื่อการตีกลายเป็นวิธีการสื่อสารหลักในครอบครัว ผลกระทบที่ตามมาจะหยั่งรากลึกเข้าไปในตัวเด็ก ดังนี้:

1. ทำลายพัฒนาการสมองและ IQ

งานวิจัยจากสมาคมกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (AAP) ชี้ให้เห็นว่า ความเครียดจากการถูกตีส่งผลต่อระดับคอร์ติซอลในสมอง ซึ่งอาจทำให้เนื้อเทา (Gray Matter) ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการควบคุมอารมณ์ลดลง ส่งผลให้เด็กมีระดับสติปัญญา (IQ) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตามศักยภาพ

2. ปัญหาสุขภาพจิตที่เรื้อรังไปจนถึงตอนโต

เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ พ่อแม่ตีลูก มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล และขาดความภาคภูมิใจในตนเอง (Low Self-esteem) งานวิจัยปี 2026 ยังพบความเชื่อมโยงที่น่าเป็นห่วงว่า เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะใช้สารเสพติดหรือมีความคิดทำร้ายตัวเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมากกว่าเด็กที่ไม่เคยถูกตี

3. บ่มเพาะพฤติกรรมก้าวร้าว

การตีคือการสอนให้ลูกเห็นว่า “การใช้ความรุนแรงคือวิธีแก้ปัญหา” เมื่อลูกไปโรงเรียนหรือออกไปสู่สังคม เขาจะนำพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ไปใช้กับเพื่อนหรือคนรอบข้าง เพราะเขาเชื่อว่าใครที่มีพลังมากกว่าสามารถใช้กำลังบังคับคนที่อ่อนแอกว่าได้

4. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกพังทลาย

“บ้าน” ควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่เมื่อ พ่อแม่ตีลูก บ้านจะกลายเป็นสถานที่แห่งความระแวง ความเชื่อใจและความผูกพัน (Secure Attachment) จะค่อยๆ หายไป ลูกจะเริ่มถอยห่างและไม่กล้าปรึกษาปัญหาใดๆ กับพ่อแม่ เพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

5. วงจรความรุนแรงข้ามรุ่น

เด็กที่ถูกตีมีแนวโน้มจะกลายเป็น พ่อแม่ที่ตีลูก ในอนาคต เพราะพวกเขาไม่เคยเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์หรือการสร้างวินัยด้วยวิธีอื่น ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อกันไม่รู้จบ

 

ความอบอุ่นชดเชยการตีได้จริงหรือ?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจคิดว่า “เราตีนะ แต่เราก็กอดลูกเยอะๆ รักลูกมาก การตีแค่นิดหน่อยคงไม่เป็นไร” แต่จากผลการศึกษาแบบติดตามผล (Longitudinal Study) ในปี 2025 ที่ติดตามเด็กกว่า 2,200 คน พบความจริงที่น่าสนใจว่า แม้คุณแม่จะมีความอบอุ่นและให้การสนับสนุนลูกมากเพียงใด แต่หากยังมีการลงโทษด้วยการตีอยู่ ผลเสียต่อพฤติกรรมของลูก เช่น ความก้าวร้าวและการต่อต้าน ก็ยังคงปรากฏชัดเจนเมื่อเด็กเข้าสู่ชั้นประถม

นั่นหมายความว่า ความรักไม่สามารถล้างผลเสียของการตีได้ทั้งหมด การตีเปรียบเสมือนรอยร้าวบนแก้วน้ำ แม้จะเติมน้ำที่สะอาดและอุ่นลงไปเพียงใด รอยร้าวนั้นก็ยังคงอยู่และพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

5 วิธีลงโทษลูกแบบ “วินัยเชิงบวก” ที่ได้ผลยั่งยืนกว่า

หากการตีลูก คือทางตัน แล้วเราจะสอนลูกอย่างไรให้ได้ดี? คำตอบคือ “วินัยเชิงบวก” (Positive Discipline) ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  1. Time-out (การแยกตัวสงบสติอารมณ์): เมื่อลูกอารมณ์รุนแรง ให้พาเขาไปอยู่ในพื้นที่สงบ เพื่อให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกได้ปรับอารมณ์ก่อนพูดคุยด้วยเหตุผล
  2. Loss of Privileges (การงดสิทธิพิเศษ): แทนการใช้ความเจ็บปวด ให้ใช้การงดสิ่งที่ลูกชอบแทน เช่น “ถ้าหนูไม่เก็บของเล่นตามที่ตกลงกัน พรุ่งนี้หนูจะไม่ได้ดูการ์ตูนนะ” วิธีนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ดีกว่า
  3. Natural Consequences (ผลตามธรรมชาติ): ปล่อยให้เด็กเรียนรู้ผลของการกระทำด้วยตัวเอง (ตราบเท่าที่ปลอดภัย) เช่น ถ้าลูกไม่ยอมใส่เสื้อกันหนาว เขาจะรู้สึกหนาว และในครั้งหน้าเขาจะเลือกใส่มันเองโดยไม่ต้องบังคับ
  4. Positive Reinforcement (การเสริมแรงทางบวก): แทนที่จะจ้องจับผิดเวลาทำพลาด ให้เปลี่ยนมา “จับถูก” เมื่อลูกทำดีและให้คำชมอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากทำพฤติกรรมดีๆ ซ้ำอีก
  5. การสื่อสารด้วยเหตุและผล (Reasoning): อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมพฤติกรรมนั้นถึงไม่เหมาะสม โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายตามวัยของเด็ก

 

เปลี่ยนจาก “อำนาจ” เป็น “ความเข้าใจ”

การตีลูกอาจจะทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมนั้นได้ทันทีในวินาทีนั้น แต่มันคือชัยชนะชั่วคราวที่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตและอนาคตของเด็กในระยะยาว ในฐานะพ่อแม่ยุคใหม่ การควบคุมอารมณ์ตนเองคือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อเราโกรธ ให้จำไว้ว่าเรากำลังทำหน้าที่เป็น “โค้ช” ของลูก ไม่ใช่ “ผู้คุม”

การสร้างเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยการอดทน การสื่อสาร และการเป็นแบบอย่างที่ดี หากเราอยากให้ลูกเป็นคนที่มีเหตุผลและไม่ก้าวร้าว เราต้องเริ่มต้นจากการหยุดใช้ความรุนแรงในบ้านตั้งแต่วันนี้ค่ะ

 

แหล่งอ้างอิง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา