คำว่า “คาร์ซีทช่วยชีวิต” ไม่ใช่คำพูดเกินจริง เพราะอุบัติเหตุไม่เคยบอกล่วงหน้า เหมือนอย่างเหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ท่านหนึ่ง ขณะกำลังขับรถพาลูกกลับจากโรงเรียนอนุบาล แวะซื้อของแค่แป๊บเดียว ก่อนจะมีรถคันหนึ่งฝ่าไฟแดงพุ่งชนรถของเธออย่างแรงจนพังยับ
Stacey Skrysak ได้แชร์ประสบการณ์ คาร์ซีทช่วยชีวิต ไว้ในเฟชบุ๊คของเธอ โดยในภาพข่าวจะเห็นรถพังยับเยินจากการโดนชน แต่ลูก ๆ ของเธอกลับ “รอดอย่างปาฏิหาริย์” เพราะเธอเสียเวลาแค่ 2 นาที เช็กให้แน่ใจว่าเด็ก ๆ นั่งอยู่ในคาร์ซีทอย่างถูกต้อง
โดยเธอเล่าว่า “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องคาดเข็มขัดนิรภัยให้ลูกในคาร์ซีทอย่างถูกต้องทุกครั้ง ไม่ว่าจะลูกจะร้องงอแงเพราะเข็มขัดตึง หรืองอแงเพราะไม่ชอบหันหน้าไปทางเบาะหลัง แต่อย่าใจอ่อนเด็ดขาด”
แม้รถจะเสียหายหนัก แต่ชีวิตของลูกปลอดภัยดี ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน! นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เธอกล่าวขอบคุณพระเจ้า และยังกล่าวถึงความปลอดภัยของ Honda, Graco และ Chicco ที่ช่วยปกป้องลูกน้อยไว้ได้
คาร์ซีทคืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ
คาร์ซีท (Car Seat) หรือที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อรองรับสรีระของทารกและเด็กเล็ก โดยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเบรกกะทันหัน หรือโดนชนจากด้านข้าง
การที่นั่งอุ้มลูกไว้ในอ้อมกอด หรือใช้แค่เข็มขัดนิรภัยของผู้ใหญ่ไม่เพียงพอค่ะ เพราะแรงเฉื่อยจากการเบรกหรือชน แม้เพียง 40 กม./ชม. ก็แรงพอจะเหวี่ยงเด็กออกจากอ้อมแขนพ่อแม่ไปชนคอนโซลหน้ารถ หรือกระจกได้เลย
American Academy of Pediatrics (AAP) แนะนำว่า เด็กควรนั่งคาร์ซีทแบบหันหลัง (rear-facing) จนถึงอายุอย่างน้อย 2 ปี เพราะสรีระของเด็กเล็กยังไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ดีเหมือนผู้ใหญ่
คาร์ซีทช่วยชีวิตจริงไหม? ดูจากสถิติโลกได้เลย
การใช้คาร์ซีทอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่ลดการบาดเจ็บ แต่ “ช่วยชีวิตเด็ก” มาแล้วนับไม่ถ้วน
ข้อมูลจาก National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) สหรัฐฯ ระบุว่า:
- คาร์ซีทแบบ rear-facing ลดการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีได้ถึง 71%
- สำหรับเด็ก 1-4 ปี คาร์ซีทลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ 54%
- เด็กอายุ 4-8 ปี ที่นั่ง booster seat ลดความเสี่ยงได้มากถึง 45%
ในออสเตรเลีย พบว่า คาร์ซีทที่ติดตั้งอย่างถูกต้อง ลดอัตราการบาดเจ็บรุนแรงในเด็กได้ถึง 60-70%
ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562–2566) มีเด็กไทยอายุ 0–6 ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนรวม 1,010 คน หรือเฉลี่ย ปีละประมาณ 202 คน
หลายกรณีพบว่า ไม่ได้ใช้คาร์ซีท หรือที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ใช้คาร์ซีทอย่างถูกต้อง
บทความยังเน้นว่า การใช้คาร์ซีทสามารถลดการเสียชีวิตของเด็กทารกได้ถึง 70% และในเด็กโตได้ถึง 54–80% แต่คนไทยยังขาดความตระหนักและความพร้อมในการใช้คาร์ซีทอย่างแพร่หลาย
คาร์ซีทช่วยชีวิตเด็กได้จริง และตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยัน
เคสจริงในไทยและต่างประเทศ
หนึ่งในเคสที่ได้รับการแชร์มากในโซเชียลคือของคุณแม่ชาวอเมริกัน ที่รถถูกชนยับแต่ลูกในคาร์ซีท “ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน” ทั้งหมดเพราะเธอใช้เวลาอีก 2 นาทีในการตรวจสอบความแน่นหนาของคาร์ซีทก่อนออกรถ
ในประเทศไทยเองก็เคยมีข่าวเด็กกระเด็นจากรถเพราะไม่ได้ใช้คาร์ซีท หรือไม่ได้รัดเข็มขัดในคาร์ซีทอย่างถูกต้องจนเสียชีวิต
บทเรียนคือ ไม่ใช่แค่มีคาร์ซีท แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วย

ตำแหน่งของคาร์ซีทมีผลต่อการรอดชีวิต
รู้ไหมคะว่า “ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด” สำหรับคาร์ซีทในรถคือ ตรงกลางของเบาะหลัง
- เพราะห่างจากจุดชนด้านข้างที่สุด
- หลีกเลี่ยงถุงลมนิรภัยจากเบาะหน้า (ที่อาจอันตรายกับเด็กเล็ก)
- ตำแหน่งนี้ยังให้ความมั่นคงเมื่อติดตั้งอย่างถูกต้อง
วิธีใช้คาร์ซีทให้ “ช่วยชีวิต” ได้จริง
- ใช้คาร์ซีทให้เหมาะกับอายุและน้ำหนักลูก
- 0-2 ปี: Rear-facing หันหน้าเข้าเบาะ
- 2-4 ปี: Forward-facing หันออกไปหน้ารถ
- 4 ปีขึ้นไป: Booster seat ใช้บูสเตอร์ซีท
- ติดตั้งแน่นหนา
- คาร์ซีทไม่ควรขยับได้มากกว่า 2.5 ซม. เมื่อเขย่าแรง ๆ
- สายรัดต้องแนบแน่น ไม่บิด
- คลิปหน้าอกต้องอยู่ระดับรักแร้พอดี
- ถอดเสื้อหนา/เสื้อกันหนาวก่อนคาดเข็มขัด
- เพื่อให้สายรัดแนบกับตัวเด็กมากที่สุด
- อย่าใช้คาร์ซีทมือสอง ถ้าไม่รู้ประวัติชัดเจน
- คาร์ซีทที่เคยผ่านอุบัติเหตุอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว
พ่อแม่มักเข้าใจผิดแบบนี้… อย่าหาทำ!
|
ความเข้าใจผิด
|
ความจริง
|
| “บ้านอยู่ใกล้ แป๊บเดียวเอง ไม่ต้องใส่หรอก” |
อุบัติเหตุมักเกิดในระยะไม่เกิน 5 กม. จากบ้าน |
| “ลูกไม่ชอบนั่งคาร์ซีท ร้องทุกครั้ง” |
การยอมให้ลูกไม่ใช้คาร์ซีทเพราะงอแง อาจทำให้เขาไม่ปลอดภัยโดยไม่รู้ตัว |
| “อุ้มลูกไว้ในรถง่ายกว่า” |
แรงชนแม้แค่ 50 กม./ชม. สามารถเหวี่ยงเด็กออกจากมือได้ทันที |
คาร์ซีทช่วยชีวิต ได้มากกว่าที่คิด แต่ไทยยังใช้น้อย
จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (ThaiRSC):
- ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ใช้คาร์ซีทกับลูกอายุ 0–4 ปีน้อยกว่า 20%
- ต่างจังหวัดมีการใช้งานน้อยกว่านั้นมาก
- เหตุผลหลัก: “ราคาแพง” “ลูกไม่ชอบนั่ง” “ไม่รู้ว่าจำเป็น”
จึงเป็นเหตุผลที่ “กฎหมายใหม่” ต้องออกมาบังคับใช้ในปี 2565

กฎหมายไทยเกี่ยวกับคาร์ซีท เริ่มบังคับใช้แล้ว!
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นไป ประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่ ระบุว่า
“เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. ต้องนั่งคาร์ซีท หรือมีอุปกรณ์ช่วยยึดให้ปลอดภัย ขณะโดยสารรถยนต์” ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
แม้เจ้าหน้าที่จะเน้นการรณรงค์มากกว่าการจับปรับ แต่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กเล็ก และลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน
รีวิวคาร์ซีทยอดนิยมที่คุณแม่เลือกใช้
เพื่อให้คาร์ซีทช่วยชีวิตลูกได้จริง ต้องเลือกแบบที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับลูก
10 คาร์ซีทจาก Central คุณภาพดี ช่วยเสริมความปลอดภัยให้ลูกทุกการเดินทาง
เลือกคาร์ซีท = เลือกชีวิตลูก อย่าเลือกแค่ราคาถูก แต่ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. หรือ ECE ด้วยนะคะ
คาร์ซีทไม่ใช่แค่ของใช้ในรถยนต์ แต่คือ “เข็มขัดนิรภัยสำหรับลูก”
ทุกวินาทีที่เราขึ้นรถ อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และการมีคาร์ซีทที่ติดตั้งถูกต้อง คาดเข็มขัดแน่นหนา อาจเปลี่ยนจากโศกนาฏกรรม ให้กลายเป็นรอดปาฏิหาริย์ อย่าประนีประนอมแม้ลูกจะร้องไห้ เพราะชีวิตลูกสำคัญที่สุด เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่าคิดว่า “คงไม่เกิดกับเรา”
ที่มา: WHO , NHTSA , bangkokbiznews
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
วิธีเลือกซื้อ คาร์ซีทสำหรับเด็ก คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับพ่อแม่ชาวไทย
7 ข้อผิดพลาดในการใช้คาร์ซีท ที่พ่อแม่มักทำโดยไม่รู้ตัว
เรื่องจริง! ลูกรอดเพราะคาร์ซีท มาฝึกลูกนั่งคาร์ซีท เซฟชีวิตลูกกันเถอะ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!