เปิดด้านใน! ลูกยางแดงดูดน้ำมูก แล้วคุณจะไม่อยากใช้ซ้ำอีกเลย!

ลูกยางแดงดูดน้ำมูก ที่ดูอุปกรณ์จำเป็นเมื่อลูกน้อยเป็นหวัดมีน้ำมูก อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่คุณอาจคาดไม่ถึง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ลูกยางแดงดูดน้ำมูก เป็น 1 ในลิสต์ของใช้เด็กแรกเกิดที่มักแนะนำให้คุณแม่ซื้อเตรียมไว้ แต่รู้ไหมว่า ลูกยางแดงดูดน้ำมูก ที่ดูอุปกรณ์จำเป็นเมื่อลูกน้อยเป็นหวัดมีน้ำมูก อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่คุณอาจคาดไม่ถึง

 

ลูกยางแดงคืออะไร?

ลูกยางแดงดูดน้ำมูก หรือที่บางคนเรียกว่าที่ดูดน้ำมูกแบบบีบ เป็นอุปกรณ์ที่แม่ ๆ ใช้กันมานาน ใช้ง่าย บีบแล้วปล่อยให้ดูดน้ำมูกของลูกเข้าไปในหลอด ใช้ได้ทั้งเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ใช้แล้วก็ล้างน้ำ ตากแห้ง วนลูปไป

แต่สิ่งที่แม่หลายคนไม่รู้ก็คือ มันล้างไม่หมด!

 

ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใน ลูกยางแดงดูดน้ำมูก

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่น้ำมูกที่ดูดออกมา แต่คือ “สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ข้างใน” เพราะโครงสร้างของลูกยางแดงเป็นแบบปิด ล้างแค่ภายนอกหรือเขย่าน้ำล้างภายใน ก็ไม่สามารถกำจัดคราบน้ำมูกที่เข้าไปฝังอยู่ข้างในได้หมด

ภายในลูกยางแดงมีอะไรบ้าง?

  • คราบน้ำมูกที่หมักหมม เพราะล้างไม่ถึง
  • แบคทีเรีย ที่เติบโตจากความชื้น
  • เชื้อรา โดยเฉพาะถ้าเก็บไว้ในที่อับ
  • เศษคราบข้น ๆ หรือคราบแห้งแข็งที่หลุดไม่ออก

เคยมีแม่หลายคนผ่าลูกยางเก่าดู แล้วถึงกับอุทานว่า “นี่เราเคยเอาไปดูดจมูกลูกเหรอ!?”

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ภัยเงียบ: ใช้ลูกยางแดงซ้ำ อาจทำให้ลูกป่วยซ้ำ

เมื่อสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ข้างในทุกครั้งที่ดูดน้ำมูก เชื้อโรคก็อาจย้อนกลับเข้าไปในจมูกของลูกโดยไม่รู้ตัว นำไปสู่การติดเชื้อซ้ำ และบางรายอาจเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น

เด็กบางคนเป็นหวัดวนซ้ำทุกเดือน ทั้งที่อยู่บ้าน ไม่ได้ไปไหนเลย ที่แท้ต้นตออยู่ที่ “ลูกยางแดง” ที่แม่ยังใช้อยู่ซ้ำ ๆ โดยไม่ได้สงสัย

ทำไมการล้างถึงไม่เพียงพอ?

โครงสร้างของ ลูกยางแดงดูดน้ำมูก ส่วนใหญ่ไม่สามารถเปิดออกมาเพื่อทำความสะอาดด้านในได้ บางครั้งล้างผ่าน ๆ แล้วตากในที่ชื้น ก็ยิ่งเร่งให้เชื้อราหรือแบคทีเรียสะสมมากขึ้น

การต้มก็ใช่ว่าจะช่วยได้เสมอ เพราะ…

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • ความร้อนอาจไม่ทั่วถึงภายใน
  • พลาสติกบางชนิดอาจปล่อยสารอันตรายเมื่อโดนความร้อน

คุณหมอเตือน: ลูกยางแดงควรใช้ครั้งเดียวทิ้ง

คำแนะนำจากกุมารแพทย์ระบุว่า “ไม่แนะนำให้ใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกซ้ำ” เพราะ…

  • ไม่สามารถทำความสะอาดภายในได้หมด
  • มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ
  • แม่มักไม่รู้ว่าภายในนั้นสกปรกแค่ไหน

โดยคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้โพสต์เตือนแม่ๆ ถึงอันตรายของลูกยางแดงดูดน้ำมูก ระบุว่า

ลูกยางแดงนี้ออกแบบมาให้ดูดสารคัดหลั่งในปากและจมูกของเด็กแรกเกิดที่เพิ่งคลอด เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่ง เสร็จแล้วทิ้งเลยค่ะ ไม่มีการรีไซเคิล เพราะสารคัดหลั่งจะเข้าไปเคลือบอยู่ด้านในของลูกยาง ไม่มีทางที่จะทำความสะอาดได้หมดจด
กรณีที่ลูกเป็นหวัด หากจะใช้ลูกยางแดงหรือลูกยางสีอื่นๆแบบนี้ดูดให้ลูก ทำได้ไหม คำตอบคือทำได้ค่ะ แต่เพื่อความสะอาด ใช้เสร็จก็ควรทิ้งเลยซึ่งสิ้นเปลืองทรัพยากร การทำความสะอาดโดยเอาไปล้างน้ำ บีบฟี้บๆ เอาไปกลั้วน้ำร้อน เอาไปยูวี เอาไปแช่อัลกอฮอลก็น่าจะไม่สะอาดหมดจด เพราะมูกเมือกจะเป็นแผ่นฟิล์มเคลือบสิ่งสกปรกไว้ข้างใต้ เอาวัสดุอะไรไปแยงขัดถูให้สะอาดก็ไม่ได้ หากผ่าดู จะเห็นความสกปรกข้างในมีมูกเมือกเคลือบอยู่เพียบ
ถ้าลูกเป็นหวัด ให้ใช้วิธีล้างจมูก หรือ ใช้วิธีหยดน้ำเกลือ แล้วเอาที่ดูดน้ำมูกแบบอื่นที่ไม่ใช่ลูกยางแดง แต่เป็นแบบถอดล้างเป็นชิ้นส่วนได้ดีกว่าค่ะ

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ถ้าแม่ยังอยากช่วยให้ลูกหายใจโล่งโดยไม่ต้องเสี่ยง แนะนำให้ใช้ที่ดูดน้ำมูกแบบถอดล้างแยกชิ้นได้ โดยใช้และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • ถอดล้างทันทีหลังใช้งานทุกครั้ง
  • ล้างด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่ หรือแช่น้ำเกลือ
  • ตากให้แห้งในที่โปร่ง
  • เปลี่ยนใหม่เมื่อมีคราบหรือกลิ่นอับ
  • อย่าใช้ลูกยางแดงซ้ำเด็ดขาด หากไม่สามารถถอดล้างแยกชิ้นได้!

ถึงเวลาทิ้งลูกยางแดงหรือยัง?

ลูกยางแดงอาจเคยเป็นพระเอกในบ้านช่วงหนึ่ง แต่วันนี้ แม่ ๆ มีทางเลือกที่ปลอดภัยและดีกว่าเพื่อสุขภาพของลูกแล้ว

  • อย่าหลงคิดว่าแค่ต้มก็พอ
  • ความสะอาดที่มองไม่เห็น อาจเป็นภัยที่ใหญ่กว่าที่คิด
  • ลูกหายใจสะดวก แม่ก็อุ่นใจ เพราะอุปกรณ์สะอาดจริง

เปิดลูกยางแดง แล้วจะไม่มีวันใช้ซ้ำอีกเลยแน่นอน!

หากคุณแม่อยากแชร์ประสบการณ์ เคยเปิดลูกยางแดงแล้วพบอะไรสะพรึง คอมเมนต์มาได้เลยนะคะ แชร์ให้แม่คนอื่นรู้ไว้ด้วย 

 

วิธีดูแลเมื่อลูกน้อยมีน้ำมูกให้หายใจโล่งขึ้น

เมื่อลูกน้อยมีน้ำมูก สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้ลูกหายใจสะดวก และพักผ่อนได้เต็มที่ คุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยให้สบายตัวมากขึ้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้:

จัดท่านอนให้เหมาะกับวัย

  • สำหรับเด็กเล็ก แนะนำให้นอนตะแคงข้าง เพื่อให้น้ำมูกไหลออกจากโพรงจมูกได้ดีขึ้น และลดอาการคัดจมูก
  • สำหรับเด็กโต อาจใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยให้น้ำมูกไม่ไหลย้อนลงคอ และหายใจได้โล่งขึ้นขณะนอนหลับ

 

จัดห้องนอนให้อากาศถ่ายเท

  • เปิดหน้าต่างเพื่อให้ห้องมีอากาศถ่ายเทดี (กรณีมีมุ้งลวดกันยุง)
  • ลดการใช้เครื่องปรับอากาศชั่วคราว เพื่อให้อุณหภูมิในห้องอุ่นขึ้นเล็กน้อย ช่วยลดอาการคัดจมูกได้

งดพาออกไปนอกบ้านชั่วคราว

  • หลีกเลี่ยงการพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น วิ่งเล่นหรือออกกำลังกาย จนกว่าอาการน้ำมูกและไอจะดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้อาการทรุดลง

เสริมภูมิคุ้มกันด้วยอาหารดี ๆ

  • ให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น โจ๊ก ซุป หรือข้าวต้ม
  • หลีกเลี่ยงอาหารทอดมัน และอาหารหวานจัด เพราะอาจกระตุ้นเสมหะหรือระคายคอ

ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้บ่อยขึ้น

  • การดื่มน้ำอุ่นช่วยให้โพรงจมูกชุ่มชื้น ลดความเหนียวของน้ำมูก และช่วยบรรเทาอาการไอได้ดี
  • หากลูกไม่ชอบน้ำอุ่น อาจให้จิบน้ำอุณหภูมิห้องแทนก็ได้

ล้างจมูกให้ถูกวิธี

  • ใช้น้ำเกลือ 0.9% สำหรับล้างจมูกตามคำแนะนำจากแพทย์หรือพยาบาล
  • การล้างจมูกช่วยชะล้างน้ำมูกและคราบสะสม ทำให้ลูกหายใจโล่ง และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ

การดูแลที่อบอุ่นจากคุณพ่อคุณแม่ จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว หายใจสะดวก และฟื้นตัวเร็วขึ้นค่ะ 

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : เฟซบุ๊คสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ , โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำไมไม่ควรให้เด็กเล็กกินยาลดน้ำมูก ผลข้างเคียงของยาลดน้ำมูกที่แม่ต้องรู้!

น้ำอุ่นผสมมะนาว หรือน้ำต้มใบมะขามหัวหอม แบบไหนลดไข้ ไล่หวัดลูกได้ดีกว่ากัน

10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่คุณไม่เคยรู้ที่จากที่ไหนมาก่อน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา