การโพล่งคำตอบในห้องเรียน ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก

การโพล่งคำตอบในห้องเรียน ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก

การยกมือรอให้คุณครูเรียกตอบ อาจจะเชยและช้าไม่ทันใจเด็กสมัยใหม่แล้ว เดี๋ยวนี้เด็กบางคนจะโพล่งคำตอบออกมาเลย ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเด็กไม่มีสัมมาคาราวะ แต่นี่ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก

การโพล่งคำตอบในห้องเรียน ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก

เดี๋ยวนี้บรรยากาศในห้องเรียนที่คักคัก มักมาจากเด็ก ๆ ที่ส่งเสียงตอบคำถามคุณครูทันที โดยไม่ยกมือรอคุณครูเรียก ซึ่งนักวิจัยออกมาเห็นดีด้วยว่า เด็กกลุ่มนี้ อาจมีผลการเรียนดีกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดัวร์แลม ได้เปรียบเทียบผลการเรียนภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ของเด็ก ๆ จำนวนกว่า 12,000 คน พบว่า เด็กที่อดไม่ได้ที่จะตะโกนตอบคุณครู มีแนวโน้มว่าจะมีผลการเรียนดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งถึงแม้พฤติกรรมลักษณะนี้ อาจดูเหมือนไม่มีมารยาท หรือคล้ายการก่อกวนในชั้นเรียน แต่ความจริงการโพล่งคำตอบเสียงดังชัดเจน จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กเอง และช่วยกระตุ้นให้เด็กคนอื่นเกิดความกระตือรือร้นไปด้วย

ถึงการตะโกนตอบเสียงดัง อาจจะทำให้ห้องเรียนอึกทึกไปบ้าง แต่ถ้านี่จะเป็นการช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ล่ะก็ ปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ทำอะไรแบบนี้บ้าง ก็ไม่เสียหายนะคะ

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-1

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-1

อ้างอิง :https://blog.kinedu.com

————————————————————————————————

เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์

เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-2

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-2

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องศิลปะ สำหรับเด็กที่ต้องเติบโตขึ้นมาในยุคนี้
การปลูกฝัง และ ส่งเสริมลูก ให้มี ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่คุณพ่อ คุณแม่ยุคใหม่ควรให้ความสนใจ

แม้แต่คนที่ทำงานในอาชีพซึ่งเน้นเรื่องความรู้เฉพาะทาง อาทิ แพทย์ ตำรวจ ครู ทนายความ นักบัญชี ฯลฯ ก็ต้องใช้เรื่องของความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน

ในยุคหนึ่งการรับสมัครคนเข้าทำงาน มีความจำเป็นต้องรับสมัครคนที่เรียนเก่ง สามารถท่องจำความรู้ได้มาก ๆ เข้าไปปฏิบัติงาน แต่เมื่อเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานในทุกองค์กร ความจำเป็นที่จะต้องท่องจำเนื้อหาต่าง ๆ ก็หมดไป เพราะเราสามารถให้เครื่องคำนวนค่าบัญชีชั้นสูงแทนการจ้างนักบัญชีที่มีสูตรคำนวนแม่น ๆ ได้  เราสามารถค้นหาความรู้ที่มีอยู่ทุกมุมโลกได้ ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที ฯลฯ แต่ความเชี่ยวชาญที่เครื่องมือต่าง ๆ จะเข้ามาแทนที่ไม่ได้ คือ การนำองค์ความรู้เหล่านั้น มาสรรค์สร้างให้เหมาะสมกับการใช้งาน  ดังนั้น การพัฒนา “ความคิดสร้างสรรค์” จึงเป็นสิ่งที่เราควรฝึกฝน และสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยแนวทางบางอย่างตั้งแต่วัยเด็ก โดยมีหลักการที่ได้รวบรวมมาจากนักคิดท่านต่าง ๆ ดังนี้

 

1. ฝึกการตั้งเป้าหมายใหญ่ไว้ก่อน

แม้ว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดูจะไม่มีวี่แววว่าจะเป็นไปได้ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมมินิมาราธอน ในขณะที่เราและลูกมีอาการภูมิแพ้  การเข้าร่วมประกวดการเล่านิทานในขณะที่เราและลูกขี้อายมาก ฯลฯ ซึ่งทักษะเรื่อง “การตั้งเป้าหมาย” จะทรงพลัง จนทำให้เราและลูกพยายามไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยวินัย และการฝึกคิดแบบสร้างสรรค์ ที่จะจัดเวลา วิธีการ กลยุทธ์ใดใด เพื่อไปสู่เป้าหมายในที่สุดค่ะ ดังนั้น โจทย์ต้อง ยาก และ ท้าทาย นะคะ

 

2. ฝึกให้ลูกมองอุปสรรคเป็นโอกาสเสมอ

เมื่อไหร่ที่มีอุปสรรคเข้ามา เราควรแสดงตนเป็นผู้ให้กำลังใจ และร่วมวิเคราะห์แนวทางในการก้าวข้ามอุปสรรคไปกับลูก ไม่ควรใช้วิธีการหลบเลี่ยงปัญหา เพราะนอกจากจะไม่เป็นการส่งเสริมแนวคิดที่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำให้ลูกมีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิตต่ำ นำไปสู่เรื่องปัญหาของความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย

 

3. ฝึกให้ลูกอยู่กับแนวคิดที่เป็นปัจจุบัน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นอนาคต

เพราะการที่ลูกวกวนอยู่กับแนวความคิดแบบเก่า ๆ ที่ลูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่เคยประสบความสำเร็จ จะส่งผลให้ลูกไม่ได้พัฒนาแนวความคิดใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์งาน แต่เราจะสนับสนุนให้ลูกจะกลับไปที่ความคิดเก่า เพื่อพัฒนาต่อยอดแนวคิดให้มีความใหม่ หรือสดขึ้น และต้องให้แรงเสริมกับความสร้างสรรค์ขึ้น โดยหาแง่มุมชักชวนให้ลูกเห็นมุมมอง หรือจุดที่ลูกพัฒนาขึ้นค่ะ

 

4. ฝึกสร้างสรรค์จากสิ่งที่ใกล้ตัว วัตถุดิบในการสร้างสรรค์ ควรอยู่ในวิถีชีวิตของเราและลูก เช่น คุณแม่สอนทำอาหารก็สามารถให้ลูกได้ช่วยทำอาหาร จัดอุปกรณ์ จัดโต๊ะอาหาร จัดบรรยากาศในห้องรับประทานอาหาร จัดตกแต่งสถานที่ ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งเป้าให้ลูกได้ช่วยออกแบบความคิดร่วมกัน และลงมือทำออกมา  คุณพ่อสอนปลูกต้นไม้ ก็สามารถให้ลูกช่วยเตรียมอุปกรณ์ปลูก ช่วยกันปลูก ออกแบบการจดบันทึกต้นไม้ ออกแบบสถานที่จัดวางต้นไม้ ฯลฯ งานง่าย ๆ ภายในบ้านก็นำมาเป็นเครื่องมือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ลูกได้ทั้งสิ้นค่ะ

 

5. ฝึกลูกด้วยความเชื่อมั่น เชื่อใจ ให้เกียรติ เคารพความคิด การตัดสินใจ อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวกตลอดเวลา เพื่อการบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกให้ลุกโพรง ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องที่ลูกต้องการ การชี้นำจะส่งผลให้ลูกเป็นผู้ตาม และขาดความมั่นใจในการเสนอแนวความคิดด้วยตนเอง แต่ทั้งนี้หากแนวคิดบางเรื่อง มีความหมิ่นเหมต่อเรื่องศีลธรรมบางข้อ อาทิ ลูกอยากทดลองเรื่องหอยทากว่ายน้ำเป็นหรือไม่? ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกระทบต่ออีก 1 ชีวิต เราและลูกควรหาข้อมูลร่วมกันให้มากพอจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ก่อนจะทำการทดลองตามสมมติฐานของลูก  เพราะความคิดสร้างสรรค์ ก็ต้องการคุณธรรมรองรับสนับสนุนเช่นกัน

 

6. ฝึกด้วยการใช้มาตรฐานส่วนตัว ไม่ใช้มาตรฐานสังคมในการดูแลลูก ไม่เปรียบเทียบลูก ชื่นชมลูกอย่างที่ลูกเป็น ไม่ผลักดันให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่ออกแรงเชียร์ในสิ่งที่ลูกใช่ เพื่อให้ลูกได้ใช้ศักยภาพบวกของตนเองในด้านนั้น ๆ มาต่อยอดความสนใจของตนเองจนเกิดเป็น การสร้างสรรค์งานในแนวคิดใหม่ ๆ  เมื่อเด็ก ๆ รักในสิ่งที่เรียนรู้ เขาจะไม่หยุดค้นคว้า และจะคิดค้นพัฒนาสิ่งที่แตกต่าง แต่สร้างสรรค์ไปเรื่อย ๆ ค่ะ และนี่ก็ถือเป็นการ ส่งเสริมลูก ให้มี ความคิดสร้างสรรค์

 

7. ฝึกด้วยคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ที่มาจากวิถีชีวิตของคุณพ่อคุณแม่เอง ดังนั้นแนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ลูกจะศักดิ์สิทธิ์ เพราะลูกได้รับแบบอย่าง บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของชีวิต มาเอื้ออำนวยแนวคิดของลูกนั่นเอง ฉนั้น “ร้อยคำสอน..ก็ไม่เท่าหนึ่งแสดงวิธีทำ” ค่ะ

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-3

การโพล่งคำตอบในห้องเรียนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก-3

 

ของเล่นที่ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์

นักคิด นักสร้างสรรค์ในทุกสาขาอาชีพ มักจะกล่าวถึงแนวทางการเลี้ยงดูของ “แม่ และ พ่อ” ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดต่อการคิดแบบสร้างสรรค์ของเขาไว้ว่า แม่ที่ทำให้พวกเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร เพราะเมื่อได้อยู่กับสิ่งที่รัก พวกเขาก็สร้างสรรค์งานที่รักให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้หลาย ๆ อย่างในชีวิตก็ดีขึ้นตามมาเอง และสิ่งที่สำคัญคือการทำงานด้วยความรัก ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อย และก็เป็นคนที่รู้สึกสุขภาพจิตดีมาก ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกสร้างสรรค์…อย่างเป็นสุข ก็ลองใช้สมการง่าย ๆ “คิดนอกกรอบ+คิดบวก=ความคิดสร้างสรรค์” ไปใช้กับลูก ๆ ดูค่ะ แล้วเราจะพบว่า “สร้างงานอย่างสร้างสรรค์..ก็เท่ากับสร้างสุขให้ชีวิต” นะคะ

 

theAsianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น theAsianparent Thailand ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก theAsianparent Thailand เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”

 

บทความที่น่าสนใจ

ลูกขึ้อายทำไงดี

กระตุ้นให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์

ลูกมีพรสวรรค์รึเปล่า

วิธีเล่นกับลูก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทารก ให้ฉลาด หัวไว เล่นได้เล่นดี ไม่ต้องใช้ของเล่น

16 กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการเด็กเล็ก เกมสำหรับเด็กที่พ่อทำเองได้ ไม่ต้องเสียเงิน

เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้รุดหน้าจริงหรือ?

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า

บทความโดย

ธิดา พานิช

app info
get app banner