พลังของการ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง เพราะเด็กที่ถูกฟัง จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังคนอื่นเป็น

เลี้ยงลูกด้วยการฟัง คือพลังเงียบที่เปลี่ยนอนาคตลูกได้ เด็กที่ถูกฟัง จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังคนอื่นเป็น สื่อสารดี มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมั่นคง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เวลาพ่อแม่บ่นว่า “ทำไมลูกไม่ฟังเลย” ลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า “แล้วเราฟังลูกมากพอหรือยัง” เพราะจริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของการที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังคนอื่นได้ดี ไม่ได้เริ่มจากการถูกสอนให้เชื่อฟังอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่วันที่พ่อแม่เลือกจะ “ฟังลูก” อย่างแท้จริง การ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง ไม่ใช่การตามใจ แต่คือการตั้งใจรับฟังด้วยหัวใจ เห็นคุณค่าของความรู้สึก และสะท้อนกลับไปด้วยความเข้าใจ เมื่อเด็กได้สัมผัสสิ่งนี้ตั้งแต่เล็ก เขาจะเรียนรู้ว่า “เสียงของฉันมีความหมาย” ความเชื่อมั่น และความสามารถในการสื่อสารที่ดี จะค่อย ๆ งอกงาม และสิ่งนี้จะติดตัวเขาไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจและฟังผู้อื่นเป็น

ทำไมการ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง ถึงทรงพลัง

  • การถูกฟังคือการยืนยันคุณค่าของลูก

เด็กทุกคนล้วนต้องการการยอมรับ ไม่ว่าลูกจะเล่าเรื่องธรรมดา ๆ หรือบอกเล่าความกลัวในยามค่ำคืน การที่พ่อแม่หยุดสิ่งที่กำลังทำ หันมาเงี่ยหูฟัง และตอบสนองด้วยความสนใจ คือการส่งสัญญาณว่า “สิ่งที่ลูกพูดมีค่า และลูกสำคัญ” การถูกฟังบ่อย ๆ ทำให้เด็กซึมซับความมั่นใจในตนเอง โตขึ้นกล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์

  • การฟังคือสะพานเชื่อมความสัมพันธ์

หลายครอบครัวเจอปัญหาว่า เด็กไม่ค่อยอยากเล่าเรื่อง แต่หากพ่อแม่ตั้งใจฟัง ด้วยท่าทีที่ไม่ตัดสิน เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและเปิดใจมากขึ้น เมื่อเด็กคุ้นชินกับการถูกฟัง เขาก็จะเชื่อมโยงการสนทนาเข้ากับความรู้สึกดี ๆ เกิดเป็นสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นในครอบครัว

  • การฟังส่งต่อเป็นทักษะชีวิต

เด็กที่ถูกฟังอย่างต่อเนื่อง จะเรียนรู้วิธีการรอคอย ผลัดกันพูด และฟังคนอื่นจนจบก่อนตอบโต้ สิ่งนี้คือรากฐานของทักษะสังคมที่ดี เมื่อเข้าสู่โรงเรียนหรือโลกภายนอก เขาจะปรับตัวง่ายกว่า รู้จักฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และหาทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

วิธีการฟังอย่างตั้งใจที่พ่อแม่ทำได้จริง

Active Listening: ฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่หู

  1. สบตาและให้ความสนใจเต็มที่ – เด็กเล็กอ่านภาษากายเก่งกว่าคำพูด การที่พ่อแม่หันหน้า มองตา และพยักหน้าตาม คือการบอกว่า “พ่อแม่อยู่กับหนูตรงนี้”

  2. สะท้อนความรู้สึก – ตัวอย่างเช่น ลูกพูดว่า “หนูไม่อยากไปโรงเรียน” พ่อแม่อาจตอบว่า “หนูรู้สึกกังวลใช่ไหม” การสะท้อนช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ตัวเอง และเรียนรู้คำศัพท์ด้านอารมณ์ไปด้วย

  3. เว้นจังหวะ ไม่รีบสอนหรือแก้ปัญหา – ผู้ใหญ่หลายคนรีบสอนทันทีที่เด็กเล่า แต่บางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการ คือพื้นที่ให้เขาพูดจนหมด การเงียบจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ

  4. ยืนยันความรู้สึกก่อนหาทางออก – “แม่เข้าใจว่าหนูเสียดายมากเลยที่บล็อกพัง งั้นเราลองหาวิธีสร้างใหม่ด้วยกันดีไหม”

    Loading...
    You got lucky! We have no ad to show to you!
    ติดต่อโฆษณา

บทบาทของพ่อแม่ในฐานะแบบอย่าง

เด็กเรียนรู้วิธีฟัง จากการเห็นพ่อแม่ฟังซึ่งกันและกัน หากพ่อแม่ชอบตัดบทหรือพูดทับกัน เด็กก็จะเลียนแบบแบบนั้น แต่ถ้าพ่อแม่คุยกันอย่างฟังจริง ๆ เช่น “เมื่อกี้ที่เธอพูด ฉันเข้าใจว่า… ใช่ไหม” เด็กจะซึมซับทักษะนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การยอมรับเมื่อพลาด หากพ่อแม่เผลอตะคอกหรือตัดบทลูก คำขอโทษสั้น ๆ เช่น “เมื่อกี้แม่ขัดลูกไป แม่อยากฟังใหม่อีกครั้งนะ” จะสอนลูกว่า การแก้ไขความผิดพลาด และกลับมาฟังต่อเป็นสิ่งที่ทำได้จริง

สิ่งที่ควรเลี่ยง

  • ฟังไป เล่นมือถือไป → ภาษากายบอกว่า “หนูไม่สำคัญ”

  • ลดค่าความรู้สึก เช่น “ก็เรื่องแค่นี้เอง”

  • พูดยาวจนเกินไป → เด็กจะหลุดโฟกัส

    Loading...
    You got lucky! We have no ad to show to you!
    ติดต่อโฆษณา
  • ขัดจังหวะบ่อย ๆ → เด็กจะหยุดเล่าและปิดใจ

ตัวอย่างการ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง ในสถานการณ์จริง

ตอนเล่น

ลูก: “แม่ หอคอยที่สร้างพังหมดเลย”
แม่: “โห เสียดายใช่ไหมลูก… หนูอยากลองสร้างใหม่ หรือพักก่อนดี”
→ ลูกเรียนรู้ว่าความรู้สึกถูกเข้าใจ และยังได้รับอำนาจในการเลือก

ตอนงอแงไม่อยากเก็บของ

“แม่รู้ว่าหนูอยากเล่นต่อ แม่เข้าใจ… งั้นเราเล่นต่ออีก 2 นาทีแล้วเก็บด้วยกันดีไหม”
→ เด็กได้เรียนรู้การต่อรองอย่างแฟร์ และการยอมรับขอบเขต

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ตอนทะเลาะกับเพื่อนหรือพี่น้อง

“เล่าให้แม่ฟังทีละคน… ใครจะเริ่มก่อน”
“ลองพูดสิ่งที่หนูต้องการโดยไม่ตะโกน”
→ เด็กได้ฝึกเล่าตามลำดับเหตุการณ์ และใช้คำพูดแทนการลงมือ

ตอนติดหน้าจอ ไม่อยากอาบน้ำ

“แม่รู้ว่าหนูกำลังสนุกกับการ์ตูน จะเลือกปิดหลังจบตอนนี้ หรือให้แม่เปิดเพลงโปรดตอนพาไปห้องน้ำดี”
→ การสะท้อนความสนุก + ให้ทางเลือกจำกัด ช่วยให้เด็กยอมรับง่ายขึ้น

พลังของบ้านที่ฟังกัน: ระบบ กติกา และกิจวัตรประจำวัน

กิจวัตรที่ชวนคุย

  • Talk Time 10 นาที ก่อนนอน: ปิดหน้าจอทุกอย่าง เล่าเรื่องดี 1 เรื่อง และเรื่องยาก 1 เรื่อง

  • บอร์ดความรู้สึก: ใช้สติ๊กเกอร์หน้าอารมณ์ ให้ลูกเลือกติดทุกเช้า–เย็น เด็กจะเรียนรู้การระบุอารมณ์ตนเอง

  • ไม้คิวพูด: ใครถือคือคนพูด อีกคนรอคิว วิธีนี้ช่วยลดการขัดจังหวะ

กติกาครอบครัว

  • โกรธได้ แต่ห้ามทำร้ายกัน

  • ฟังกันทีละคน ใครพูดจบแล้วคนต่อไปถึงเริ่มได้

  • หลังจากเล่า ต้องสะท้อนสิ่งที่ได้ยิน เช่น “หนูเล่าว่ารู้สึก…”

วิธีวัดผล

  • ลูกขัดจังหวะน้อยลง

    Loading...
    You got lucky! We have no ad to show to you!
    ติดต่อโฆษณา
  • ใช้คำอธิบายอารมณ์ได้ เช่น “หนูโกรธ” “หนูกลัว”

  • เล่าเรื่องราวต่อเนื่องมากขึ้น

  • เวลาคุณภาพในครอบครัวเพิ่มขึ้นจริง

งานวิจัยทางจิตวิทยายืนยันตรงกันว่า การฟังอย่างตั้งใจของพ่อแม่ตั้งแต่ลูกยังเล็ก มีผลต่อการพัฒนาทั้งอารมณ์ สังคม และทักษะการสื่อสารในอนาคต เด็กที่เติบโตท่ามกลางการถูกฟัง จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และเมื่อโตขึ้น เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังคนอื่นอย่างเข้าใจ สุดท้ายนี้ การที่ลูก “ฟังเรา” เริ่มต้นจากวันที่เรา “เลือกฟังลูก” ก่อนเสมอ เพราะการ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง คือการสร้างรากฐานให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มีความเข้าใจ เห็นคุณค่าของผู้อื่น และพร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่งดงามไปตลอดชีวิต

ที่มา: selfdeterminationtheory , consciousmommy

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกอย่างไรให้รู้สึกว่า พ่อแม่คือ Safe Zone ที่ลูกปลอดภัยและไว้ใจได้เสมอ

เลี้ยงลูกสองภาษาไม่ยาก! แจกคัมภีร์ 100 ประโยคคุยกับลูก ภาษาอังกฤษ ใช้ได้ทุกวัน

พลังของการเล่านิทาน ในยุคที่ทุกอย่างเป็นวิดีโอ ทำไมเด็กยังต้องฟังนิทาน

บทความโดย

PP.