คุณแม่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “น้องมีนนี่ พี่ต้นหนาว” ได้โพสต์อุทาหรณ์ลูกเป็น ตาขี้เกียจ ภัยเงียบที่ผู้ปกครองหลายๆคนมองข้าม
โดยคุณแม่เล่าว่าตอนลูกอยู่ ป.2-3 ลูกมักมาบอกว่ามองกระดานไม่ค่อยชัด ตาสองข้างมองเห็นไม่เท่ากัน ซึ่งตอนนั้นคุณแม่แก้ปัญหาด้วยการขอให้คุณครูให้ลูกนั่งแถวหน้าเพื่อจะได้เห็นชัดขึ้น โดยยังไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาสายตาที่แท้จริง
จนกระทั่งวันหนึ่งลูกข้ามถนนและถูกรถมอเตอร์ไซค์ชนจนขาหัก ลูกเล่าว่ามองไม่เห็นรถที่วิ่งมา จะเห็นก็ต่อเมื่อรถเข้ามาใกล้มากแล้ว คุณแม่จึงพาลูกไปตรวจตาที่คลินิกใกล้บ้าน พบว่าน้องมีสายตาสั้นมากและมีความเสี่ยงต้อหิน แพทย์จึงออกใบส่งตัวไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลศูนย์ซึ่งมีเครื่องมือตรวจตาที่ละเอียดกว่า
ผลตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์พบว่าน้องไม่ได้เป็นต้อหินอย่างที่กังวล แต่เป็น ตาขี้เกียจ ร่วมกับสายตาสั้นและสายตาเอียงประมาณ 200 ทั้งสองข้าง แพทย์ให้ปิดตาข้างที่ทำงานปกติไว้วันละ 6 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้ตาข้างที่ขี้เกียจต้องทำงานมากขึ้น และนัดติดตามผลทุก 3 เดือน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตาขี้เกียจในเด็ก เป็นภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ได้นานหลายปีโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ก็อาจเกิดอุบัติเหตุหรือผลกระทบร้ายแรงไปแล้วก็ได้ค่ะ ทาง theAsianparent ขอขอบคุณคุณแม่เจ้าของเรื่อง ที่แบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ เรามาทำความรู้จัก โรคตาขี้เกียจในเด็ก วิธีสังเกตอาการ เพื่อดูแลลูกน้อยของเราตั้งแต่เนิ่นๆ กันค่ะ
ตาขี้เกียจ คืออะไร?
ตาขี้เกียจ (Amblyopia) คือภาวะที่สมองพัฒนาการมองเห็นข้างใดข้างหนึ่งได้ไม่เต็มที่ ทำให้ตาข้างนั้นมองเห็นไม่ชัดแม้ตรวจแล้วไม่พบโรคทางโครงสร้าง พบได้ประมาณ 2-4% ของเด็กทั่วโลก สาเหตุหลักคือตาเข ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก หรือมีสิ่งบดบังการมองเห็นตั้งแต่เล็ก จุดอันตรายคือเด็กมักไม่รู้ตัวว่าตาไม่ชัด เพราะยังมองเห็นด้วยตาข้างที่ดีได้ตามปกติ หากปล่อยไว้เกินช่วงวัย 7-9 ปีซึ่งเป็นช่วงทองของการรักษา อาจสูญเสียการมองเห็นถาวร ทางแก้คือพาลูกตรวจตาตามช่วงอายุที่แนะนำ และรักษาด้วยแว่น ปิดตา หรือหยอดยาตามคำแนะนำแพทย์ค่ะ
จุดที่อันตรายที่สุดคือ เด็กที่เป็นตาขี้เกียจส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการที่สังเกตเห็นชัดเจน” เพราะสมองยังใช้ภาพจากตาข้างที่ดีได้ตามปกติ เด็กจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองมองเห็นผิดปกติ และไม่บ่นให้พ่อแม่ฟังจนกว่าจะโตพอที่จะสังเกตความแตกต่างได้เอง เหมือนกรณีของลูกคุณแม่ในเรื่องข้างต้นที่กว่าจะรู้ตัวว่าเห็นไม่ชัดจริงจังก็ตอนที่เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว
สาเหตุของตาขี้เกียจในเด็กมีอะไรบ้าง
ข้อมูลจาก Mayo Clinic และ Cleveland Clinic แบ่งสาเหตุของตาขี้เกียจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังตาราง
|
ประเภท
|
สาเหตุ
|
ลักษณะที่พบ
|
| ตาขี้เกียจจากตาเข (Strabismic) |
กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้ตาเขเข้าหรือเขออก |
พบบ่อยที่สุด สมองเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรงเพียงข้างเดียว |
| ตาขี้เกียจจากค่าสายตาต่างกัน (Refractive) |
สายตาสั้น ยาว หรือเอียงของสองข้างต่างกันมาก หรือสูงทั้งสองข้าง |
ตาข้างที่มัวกว่าจะถูกสมองมองข้าม อาจเกิดได้ทั้งข้างเดียวหรือสองข้างพร้อมกัน |
| ตาขี้เกียจจากสิ่งบดบังการมองเห็น (Deprivation) |
ต้อกระจกแต่กำเนิด หนังตาตก หรือสิ่งอื่นที่บังแสงเข้าตา |
รุนแรงที่สุดและรักษายากที่สุด เพราะตาไม่เคยได้รับภาพที่ชัดเจนเลยตั้งแต่ต้น |
โรงพยาบาลเด็กในเครือ Children’s Health อธิบายเพิ่มเติมว่าเด็กบางคนอาจมีตาขี้เกียจทั้งสองข้างพร้อมกันได้ หากค่าสายตาสูงมากทั้งสองข้าง ซึ่งตรงกับกรณีของลูกคุณแม่ในโพสต์ที่มีสายตาสั้นและเอียงประมาณ 200 ทั้งสองข้างค่ะ
สัญญาณเตือนตาขี้เกียจในเด็ก พ่อแม่สังเกตอะไรได้บ้าง
แม้เด็กส่วนใหญ่จะไม่มีอาการชัดเจน แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่พ่อแม่พอสังเกตได้ที่บ้าน ตามข้อมูลจาก NEI และ Raising Children Network ดังนี้ค่ะ
- หรี่ตา ขยี้ตาบ่อย หรือหลับตาข้างหนึ่งเวลาอยู่กลางแดดหรือเพ่งมอง
- เอียงคอหรือหันหน้าผิดปกติเวลาดูของ
- ตาสองข้างดูไม่ตรงกัน หรือมีอาการตาเขให้เห็นเป็นบางครั้ง
- เดินชนของบ่อย ๆ หรือมีปัญหาเรื่องมิติความลึก (กะระยะไม่ถูก)
- บ่นว่ามองกระดานหรือมองไกลไม่ชัด ต้องนั่งใกล้จอทีวีมากผิดปกติ
- ไม่ชอบอ่านหนังสือ หรืออ่านได้ต่ำกว่าเกณฑ์วัย
- หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
หากลูกมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง ควรพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด แต่ถ้าไม่มีอาการเลยก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะอย่างที่บอกไปว่าเด็กจำนวนมากไม่แสดงอาการใดๆ เลยค่ะ
ควรพาลูกไปตรวจตาตอนไหน อายุเท่าไหร่ถึงจะทันเวลา
ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้พาเด็กไปตรวจคัดกรองสายตาตามช่วงวัยที่เหมาะสม เริ่มตั้งแต่แรกเกิดที่กุมารแพทย์จะตรวจคัดกรองการสะท้อนแสงของตา การกระพริบตา และม่านตาก่อน หากพบความผิดปกติจะส่งต่อจักษุแพทย์ทันที ส่วนช่วงก่อนเข้าเรียนจะมีการตรวจคัดกรองค่าสายตาสั้น ยาว เอียง และตาเขตาเหล่อีกครั้ง
ข้อมูลจาก NEI และ Mayo Clinic แนะนำตรงกันว่าเด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างละเอียดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงอายุ 3-5 ปี ก่อนเข้าโรงเรียน ส่วน Johns Hopkins Medicine ระบุว่าการตรวจตาครั้งแรกควรเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 6-12 เดือน เพื่อคัดกรองปัญหาตาตั้งแต่เนิ่นๆ
|
ช่วงวัย
|
สิ่งที่ควรตรวจ
|
หน่วยงาน/แหล่งอ้างอิง
|
| แรกเกิด – 12 เดือน |
คัดกรองการสะท้อนแสง ม่านตา การกระพริบตา |
ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ, Johns Hopkins |
| 3-5 ปี (ก่อนเข้าเรียน) |
ตรวจค่าสายตา สั้น ยาว เอียง ตาเข ตาเหล่ |
NEI, Mayo Clinic, Raising Children Network |
| ป.1 (ราว 6-7 ปี) |
ครูประจำชั้นคัดกรองเบื้องต้น ยืนยันโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข |
โครงการเด็กไทยสายตาดี (กรมอนามัย ร่วมกับ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ และ สปสช.) |
| หลังจากนั้น |
ตรวจซ้ำเป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติ |
จักษุแพทย์ผู้ดูแล |
ในประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังมีสิทธิตรวจคัดกรองสายตาและแจกแว่นสายตาฟรีสำหรับเด็กอายุ 3-12 ปีที่ตรวจพบสายตาผิดปกติ ผ่านโครงการ “เด็กไทยสายตาดี” ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรมอนามัย กรมการแพทย์ และราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย คุณแม่สามารถสอบถามสิทธินี้ได้ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้านค่ะ

ตาขี้เกียจ ทำไมต้องรีบรักษา ปล่อยไว้อันตรายแค่ไหน
ช่วงเวลาทองของการพัฒนาระบบการมองเห็นในเด็กอยู่ที่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 8-10 ปี หลังจากนั้นเส้นทางประสาทการมองเห็นจะเริ่มคงที่และปรับเปลี่ยนได้ยากขึ้นมาก หากไม่ได้รับการรักษาภายในช่วงวัยนี้ ตาข้างที่ขี้เกียจอาจไม่มีทางพัฒนาการมองเห็นที่ดีได้อีกเลย แม้ภายหลังจะแก้ไขสาเหตุต้นตอ เช่น ผ่าตัดต้อกระจกหรือแก้ไขตาเขแล้วก็ตาม
ผลกระทบระยะยาวของตาขี้เกียจที่ไม่ได้รักษา
- สูญเสียการมองเห็นถาวรในตาข้างที่เป็น แม้ตรวจแล้วไม่พบโรคทางตา
- มองเห็นภาพเป็นสามมิติและกะระยะได้แย่ลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างที่เกิดกับลูกในเรื่องข้างต้น
- ตามข้อมูลจาก Prevent Blindness ระบุว่าผู้ที่มีตาขี้เกียจมีความเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นในตาข้างที่ปกติในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปเกือบ 3 เท่า หากตาข้างนั้นเกิดอุบัติเหตุหรือโรคภายหลัง เนื่องจากไม่มีตาสำรองที่มองเห็นดีพอมาช่วยชดเชย
นี่คือเหตุผลที่แพทย์เน้นย้ำเสมอว่า “ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้ผลดี” และการตรวจคัดกรองตามวัยจึงสำคัญกว่าการรอดูอาการค่ะ
วิธีรักษาตาขี้เกียจในเด็กมีอะไรบ้าง
แนวทางการรักษาตาขี้เกียจจะปรับตามสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละคน โดยหลักการสำคัญคือบังคับให้สมองต้องใช้ตาข้างที่อ่อนแอมากขึ้น ข้อมูลจาก HealthyChildren.org (AAP), Cleveland Clinic และ Cochrane สรุปวิธีหลักได้ดังนี้
|
วิธีรักษา
|
รายละเอียด
|
เหมาะกับ
|
| แว่นสายตา |
แก้ไขค่าสายตาสั้น ยาว เอียงให้สมดุลทั้งสองข้าง มักเป็นขั้นตอนแรก |
ตาขี้เกียจจากค่าสายตาต่างกัน |
| ปิดตา (Patching) |
ปิดตาข้างที่ปกติวันละ 2-6 ชั่วโมงตามที่แพทย์กำหนด บังคับให้ตาข้างขี้เกียจทำงาน |
ใช้ได้เกือบทุกสาเหตุ พบบ่อยที่สุด |
| หยอดยาขยายม่านตา (Atropine) |
หยอดตาข้างปกติให้ภาพเบลอชั่วคราว แทนการปิดตา |
เด็กที่ไม่ยอมใส่ผ้าปิดตา |
| การผ่าตัด |
แก้ไขต้อกระจก หนังตาตก หรือจัดกล้ามเนื้อตาที่เขให้ตรง |
ตาขี้เกียจจากสิ่งบดบังหรือตาเขรุนแรง |
งานทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ระบุว่าการปิดตาและการหยอดยาให้ผลการรักษาที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเลือกวิธีที่เหมาะกับพฤติกรรมของลูกแต่ละคนได้ ระยะเวลารักษาอาจกินเวลาตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึง 1-2 ปี และแพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะเพื่อปรับแผนการรักษา เหมือนในกรณีของคุณแม่ในโพสต์ที่คุณหมอนัดติดตามผลทุก 3 เดือนค่ะ
ข้อควรระวังที่ Mayo Clinic เตือนไว้คือ แม้รักษาหายแล้วตาขี้เกียจก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึงราว 25% ของเด็กที่เคยรักษา จึงต้องพาลูกไปตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
FAQ: คำถามที่แม่ๆ ถามบ่อยเรื่อง ตาขี้เกียจ
Q: ตาขี้เกียจในเด็กคืออะไร ต่างจากสายตาสั้นยังไง
A: ตาขี้เกียจคือสมองไม่ยอมประมวลผลภาพจากตาข้างที่อ่อนแอ ส่วนสายตาสั้นคือปัญหาที่ตัวลูกตาเอง ซึ่งสายตาสั้นที่ไม่ได้แก้ไขก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจตามมาได้ค่ะ
Q: ตาขี้เกียจรักษาหายไหม
A: รักษาได้ผลดีที่สุดก่อนอายุ 7-9 ปี ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งฟื้นตัวดี แต่ในเด็กโตหรือวัยรุ่นบางรายก็ยังพอรักษาได้ เพียงใช้เวลานานขึ้นและได้ผลน้อยกว่า
Q: ปิดตาต้องปิดกี่ชั่วโมง ปิดตลอดไปไหม
A: ส่วนใหญ่ปิดตาข้างที่ปกติวันละ 2-6 ชั่วโมงตามความรุนแรง และหมอจะนัดติดตามผลเป็นระยะ เมื่อสายตาดีขึ้นจะค่อยๆ ลดเวลาลง ไม่ใช่ปิดตลอดไป
Q: ตาขี้เกียจกับตาเขเป็นโรคเดียวกันไหม
A: ไม่ใช่โรคเดียวกัน แต่เกี่ยวข้องกัน ตาเข (ตาเหล่) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของตาขี้เกียจ เพราะสมองจะเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรงและปิดกั้นภาพจากตาข้างที่เข
ตาขี้เกียจเป็นภัยเงียบที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจน หากลูกอายุ 3-5 ปียังไม่เคยตรวจตาอย่างละเอียด ควรพาไปตรวจก่อนเข้าโรงเรียนตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย หากลูกมีอาการหรี่ตา เอียงคอ เดินชนของบ่อย หรือบ่นมองไม่ชัดแม้เพียงเล็กน้อย ควรพบจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ และหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตาขี้เกียจแล้ว ควรรักษาตามแผนของแพทย์อย่างต่อเนื่องและไปตามนัดติดตามผลทุกครั้ง เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกจะกลับมามองเห็นชัดเจนทั้งสองข้างก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ หากสงสัยว่าลูกมีปัญหาสายตา ควรพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับลูกแต่ละคนค่ะ
แหล่งอ้างอิง
- Amblyopia (Lazy Eye), National Eye Institute (NEI)
- Amblyopia, StatPearls – NCBI Bookshelf, NIH
- Lazy eye (amblyopia) – Symptoms & causes, Mayo Clinic
- Lazy eye (amblyopia) – Diagnosis & treatment, Mayo Clinic
- What Is Amblyopia (Lazy Eye)?, Cleveland Clinic
- Amblyopia (Lazy Eye) Treatment, HealthyChildren.org
- Pediatric Amblyopia (Lazy Eye), Children’s National Hospital
- Amblyopia (Lazy Eye), Children’s Hospital of Philadelphia (CHOP)
- Pediatric amblyopia (lazy eye), Children’s Health
- Lazy Eye (Amblyopia), Johns Hopkins Medicine
- Lazy eye or amblyopia: babies & children, Raising Children Network (Australia)
- Prevalence and Impact of Vision Disorders in U.S. Children, Prevent Blindness
- วิธีการเพื่อชะลอความก้าวหน้าของสายตาสั้นในเด็ก, Cochrane
- โรคตาขี้เกียจ ส่งผลต่อการมองเห็นที่ผิดปกติ, Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- “พ่อแม่ควรพาลูกมาตรวจตาเมื่อไหร่ดี” โดย นพ.วรัศช์ภรณ์ พลอยประสิทธิ์, ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
- กรมอนามัย แนะเด็กเล็กเลี่ยงจอทุกชนิด หวั่นพัฒนาการช้า และพบปัญหาสายตาในอนาคต, อนามัยมีเดีย กรมอนามัย
- สปสช.ค้นหาเด็กสายตาผิดปกติทั่วประเทศ พร้อมวัดสายตาตัดแว่นแจกฟรี, TrueID News
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!