ในสังคมไทยเรามักได้ยินประโยคที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” จนกลายเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน แต่ในยุคปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และจิตวิทยาเด็กก้าวหน้าไปมาก ปัญหาการตีลูก กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างจริงจังอีกครั้ง ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 จากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันวิจัยพฤติกรรมเด็กชั้นนำทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การลงโทษทางร่างกายไม่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การที่ พ่อแม่ตีลูก กลับเป็นปัจจัยหลักที่ขัดขวางพัฒนาการสมอง และสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ที่จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตของลูกน้อย
สรุปงานวิจัยระดับโลก: ทำไมการตีถึง “ไม่ได้ผล”
ข้อมูลจากรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ในปี 2025 และการศึกษาต่อเนื่องในปี 2026 ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก 49 ประเทศทั่วโลก พบหลักฐานที่น่าตกใจว่าเด็กที่ถูกลงโทษด้วยการตีมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้า (Developmental Delay) สูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 24%
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ระบุว่า การที่ พ่อแม่ตีลูก ไม่ได้ช่วยแก้ไขพฤติกรรมในระยะยาว เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้ว่า “สิ่งที่ทำนั้นผิดอย่างไร” แต่สิ่งที่เด็กเรียนรู้คือ “ความกลัว” และ “วิธีหลบซ่อนไม่ให้ถูกจับได้” เมื่อความกลัวหายไป หรือเมื่อลูกเริ่มโตจนไม้เรียวไม่มีผล พฤติกรรมแย่ๆ เหล่านั้นก็จะกลับมา และมักจะรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากเด็กมีความรู้สึกต่อต้านและมีความก้าวร้าวสะสมอยู่ในใจ
เกิดอะไรขึ้นเมื่อ พ่อแม่ตีลูก?
เมื่อการตีกลายเป็นวิธีการสื่อสารหลักในครอบครัว ผลกระทบที่ตามมาจะหยั่งรากลึกเข้าไปในตัวเด็ก ดังนี้:
1. ทำลายพัฒนาการสมองและ IQ
งานวิจัยจากสมาคมกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (AAP) ชี้ให้เห็นว่า ความเครียดจากการถูกตีส่งผลต่อระดับคอร์ติซอลในสมอง ซึ่งอาจทำให้เนื้อเทา (Gray Matter) ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการควบคุมอารมณ์ลดลง ส่งผลให้เด็กมีระดับสติปัญญา (IQ) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตามศักยภาพ
2. ปัญหาสุขภาพจิตที่เรื้อรังไปจนถึงตอนโต
เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ พ่อแม่ตีลูก มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล และขาดความภาคภูมิใจในตนเอง (Low Self-esteem) งานวิจัยปี 2026 ยังพบความเชื่อมโยงที่น่าเป็นห่วงว่า เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะใช้สารเสพติดหรือมีความคิดทำร้ายตัวเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมากกว่าเด็กที่ไม่เคยถูกตี
3. บ่มเพาะพฤติกรรมก้าวร้าว
การตีคือการสอนให้ลูกเห็นว่า “การใช้ความรุนแรงคือวิธีแก้ปัญหา” เมื่อลูกไปโรงเรียนหรือออกไปสู่สังคม เขาจะนำพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ไปใช้กับเพื่อนหรือคนรอบข้าง เพราะเขาเชื่อว่าใครที่มีพลังมากกว่าสามารถใช้กำลังบังคับคนที่อ่อนแอกว่าได้
4. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกพังทลาย
“บ้าน” ควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่เมื่อ พ่อแม่ตีลูก บ้านจะกลายเป็นสถานที่แห่งความระแวง ความเชื่อใจและความผูกพัน (Secure Attachment) จะค่อยๆ หายไป ลูกจะเริ่มถอยห่างและไม่กล้าปรึกษาปัญหาใดๆ กับพ่อแม่ เพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษ
5. วงจรความรุนแรงข้ามรุ่น
เด็กที่ถูกตีมีแนวโน้มจะกลายเป็น พ่อแม่ที่ตีลูก ในอนาคต เพราะพวกเขาไม่เคยเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์หรือการสร้างวินัยด้วยวิธีอื่น ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อกันไม่รู้จบ
ความอบอุ่นชดเชยการตีได้จริงหรือ?
คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจคิดว่า “เราตีนะ แต่เราก็กอดลูกเยอะๆ รักลูกมาก การตีแค่นิดหน่อยคงไม่เป็นไร” แต่จากผลการศึกษาแบบติดตามผล (Longitudinal Study) ในปี 2025 ที่ติดตามเด็กกว่า 2,200 คน พบความจริงที่น่าสนใจว่า แม้คุณแม่จะมีความอบอุ่นและให้การสนับสนุนลูกมากเพียงใด แต่หากยังมีการลงโทษด้วยการตีอยู่ ผลเสียต่อพฤติกรรมของลูก เช่น ความก้าวร้าวและการต่อต้าน ก็ยังคงปรากฏชัดเจนเมื่อเด็กเข้าสู่ชั้นประถม
นั่นหมายความว่า ความรักไม่สามารถล้างผลเสียของการตีได้ทั้งหมด การตีเปรียบเสมือนรอยร้าวบนแก้วน้ำ แม้จะเติมน้ำที่สะอาดและอุ่นลงไปเพียงใด รอยร้าวนั้นก็ยังคงอยู่และพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
5 วิธีลงโทษลูกแบบ “วินัยเชิงบวก” ที่ได้ผลยั่งยืนกว่า
หากการตีลูก คือทางตัน แล้วเราจะสอนลูกอย่างไรให้ได้ดี? คำตอบคือ “วินัยเชิงบวก” (Positive Discipline) ค่ะ
- Time-out (การแยกตัวสงบสติอารมณ์): เมื่อลูกอารมณ์รุนแรง ให้พาเขาไปอยู่ในพื้นที่สงบ เพื่อให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกได้ปรับอารมณ์ก่อนพูดคุยด้วยเหตุผล
- Loss of Privileges (การงดสิทธิพิเศษ): แทนการใช้ความเจ็บปวด ให้ใช้การงดสิ่งที่ลูกชอบแทน เช่น “ถ้าหนูไม่เก็บของเล่นตามที่ตกลงกัน พรุ่งนี้หนูจะไม่ได้ดูการ์ตูนนะ” วิธีนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ความรับผิดชอบได้ดีกว่า
- Natural Consequences (ผลตามธรรมชาติ): ปล่อยให้เด็กเรียนรู้ผลของการกระทำด้วยตัวเอง (ตราบเท่าที่ปลอดภัย) เช่น ถ้าลูกไม่ยอมใส่เสื้อกันหนาว เขาจะรู้สึกหนาว และในครั้งหน้าเขาจะเลือกใส่มันเองโดยไม่ต้องบังคับ
- Positive Reinforcement (การเสริมแรงทางบวก): แทนที่จะจ้องจับผิดเวลาทำพลาด ให้เปลี่ยนมา “จับถูก” เมื่อลูกทำดีและให้คำชมอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากทำพฤติกรรมดีๆ ซ้ำอีก
- การสื่อสารด้วยเหตุและผล (Reasoning): อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมพฤติกรรมนั้นถึงไม่เหมาะสม โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายตามวัยของเด็ก
เปลี่ยนจาก “อำนาจ” เป็น “ความเข้าใจ”
การตีลูกอาจจะทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมนั้นได้ทันทีในวินาทีนั้น แต่มันคือชัยชนะชั่วคราวที่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตและอนาคตของเด็กในระยะยาว ในฐานะพ่อแม่ยุคใหม่ การควบคุมอารมณ์ตนเองคือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อเราโกรธ ให้จำไว้ว่าเรากำลังทำหน้าที่เป็น “โค้ช” ของลูก ไม่ใช่ “ผู้คุม”
การสร้างเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยการอดทน การสื่อสาร และการเป็นแบบอย่างที่ดี หากเราอยากให้ลูกเป็นคนที่มีเหตุผลและไม่ก้าวร้าว เราต้องเริ่มต้นจากการหยุดใช้ความรุนแรงในบ้านตั้งแต่วันนี้ค่ะ
แหล่งอ้างอิง
- What Happens When Parents Spank Their Kids, Psychology Today
https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-brain-and-behavior/202602/what-happens-when-parents-spank-their-kids - Corporal punishment and health, World Health Organization (WHO)
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/corporal-punishment-and-health - Effective Discipline to Raise Healthy Children, American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org)
https://publications.aap.org/pediatrics/article/142/6/e20183112/37452/Effective-Discipline-to-Raise-Healthy-Children