เวลาที่ลูกน้อยก้มเก็บก้อนหินเล็ก ๆ หรือเศษใบไม้ระหว่างเดินเล่น หลายครั้งพ่อแม่อาจเผลอถามว่า “เก็บมาทำไม ของไม่มีค่าเลย” แต่สำหรับลูกแล้ว นั่นคือสมบัติที่เขาเลือกเองด้วยความภูมิใจ การที่ ลูกชอบเก็บของสะสม ไม่ใช่การหวงของ หรือพฤติกรรมผิดปกติ แต่คือขั้นตอนสำคัญ ของการเรียนรู้ที่จะควบคุมโลกเล็ก ๆ ของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของทักษะชีวิต ที่จะติดตัวเขาไปในอนาคต
ทำไม ลูกชอบเก็บของสะสม
เด็กเล็กยังไม่สามารถเข้าใจโลกที่ซับซ้อนทั้งหมดได้ การเลือกหยิบ และเก็บไว้เป็น “ของฉัน” คือการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) ที่สำคัญ งานวิจัยทางจิตวิทยาของ Jean Piaget ชี้ว่า เด็กจะเริ่มเรียนรู้เรื่อง “ของฉัน ของเธอ” เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 2-7 ปี (preoperational stage) และการเก็บของสะสม คือพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็ก ที่ช่วยให้เขาฝึกเรื่องขอบเขต และอิสระของตนเอง
ในมุมมองของลูก ของเล็ก ๆ ที่เลือกเก็บไว้ ล้วนเต็มไปด้วยความหมาย เช่น ก้อนหินจากสนามเด็กเล่น ใบไม้ที่เจอตอนฝนตก หรือฝาขวดที่มีสีสดใส สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าได้ “ควบคุม” และ “เลือก” สิ่งสำคัญในโลกที่ใหญ่เกินจะเข้าใจ

จิตวิทยาการสะสม: โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้
ของสะสม คือมากกว่าสิ่งของธรรมดา แต่คือ “ห้องทดลองเล็ก ๆ” ของลูกที่ใช้ฝึกทั้งสมอง และหัวใจ
-
สร้างระบบและระเบียบ (sense of order): เด็กมักแยกหมวดหมู่ หรือจัดเรียง เช่น หินเล็ก–ใหญ่ หรือใบไม้สีต่าง ๆ สิ่งนี้คือการฝึกคิดเชิงตรรกะ และการจัดการข้อมูล
-
เรียนรู้ความเป็นเจ้าของ (ownership): การที่เด็กบอกว่า “นี่ของหนู” คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เรื่องขอบเขต ซึ่งต่อมาจะต่อยอดไปสู่การแบ่งปันได้อย่างแท้จริง
-
เชื่อมโยงกับอารมณ์ และความทรงจำ: ของบางชิ้นไม่ใช่แค่วัตถุ แต่แทนช่วงเวลา หรือความรู้สึก เช่น ตุ๊กตาตัวเล็กที่แม่ให้ตอนป่วย
Harvard Graduate School of Education อธิบายว่า การสะสมช่วยเสริม “agency” หรือความรู้สึกว่า ตัวเองมีอำนาจควบคุมบางอย่างในชีวิต ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างความมั่นใจ และตัวตน (identity) ของเด็ก

ประโยชน์จากการที่ลูกชอบเก็บของสะสม
พฤติกรรมนี้ซ่อนการเรียนรู้หลายอย่าง ที่พ่อแม่อาจมองไม่เห็น
-
ฝึกการจัดลำดับความสำคัญ: เด็กต้องตัดสินใจว่า จะเก็บ หรือไม่เก็บสิ่งใด เป็นการฝึกการคิดเชิงเลือก
-
สร้างความรับผิดชอบ: เมื่อตั้งใจสะสม เด็กจะเรียนรู้ที่จะเก็บรักษาของเหล่านั้น ไม่ให้สูญหาย หรือเสียหาย
-
พัฒนาทักษะการจัดการ: การจัดเรียง และแยกประเภท ช่วยเสริมทักษะอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น การวางแผน การแก้ปัญหา
-
กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์: ของธรรมดา ๆ อาจกลายเป็นตัวละครในเกมบทบาทสมมุติ เช่น ใบไม้แทนเงิน หินแทนอาหาร
-
สร้างคุณค่าทางใจ: ของบางชิ้นเป็น “สมุดบันทึกความทรงจำ” ที่เด็กผูกพัน เช่น ของที่เก็บได้ในวันสำคัญ

พ่อแม่ควรสนับสนุนลูกอย่างไร
การที่ลูกชอบเก็บของสะสม ไม่ควรถูกมองว่าไร้สาระ ตรงกันข้าม หากพ่อแม่สนับสนุนอย่างเหมาะสม จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ให้กลายเป็นโอกาสเรียนรู้ที่มีค่า
-
ให้พื้นที่เล็ก ๆ ส่วนตัว: อาจเป็นกล่องเล็ก ๆ หรือตู้ลิ้นชัก เพื่อให้ลูกได้เก็บของสะสม นี่คือการสอนให้เขามี “พื้นที่ของฉัน”
-
เคารพความหมายที่ลูกมอบให้: อย่ารีบปัดตกว่าของนั้นไม่มีค่า แต่ถามด้วยความสนใจ เช่น “ลูกเก็บก้อนหินนี้เพราะอะไรหรอ” เพื่อเปิดบทสนทนา
-
สอดแทรกเรื่องความสะอาด และปลอดภัย: ชวนลูกแยกแยะว่า อะไรควรเก็บไว้ อะไรไม่ปลอดภัย เช่น ขยะ ของมีคม
-
ใช้เป็นบทเรียนการจัดการ: ให้ลูกจัดหมวดหมู่ของเอง เช่น เรียงตามสี หรือตามขนาด นี่คือการฝึกทักษะการจัดการ (organization skills)
-
สร้างโอกาสแบ่งปัน: สอนว่าของบางชิ้น อาจให้เพื่อน หรือเก็บไว้เล่าเรื่องต่อ เช่น “ลูกอยากแบ่งก้อนหินให้เพื่อนมั้ย จะได้เป็นของสะสมคู่กัน”
เมื่อไหร่ที่พ่อแม่ควรระวัง
แม้การที่ลูกชอบเก็บของสะสมจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้ามีพฤติกรรมบางอย่างที่มากเกินไป อาจต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
-
สะสมมากจนเกินควบคุม: หากเก็บทุกอย่างโดยไม่ยอมทิ้ง และทำให้บ้านรก จนกระทบการใช้ชีวิต
-
ยึดติด จนก้าวร้าว: เด็กอาจแสดงอารมณ์รุนแรง หากใครแตะต้องของสะสม แม้เพียงเล็กน้อย
-
ขาดสมดุลในชีวิตประจำวัน: หากการหมกมุ่นกับการเก็บของ ทำให้ไม่สนใจเล่น หรือเรียนรู้ด้านอื่น ๆ
-
เก็บสิ่งที่ไม่ปลอดภัย: เช่น เศษแก้ว สิ่งสกปรก หรือของที่อาจทำให้เกิดอันตราย
หากพฤติกรรมเหล่านี้ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของลูก ควรพูดคุยกับนักจิตวิทยาเด็ก หรือผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการเด็ก เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม การเข้าหาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายความว่าลูกมีปัญหาเสมอไป แต่เป็นการช่วยให้พ่อแม่ มีวิธีการสนับสนุนที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
การที่ ลูกชอบเก็บของสะสม เป็นเรื่องปกติ และมีประโยชน์มหาศาล ต่อการพัฒนาทั้งสมอง และหัวใจ มันคือวิธีที่ลูกได้ฝึกควบคุมโลกเล็ก ๆ ของตัวเอง เรียนรู้ความรับผิดชอบ และสร้างคุณค่าทางใจ พ่อแม่ที่สนับสนุนด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้สมบัติชิ้นเล็ก ๆ ของลูก กลายเป็นรากฐานทักษะชีวิต และความมั่นใจที่จะพาเขาเติบโตอย่างมั่นคง ในโลกที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน
ที่มา: simplypsychology
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ให้ลูกนอนด้วยจนถึงกี่ขวบดี ? 4 สัญญาณบอก ถึงเวลาแยกห้องนอนแล้ว
ทำไมไม่ควรให้เด็กเล็กกินยาลดน้ำมูก ผลข้างเคียงของยาลดน้ำมูกที่แม่ต้องรู้!
สมาธิในเด็ก ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งนาน ๆ เข้าใจธรรมชาติลูก และวิธีฝึกแบบไม่บังคับ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!