เมื่อลูกรักเปลี่ยนจากเด็กน้อยที่ว่าง่าย กลายเป็นเด็กที่ชอบพูดคำว่า “ไม่!” หรือเมินเฉยต่อคำสั่ง คงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านต้องปวดหัวและเหนื่อยล้าใช่ไหมคะ? บทความนี้ TheAsianparent จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง พฤติกรรมดื้อรั้นในวัยเด็ก พร้อมเทคนิคการปรับพฤติกรรมตามหลักจิตวิทยาและการแพทย์ ที่มีความน่าเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริงค่ะ
พฤติกรรมดื้อรั้นในวัยเด็ก เกิดจากอะไร?
พฤติกรรมที่เรามองว่าเป็นการ “ดื้อรั้น” หรือ “ต่อต้าน” นั้น แท้จริงแล้วคือ “การสื่อสาร” รูปแบบหนึ่งของเด็กๆ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลูกแสดงพฤติกรรมดื้อรั้นออกมา มีดังนี้
ธรรมชาติของเด็กเล็กเป็นวัยที่เริ่มสำรวจเรียนรู้สิ่งรอบตัว จึงมักไม่อยู่นิ่งและไม่ทำตามคำสั่ง เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น เขาจะมีความคิดเป็นของตนเอง ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งการปฏิเสธหรือคำว่า “ไม่” คือการประกาศความมีตัวตนของเขา
-
การเรียกร้องความต้องการที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการต่อต้าน มักจะเป็นการเรียกร้อง “ความต้องการเชื่อมโยง (Connection)” หรือเป็นการตอบสนองต่อการถูกจำกัดขอบเขตและสิทธิในการควบคุมชีวิตตัวเองที่มากเกินไป หากเด็กไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลยในชีวิตประจำวัน เขาจะแสดงความต้านทานออกมา
-
ข้อจำกัดของ “ความจำขณะทำงาน”
สมองส่วนนี้ของเด็กเปรียบเสมือนกระดานไวท์บอร์ดขนาดเล็ก เมื่อผู้ใหญ่สั่งงานยาวๆ หลายขั้นตอน กระดานของเด็กจะเต็มอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาลืมสิ่งที่สั่ง หรือเกิดความรู้สึกท่วมท้น จนไม่ยอมทำอะไรเลย ซึ่งพ่อแม่อาจมองว่าลูกดื้อ ทั้งที่จริงสมองเขายังประมวลผลไม่ทัน
-
ปัจจัยด้านการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม
การเลี้ยงดูที่ไม่มีกฎกติกา หรือไม่ได้ฝึกให้เด็กรู้จักขอบเขต จะทำให้เด็กขาดทักษะการยับยั้งชั่งใจ อดทนต่ำ และทำตามใจตนเอง รวมถึงการใช้ “You-Message”” หรือการตำหนิติเตียนเชิงลบ ก็ยิ่งสร้างความกดดันให้เด็กต่อต้านมากขึ้น

-
ปัจจัยด้านอารมณ์และโรคทางจิตเวช
เด็กที่อารมณ์หงุดหงิดง่าย กินยากนอนยาก อาจปรับตัวได้ช้า หรือในบางกรณีอาจเกิดจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) โรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมโดยตรง
รู้หรือไม่? พฤติกรรมดื้อรั้นในวัยเด็ก อาจเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ดี!
ดร. กราซินา โคชานสกา (Dr. Grazyna Kochanska) นักวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการ พบว่ารูปแบบการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเด็กจะเปลี่ยนไปตามวัย จากเด็กวัยเตาะแตะที่มักจะร้องกรี๊ด ปาข้าวของ หรือต้านทานแบบแข็งกร้าว จะค่อยๆ พัฒนาเป็นการปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” อย่างตรงไปตรงมา หรือมีการต่อรองเมื่อพวกเขาโตขึ้น
ดังนั้น เมื่อเด็กวัย 5 ขวบมองหน้าคุณและพูดว่า “ไม่ หนูไม่อยากทำ” นั่นไม่ได้แปลว่าเขาก้าวร้าว แต่หมายความว่าเขา “ยกระดับ” พัฒนาการขึ้นแล้ว เป้าหมายของเด็กได้เปลี่ยนจากการ “ต่อต้านพ่อแม่” เป็นการ “ยืนยันจุดยืนของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนถึงความมีอิสระและความสามารถที่เพิ่มขึ้น
ดร. อลัน ศรูฟ (Dr. Alan Sroufe) ยังกล่าวเสริมว่า “การทำตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ (Automatic compliance) ไม่ใช่เครื่องหมายของเด็กวัยสองขวบที่มีพัฒนาการสมบูรณ์” ในทางกลับกัน งานวิจัยพบว่าเด็กที่ยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งเลย มักมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาความวิตกกังวลหรือความเศร้าซึมเมื่อโตขึ้น
5 เทคนิคจัดการ “พฤติกรรมดื้อรั้นในวัยเด็ก” ให้ลูกเชื่อฟังโดยไม่ต้องตะคอก
ในเมื่อการสั่งสอนด้วยอารมณ์ไม่ได้ผล เอ็มมา ฮับบาร์ด (Emma Hubbard) นักกิจกรรมบำบัดเด็กผู้เชี่ยวชาญ ได้คิดค้นและแนะนำ 5 ขั้นตอนจิตวิทยาที่ทำงานสอดคล้องกับสมองของเด็ก เพื่อช่วยให้ลูกรับฟังและร่วมมือตั้งแต่ครั้งแรก ดังนี้
-
สร้างการเชื่อมต่อ
เมื่อเด็กกำลังจดจ่ออยู่กับการเล่น พวกเขาจะเข้าสู่สภาวะที่มีสมาธิจดจ่อสูง คล้ายกับใส่หูฟังตัดเสียงรบกวนอยู่ การตะโกนสั่งจากอีกฟากของห้องจึงไม่ได้ผล ก่อนออกคำสั่ง ให้คุณพ่อคุณแม่เดินเข้าไปหา ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาของลูก (การยืนค้ำหัวจะทำให้เด็กรู้สึกถูกคุกคามและอาจต่อต้าน) แตะที่แขนหรือไหล่เบาๆ เรียกชื่อ และรอจนกว่าลูกจะสบตา การสบตาคือสัญญาณว่าคุณได้ถอดหูฟังตัดเสียงรบกวนของลูกออกแล้ว
-
สั่งให้สั้นและตรงกับวัย
ลดคำสั่งที่ยืดยาวให้สั้นกระชับ เพื่อไม่ให้ข้อมูลล้นกระดานไวท์บอร์ดในสมองของลูก โดยต้องปรับคำสั่งให้เหมาะกับวัย เช่น
- เด็ก 18 เดือน: สั่ง 1 ขั้นตอน (เช่น “หยิบลูกบอล”)
- เด็ก 2 ขวบ: สั่ง 2 ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกัน (เช่น “หยิบลูกบอล แล้วเอาใส่ตะกร้า”)
- เด็ก 3 ขวบ: สั่ง 2 ขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวข้องกันได้
- เด็ก 5 ขวบ: สามารถรับคำสั่ง 3 ขั้นตอนได้ นอกจากนี้ ควรใช้ “ภาษาเชิงบวก” โดยบอกในสิ่งที่ลูก ควรทำ แทนสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น แทนที่จะพูดว่า “อย่าวิ่ง!” ให้เปลี่ยนเป็น “เดินช้าๆ ในบ้านครับ” กติกาที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายจะช่วยลดการต่อต้านได้ดีเยี่ยม

-
รอคอยอย่างใจเย็น
หลังจากสั่งเสร็จ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะทวนคำสั่งซ้ำทันที แต่ความจริงแล้วสมองของเด็กต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 วินาที ในการประมวลผลคำพูด ทำความเข้าใจ วางแผน และสั่งการให้ร่างกายขยับ ดังนั้น ให้คุณพ่อคุณแม่นับ 1-10 ในใจเงียบๆ เพื่อให้โอกาสลูกได้ทำตามคำสั่ง ตามคำแนะนำของแพทย์คือ ให้เวลาเด็ก 5-10 วินาทีโดยไม่พูดซ้ำซาก
-
ชื่นชมอย่างเจาะจง
หากลูกทำตาม ให้ชื่นชม “ทันที” และหลีกเลี่ยงคำชมกว้างๆ อย่าง “เก่งมาก” แต่ให้ชมอย่างเจาะจงที่พฤติกรรม เช่น “ว้าว หนูเก็บจิ๊กซอว์ใส่กล่องเรียบร้อยเลย” หรือ “แม่ภูมิใจจังที่หนูหันมาฟังแม่” หรือใช้การสื่อสารด้วย “I-Message” เช่น “แม่ดีใจมากที่หนูช่วยงาน” จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจและอยากทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก
-
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและให้ทางเลือก
หากนับ 10 แล้วลูกยังเมินเฉย อย่าเพิ่งอารมณ์เสียเด็ดขาดค่ะ ให้เราเข้าไปช่วยลูกลงมือทำเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราเอาจริงกับคำสั่งนี้ เช่น พูดว่า “มาใส่กางเกงกัน” แล้วจับมือลูกทำไปพร้อมๆ กัน หรือใช้วิธี “ให้ทางเลือก” แก่เด็ก เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองมีอำนาจตัดสินใจ เช่น “หนูจะไปอาบน้ำก่อน หรือจะแปรงฟันก่อนดีคะ?” การมีทางเลือกจะช่วยดึงความตึงเครียดออกไปจากสถานการณ์นั้นได้ดีมาก
บทลงโทษเชิงบวก เมื่อลูกดื้อเกินลิมิต
แม้จะใช้หลักจิตวิทยาแล้ว แต่เด็กก็คือเด็ก ย่อมมีวันที่พวกเขาดื้อรั้นเป็นพิเศษ หากต้องมีการลงโทษเพื่อปรับวินัย ศูนย์สุขภาพจิตแนะนำให้ใช้วิธีที่หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หรือทำให้เด็กอับอาย ซึ่งเทคนิคที่ได้ผลดี เช่น
- เพิกเฉย: หากพฤติกรรมดื้อนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตราย เช่น งอน ร้องไห้โวยวาย เรียกร้องความสนใจ ให้พ่อแม่เพิกเฉย ไม่ดุ ไม่ปลอบ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ใช้ไม่ได้ผล
- การตัดสิทธิ์: ริบของเล่น งดดูทีวี หรือตัดสิทธิประโยชน์ตามกฎที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าอย่างเด็ดขาด แต่ต้องไม่ใช้อารมณ์
- การขอเวลานอก: ให้เด็กนั่งมุมสงบเพื่อจัดการอารมณ์ตัวเอง โดยต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจน
สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการกับ พฤติกรรมดื้อรั้นในวัยเด็ก คือสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก หากเราลดความคาดหวังลงบ้าง ให้ความรักและความเข้าใจเป็นพื้นฐาน พร้อมกับการตั้งกติกาที่สม่ำเสมอ พฤติกรรมที่เคยต่อต้านจะค่อยๆ ลดลง กลายเป็นความร่วมมือและความไว้วางใจในที่สุดค่ะ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนใจเย็นๆ และลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับลูกน้อยดูนะคะ รับรองว่าความสงบสุขจะกลับคืนสู่บ้านของคุณอย่างแน่นอนค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
พ่อแม่ต้องรู้! บาดแผลทางใจวัยเด็ก ส่งผลต่อน้ำหนักตัว และส่งต่อความเครียดจากแม่สู่ลูกได้
สอนลูกจับปลา ไม่ใช่หาปลาให้ลูก สร้างทักษะชีวิต ให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้จริง
องค์การอนามัยโลกย้ำ พ่อแม่ตีลูก ไม่ช่วยแก้ไขพฤติกรรม แถมยังทำร้ายสมอง
ที่มา: Psychology Today , Emma Hubbard , โรงพยาบาลพญาไท2 , สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ , ศูนย์บริการจิตวิทยาและแนะแนว โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!