คุณแม่มือใหม่มักมีความกังวลใจเกี่ยวกับน้ำหนักทารก น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่? ลูกกินนมพอไหม? ลูกตัวเล็กไปหรือเปล่า? เราจึงอยากจะชวนคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ คลายกังวล และมีความสุขกับการเฝ้าดูการเติบโตของแก้วตาดวงใจในทุกๆ วันนะคะ
ทารกน้ำหนักลดหลังคลอด…คุณแม่ไม่ต้องตกใจ!
เมื่อพาลูกกลับมาบ้านได้ไม่กี่วันพบว่า ทารกน้ำหนักลดลง จากน้ำหนักตัวตอนแรกเกิดสมมติว่า 3,000 กรัม อาจจะเหลือ 2,800 กรัม คุณแม่ไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่ ไม่ได้แปลว่าคุณแม่เลี้ยงลูกไม่ดี หรือน้ำนมไม่พอ แต่คือภาวะปกติที่เรียกว่า “น้ำหนักลดลงตามสรีระ (Physiologic Weight Loss)” ค่ะ
ทำไมทารกน้ำหนักลดหลังคลอด?
ตอนที่ลูกอยู่ในท้องคุณแม่ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำคร่ำล้อมรอบตัว เมื่อคลอดออกมาสู่โลกภายนอก ร่างกายของลูกจะเริ่มปรับตัวครั้งใหญ่ โดยจะมีการขับของเหลวส่วนเกินที่สะสมอยู่ออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ และที่สำคัญคือการขับ “ขี้เทา” ซึ่งเป็นอุจจาระแรกของทารกที่สะสมมาตั้งแต่ในครรภ์ กระบวนการเหล่านี้เองที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบต่างๆ ในร่างกายของลูกกำลังเริ่มทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
น้ำหนักทารกจะลดลงมากแค่ไหน?
ข้อมูลจาก Pobpad ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า โดยทั่วไปแล้วทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2,500-4,000 กรัม และในช่วง 5-7 วันแรกหลังคลอด อัตราการลดลงของน้ำหนักจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างทารกที่กินนมแม่และนมผสม
- สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่: น้ำหนักตัวอาจลดลงได้ประมาณ 7-10% ของน้ำหนักแรกเกิด
- สำหรับทารกที่ดื่มนมผสม: น้ำหนักตัวอาจลดลงได้ประมาณ 5% ของน้ำหนักแรกเกิด

เมื่อไหร่น้ำหนักทารกจะกลับมาเท่าเดิม?
คุณแม่อาจจะสงสัยต่อว่าแล้วเมื่อไหร่น้ำหนักของลูกจะกลับมาเท่าเดิม คำตอบคือ โดยทั่วไปแล้วน้ำหนักของลูกน้อยจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกลับมามีน้ำหนักเท่ากับตอนแรกเกิดได้ภายในอายุ 10-14 วัน ค่ะ แต่สำหรับเด็กบางคนที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีภาวะเจ็บป่วยในช่วงแรก ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ประมาณ 3 สัปดาห์ กว่าน้ำหนักจะกลับมาเทียบเท่ากับตอนแรกเกิดได้ ซึ่งกุมารแพทย์จะคอยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในการนัดตรวจสุขภาพอยู่แล้ว คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ
น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่?
หลังจากผ่านช่วงน้ำหนักลดลงไปแล้ว ก็มาถึงคำถามสำคัญที่คุณแม่อยากรู้ที่สุด นั่นก็คือ “ในเดือนแรก น้ำหนักลูกควรจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี?”
การประเมินการเจริญเติบโตของทารกนั้น คุณหมอทั่วโลกจะใช้มาตรฐานเดียวกันคือ กราฟการเจริญเติบโต (Growth Charts) ซึ่งจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อเปรียบเทียบการเติบโตของลูกเรากับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน แต่สำหรับตัวเลขที่เข้าใจง่าย ข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเกณฑ์น้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นสำหรับลูกน้อยไว้ดังนี้
เกณฑ์น้ำหนักทารกที่ควรเพิ่มขึ้น (โดยเฉลี่ย)
- เดือนที่ 1-2:
- เด็กชาย: ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 800 กรัม/เดือน
- เด็กหญิง: ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 700 กรัม/เดือน
- เดือนที่ 3: เพิ่มขึ้นประมาณ 600 กรัม/เดือน
- เดือนที่ 4-6: เพิ่มขึ้นประมาณ 500 กรัม/เดือน
ดังนั้น โดยสรุปแล้วในเดือนแรก เด็กผู้ชายควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 800 กรัม ส่วน เด็กผู้หญิงควรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 700 กรัม ค่ะ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎเหล็กที่เด็กทุกคนจะต้องทำได้เป๊ะๆ เด็กบางคนอาจจะขึ้น 900 กรัม บางคนอาจจะขึ้น 650 กรัม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผิดปกติเสมอไป เด็กแต่ละคนมีอัตราการเผาผลาญและโครงสร้างร่างกายที่สืบทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่แตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น แต่คือการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักขึ้นอย่างสม่ำเสมอและเติบโตไปตาม “เส้นกราฟของตัวเอง” ค่ะ
เกณฑ์น้ำหนักเฉลี่ยของลูกในแต่ละช่วงวัย
หลังจากที่เราเจาะลึกเรื่องน้ำหนักในเดือนแรกกันไปแล้ว เพื่อให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของลูกน้อยในระยะยาว มาดูกันดีกว่าว่าเกณฑ์น้ำหนักโดยเฉลี่ยของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยนั้นเป็นยังไง
|
ตารางน้ำหนักเด็กตามเกณฑ์มาตรฐานโดยเฉลี่ย
|
| น้ำหนักทารกแรกเกิด |
3.0 – 3.5 กิโลกรัม |
| น้ำหนักทารก 3 เดือน |
5.5 – 7.0 กิโลกรัม |
| น้ำหนักทารก 6 เดือน |
7.0 – 8.5 กิโลกรัม |
| น้ำหนักทารก 9 เดือน |
8.0 – 9.5 กิโลกรัม |
| น้ำหนักเด็ก 1 ปี |
9.0 – 10.0 กิโลกรัม |
| น้ำหนักเด็ก 2 ปี |
11.0 – 13.0 กิโลกรัม |
| น้ำหนักเด็ก 3 ปี |
13.0 – 15.5 กิโลกรัม |
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น และเป็นเรื่องปกติที่เด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มน้ำหนักตัวมากกว่าเด็กผู้หญิงเล็กน้อยในช่วงขวบปีแรกๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพาลูกไปตรวจสุขภาพและรับวัคซีนตามนัด ซึ่งคุณหมอจะช่วยประเมินการเติบโตของลูกเทียบกับกราฟมาตรฐานให้คุณแม่เอง ไม่ต้องกังวลค่ะ
รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม? เช็กลิสต์สัญญาณลูกกินอิ่มดี
นอกจากน้ำหนักทารกแล้ว การสังเกตสัญญาณอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยได้รับน้ำนมเพียงพอและเติบโตได้ดี
1. การขับถ่าย
- ปัสสาวะ: ในช่วงสัปดาห์แรก ลูกควรจะปัสสาวะเพิ่มขึ้นวันละ 1 ครั้ง (วันที่ 1 = 1 ครั้ง, วันที่ 2 = 2 ครั้ง) หลังจากนั้นควรมีผ้าอ้อมเปียกชุ่ม อย่างน้อยวันละ 6-8 ครั้ง ปัสสาวะทารกควรเป็นสีเหลืองอ่อนๆ หรือใส ไม่มีกลิ่นฉุนจัด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าลูกได้รับน้ำเพียงพอครับ
- อุจจาระ: สำหรับทารกที่กินนมแม่ อุจจาระทารกมักจะมีสีเหลืองทองคล้ายเมล็ดมัสตาร์ด เนื้อเหลว มีเม็ดๆ ปน และอาจถ่ายบ่อย 3-4 ครั้งต่อวัน หรือบางคนอาจจะถ่ายทุกครั้งที่กินนมก็เป็นได้ ส่วนทารกนมผสม อุจจาระจะมีสีออกเหลืองน้ำตาลหรือเขียวกว่า เนื้อข้นกว่า และอาจจะถ่ายวันละ 1-2 ครั้ง การที่ลูกขับถ่ายได้ดีเป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและได้รับสารอาหารเพียงพอครับ
2. ท่าทีของลูก
- หลังกินอิ่ม: สังเกตง่ายๆ เลยนะคะ หลังกินนมอิ่ม ลูกจะดูสงบ ผ่อนคลาย มือที่เคยกำแน่นอาจจะคลายออก หรืออาจจะผล็อยหลับไปคาเต้านมหรือขวดนมเลยทีเดียว บางคนมีอาการเหมือนเมานม ดูมีความสุขมากๆ
- ช่วงเวลาตื่น: เมื่อลูกตื่น เขาจะดูสดชื่น ตื่นตัว สบตาคุณแม่ได้ มีช่วงเวลาที่ตื่นและเล่นอย่างมีความสุข ไม่ได้ร้องไห้งอแงหรือดูซึมเซาตลอดเวลา

3. การนอนหลับ
ทารกที่อิ่มท้องจะนอนหลับได้ดี อาจจะตื่นมากินนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวงจรปกติของทารกแรกเกิด
4. ความรู้สึกของคุณแม่ (สำหรับแม่ให้นม)
- คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าเต้านม “เบา” หรือนิ่มลงหลังจากที่ลูกดูดนมเสร็จ เมื่อเทียบกับตอนก่อนให้นมที่เต้านมอาจจะคัดตึง
- ขณะที่ลูกดูดนม คุณแม่อาจจะได้ยินเสียงลูกกลืนนมเป็นจังหวะ “อึกๆ” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าน้ำนมกำลังไหลดี
ถ้าลูกน้อยมีสัญญาณเหล่านี้ครบถ้วน ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะขึ้นไม่ตรงตามค่าเฉลี่ยเป๊ะๆ ก็ขอให้คุณแม่สบายใจได้ในระดับหนึ่งเลยค่ะว่า ลูกของเราได้รับน้ำนมเพียงพอและกำลังเติบโตอย่างมีความสุข
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่ควรพาลูกไปพบคุณหมอ?
มีสัญญาณอันตรายบางอย่างที่เราไม่ควรมองข้าม หากคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินทันที
- น้ำหนักไม่กลับมาเท่าแรกเกิดภายใน 2 สัปดาห์: นี่อาจเป็นสัญญาณว่าลูกได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ หรืออาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ซ่อนอยู่
- น้ำหนักขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์มาก: หากน้ำหนักขึ้นน้อยกว่า 120 กรัมต่อสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาคุณหมอ
- ลูกดูซึมลง ไม่สดชื่น: หากลูกนอนเยอะผิดปกติ ปลุกมากินนมยาก ไม่ค่อยอยากดูดนม หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีครับ
- มีสัญญาณของการขาดน้ำ: เช่น ปากแห้ง ไม่ค่อยมีน้ำลาย ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยกว่า 6 ครั้งต่อวัน และมีสีเข้มจัด หรือสังเกตเห็นว่ากระหม่อมด้านหน้าบุ๋มลงไป
- มีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ร่วมด้วย: เช่น มีไข้ ท้องเสียรุนแรง อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังกินนม
จำไว้ว่า สัญชาตญาณของแม่นั้นแม่นยำเสมอ ถ้าคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับลูก อย่าลังเลที่จะพาลูกไปพบคุณหมอนะคะ ให้คุณหมอตรวจเพื่อความสบายใจดีกว่าการนั่งกังวลใจอยู่คนเดียว
ที่มา: ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , Pobpad
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
8 เคล็ดลับปั๊มนมให้ได้น้ำนมข้น ช่วยลูกน้ำหนักขึ้นดี อิ่มนาน หลับสบาย
เสียง White Noise แบบไหน ทารก ชอบที่สุด? ช่วยลูกหลับง่าย ไม่ต้องอุ้มกล่อมเป็นชั่วโมง
10 สิ่งที่ทารกต้องการที่สุด จดไว้เลย! แม่ควรทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเกิด
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!