วิจัยชี้ สมองของเด็กผู้หญิงพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย สมองของผู้ชายและผู้หญิง แตกต่างกันจริงหรือ?

วิจัยชี้ สมองของเด็กผู้หญิงพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย สมองของผู้ชายและผู้หญิง แตกต่างกันจริงหรือ?

ด้วยเหตุที่ว่าเพศหญิงมีโครโมโซม XX ถึงสองตัว ในขณะที่เพศชายนั้นมีโครโมโซมแค่เพียงตัวเดียวหรือ XY ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดปัจจัยความแตกต่างของสมองทารกเด็กผู้หญิงและผู้ชาย

สมอง ของเด็กผู้หญิงพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย แตกต่างกันจริงหรือ?

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า มีลูกสาวมักจะไม่ซน เลี้ยงง่าย เด็กผู้หญิงมักจะโตเร็ว พูดได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย เพราะสมองมีพัฒนาการที่เร็วกว่า

สมองของผู้ชายและผู้หญิง

สมอง ของผู้ชายและผู้หญิง แตกต่างกันจริงหรือ?

ข้อเท็จจริงนี้ได้ถูกพิสูจน์อยูบนพื้นทางวิทยาศาสตร์ โดยเกิดขึ้นจากความต่างของโครโมโซมและฮอร์โมนหลักในร่างกายระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่ผลิตแตกต่างกัน ทำให้มีผลต่อความแตกต่างที่แผงเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างสมองซีกซ้ายและขวาของเพศชายและเพศหญิง

จากการศึกษาของ Dr.Miriam Stoppard พบว่าขนาดสมองของทารกแรกเกิดเพศชายจะมีน้ำหนักมากกว่าขนาดสมองของทารกเพศหญิง 10-15 เท่า แต่ระบบการทำงานสมองทั้งสองซีกของทารกเพศหญิงจะมีพัฒนาได้มากกว่า เร็วกว่าทารกเพศชาย เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองของเด็กผู้หญิงพัฒนาเร็ว โดยเฉพาะสมองซีกซ้าย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบความคิดและสั่งการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

สมองของผู้ชายและผู้หญิง

เมื่อทารกอายุ 6 เดือน เราจะสังเกตุเห็นว่าพัฒนาการของเด็กผู้หญิงนั้นจะเริ่มทิ้งห่างเด็กผู้ชายไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางสมอง อารมณ์ และร่างกาย เด็กผู้หญิงจะมีสมาธิอยู่กับของเล่นชิ้นโปรดได้นานกว่าเด็กผู้ชาย หรือแม้แต่ฟันน้ำนมก็จะขึ้นเร็วกว่าเด็กชายด้วย

เด็กผู้หญิงสามารถใช้งานสมองทั้งซีกซ้ายและขวาที่ทำงานเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลาได้พร้อมกัน ทำให้เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเก่งเรื่องการพูด อ่าน เขียน มีพัฒนาการเรื่องการใช้ภาษาได้เร็วกว่า และมากกว่าเด็กผู้ชาย ตลอดจนรับรู้ถึงความเป็นไปในสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เร็ว จึงดูมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกัน ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสมองของเด็กผู้หญิงจึงพัฒนาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะฉลาดกว่า

สมองของผู้ชายและผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการช้าหรือเร็วของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กผู้หญิงอาจไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีเท่า ๆ กันหมด ซึ่งก็มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย สำหรับบ้านที่มีลูกชาย เราสามารถกระตุ้นพัฒนาการทั้งทางด้านสมอง ร่างกายและจิตใจของเด็กผู้ชายให้ดีได้ตั้งแต่ในครรภ์ จากการเลี้ยงดูที่ดี มีความเอาใส่ใจ หมั่นพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ ปล่อยให้เด็กผู้ชายเรียนรู้กับสิ่งรอบข้างตามแบบของเด็กผู้ชาย สร้างสภาพแวดล้อมใหม่เหมาะสม และพยายามโต้ตอบกับลูก สอนความถูกต้อง ฝึกเรื่องระเบียบวินัยให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ และหลีกเลี่ยงการให้ลูกได้ดูทีวีหรือแทปเลตบ่อยจนเกิดความเคยชิน อันจะเป็นผลต่อการพัฒนาสมองที่ล่าช้าได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมต่อยอดความฉลาดของลูกยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้คือบุคคลสำคัญอย่างพ่อแม่ ที่ดูแลส่งเสริมเลี้ยงลูกให้เหมาะสมและถูกวิธี ยิ่งถ้าลูกได้ถูกกระตุ้นในช่วง 6 ขวบปีแรกของชีวิต ก็จะยิ่งทำให้เส้นใยในสมองขยายเครือข่ายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กได้เรียนรู้และมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ

"แตกต่าง ซับซ้อน และเป็นผลมาจากธรรมชาติของตัวเด็กและการเลี้ยงดู"
                นั่นเป็นคำตอบโดยนักประสาทวิทยา กล่าว่าสมองของผู้ชายและผู้หญิงไม่ได้เป็นพิมพ์เดียวกัน แต่ผู้ชายมีแนวโน้มจะใช้สมองด้านใดด้านหนึ่งทำงานอย่างอิสระได้มากกว่าผู้หญิง เช่น ในเรื่องการพูด การวางแผน เป็นต้น ขณะที่เรื่องเดียวกันนี้ ผู้หญิงจะใช้สมองส่วนเซเรบรัลทั้งซ้ายขวาทำงานแบบเท่าๆ กัน
                ส่วนในเรื่องขนาดของสมอง เด็กชายในทุกช่วงวัยจะมีสมองใหญ่กว่าสมองของเด็กหญิง โดยการใช้ไฟฟ้าเพื่อตรวจวัดการทำงานของสมองเด็กชายเด็กหญิงเมื่อแรกเกิดนั้น พบว่าในช่วง 3 เดือนแรกของชีวิต สมองของเด็กหญิงเด็กชายมีการตอบสนองต่อเสียงพูดของคนเราแตกต่างกัน
                โดยความ แตกต่างทางเพศในสมองส่งผลให้จังหวะของพัฒนาการในเด็กชายเด็กหญิงแตกต่างกัน ซึ่งถ้าดูที่พัฒนาการด้านประสาทสัมผัสและการเรียนรู้ จะสังเกตว่าพัฒนาการด้านนี้ในเด็กผู้หญิงดูจะก้าวหน้าได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการมองเห็น การได้ยิน ความจำ การดมกลิ่น และสัมผัส ทารกเพศหญิงยังมีความพร้อมในการตอบสนองทางสังคมากกว่าทารกเพศชายด้วย โดยเพราะเรื่องการเรียนรู้และตอบสนองต่อเสียงพูดของคน สีหน้าของคน เป็นต้น รวมไปถึงยังพร้อมส่งเสียงร้องตามทารกอื่นที่ร้อง พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและทักษะทางภาษาก็ยังก้าวหน้ากว่าทารกเพศชายอีกด้วย

                แต่เด็กชายก็มีพัฒนาการหลายด้านที่ก้าวหน้ามากกว่าเด็กหญิง ใน 3 ขวบแรก การเรียนรู้ด้านมิติสัมพันธ์การวางแผนของเด็กชายจะก้าวหน้าไปได้เร็วกว่า เห็นได้จากการที่เด็กชายมีทักษะในการต่อจิ๊กซอว์ได้ดีกว่าเด็กหญิงและดูคล่องแคล่วมั่นคงกว่า การทำงานประสานกันของตาและมือก็ดีกว่าด้วย
                จากการศึกษาของนักประสาทวิทยา โดยสามารถสรุปว่าเพศชายโดยเฉลี่ยทุกช่วงวัยจะมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์ได้ดีกว่าเพศ หญิง ซึ่งสามารถบอกได้ว่าสิ่งของนี้เมื่อถูกหลอมละลายในอุณหภูมิที่ 90 % แล้วมีความเป็นไปได้จะออกมามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ขณะที่เพศหญิงโดยเฉลี่ยทุกช่วงวัยเช่นกันจะมีทักษะด้านการพูดอธิบายสีหน้า ท่าทางที่แสดงออกซึ่งอารมณ์ของคนได้ดีกว่า

               ดังนั้นในช่วงวัยนี้ เด็กๆ ทั้งชายและหญิงได้รับการเลี้ยงดู ส่งเสริมอย่างสมดุล เด็กชายได้รับการพัฒนาเพิ่มในทักษะด้านสังคมและการพูด ขณะที่เด็กหญิงก็ได้รับการส่งเสริมด้านมิติสัมพันธ์ ก็จะสามารถช่วยให้สมองของเด็กๆ พัฒนาในทุกด้านอีก

การทำงานของสมอง

                สมองเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  เมื่อคลอดออกมาจะมีเซลล์สมองเกือบทั้งหมดแล้วเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่  สมองยังคงเติบโตไปได้อีกมากในช่วงแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กวัยนี้จะมีขนาดสมองประมาณ 80 % ของผู้ใหญ่  หลังจากวัยนี้ไปแล้วจะไม่มีการเพิ่มเซลล์สมองอีกแต่จะเป็นการพัฒนาของโครงข่ายเส้นใยประสาท  ในวัย 10 ปีเป็นต้นไปสมองจะเริ่มเข้าสู่วัยถดถอยอย่างช้าๆจะไม่มีการสร้างเซลล์สมองมาทดแทนใหม่อีก  ปฐมวัยจึงเป็นวัยที่มีความสำคัญยิ่งของมนุษย์

                สมองประกอบด้วย เซลล์สมองจำนวนกว่า 1  แสนล้านเซลล์  ลักษณะของเซลล์สมองแต่ละเซลล์จะมีส่วนที่ยื่นออกไปเป็นเส้นใยสมองแตกแขนงออกมามากมายเป็นพัน ๆ เส้นใยและเชื่อมโยงต่อกับเซลล์สมองอื่น ๆ  เส้นใยสมองเหล่านี้เรียกว่า แอกซอน (Axon)และเดนไดรท์ (Dendrite)จุดเชื่อมต่อระหว่างแอกซอนและเดนไดรท์ เรียกว่า ซีนแนปส์ (Synapses)เส้นใยสมองแอกซอนทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระแสประสาทไปยังเซลล์สมองที่อยู่ถัดไป  ซึ่งเซลล์สมองบางตัวอาจมีเส้นใยสมองแอกซอนสั้นเพื่อติดต่อกับเซลล์สมองตัวถัดไปที่อยู่ชิดกัน  แต่บางตัวก็มีเส้นใยสมองแอกซอนยาวเพื่อเชื่อมต่อกับเซลล์สมองตัวถัดไปที่อยู่ห่างออกไป  ส่วนเส้นใยสมองเดนไดรท์เป็นเส้นใยสมองที่ยื่นออกไป อีกทางหนึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณกระแสประสาทจากเซลล์สมองข้างเคียงเป็นส่วนที่เชื่อมติดต่อกับเซลล์สมองตัวอื่น ๆ เซลล์สมองและเส้นใยสมองเหล่านี้จะมีจุดเชื่อมต่อหรือซีนแนปส์(Synapses)เชื่อมโยงติดต่อถึงกันเปรียบเสมือนกับการเชื่อมโยงติดต่อกันของสายโทรศัพท์ตามเมืองต่าง ๆ นั้นเอง

                จากการทำงานของเซลล์สมองในส่วนต่าง ๆ  ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลรอบตัวและสร้างความรู้ขึ้นมาได้นั้นคือ  เกิดการคิด  กระบวนการคิด  และความคิดขึ้นในสมอง  หลังเกิดความคิดก็มีการคิดค้นและมีผลผลิตเกิดขึ้น  ยิ่งถ้าเด็กมีการใช้สมองเพื่อการเรียนรู้และการคิดมากเท่าไร  ก็จะทำให้เซลล์สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองใหม่ ๆ แตกแขนงเชื่อมติดต่อกันมากยิ่งขึ้น  ทำให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไปเพิ่มขนาดของเซลล์สมองจำนวนเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง  สมองของเด็กพัฒนาจากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กพบว่า  ทักษะความคล่องตัวของกล้ามเนื้อมัดเล็กจะพัฒนาภายในช่วงเวลา  10 ปีแรก  ดังนั้นถ้าหากเด็กได้ฝึกฝนการใช้มือ  การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของมือจะทำให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อและสร้างไขมันล้อมรอบเส้นในสมอง  และเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้มาก  ทำให้เกิดทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก

                  สมองมีหลายส่วนทำหน้าที่แตกต่างกันแต่ทำงานประสานกัน  เช่นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ  และรับรู้การเคลื่อนไหว สี รูปร่างเป็นต้น  หลายส่วนทำหน้าที่ประสานกันเพื่อรับรู้เหตุการณ์หนึ่ง  เช่น  การมองเห็นลูกเทนนิสลอยเข้ามา  สมองส่วนที่รับรู้การเคลื่อนไหว สี  และรูปร่าง  สมองจะอยู่ในตำแหน่งแยกห่างจากกันในสมองแต่สมองทำงานร่วมกันเพื่อให้เรามองเห็นภาพได้  จากนั้นสมองหลายส่วนทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงให้เราเรียนรู้และคิดว่าคืออะไร  เป็นอย่างไร  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สมองสามารถเรียนรู้กับสถานการณ์หลาย ๆ แบบพร้อม ๆ กันโดยการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เช่น สมองสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์และคณิตศาสตร์เชื่อมโยงกันได้  การทำเช่นนี้ได้เป็นเพราะระบบการทำงานของสมองที่ซับซ้อน  มีหลายชั้นหลายระดับ  และทำงานเชื่อมโยงกันเนื่องจากมีเครือข่ายในสมองเชื่อมโยงเซลล์สมองถึงกันหมด  เครือข่ายเส้นใยสมองเหล่านี้เมื่อถูกสร้างขึ้นแล้ว  ดูเหมือนว่าจะอยู่ไปอีกนานไม่มีสิ้นสุด  ช่วยให้สมองสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ทั้งในส่วนย่อยและส่วนรวม  สามารถคิดค้นหาความหมาย  คิดหาคำตอบให้กับคำถามต่าง ๆ ของการเรียนรู้และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ ออกมาได้อีกด้วย

                  นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า  ความเครียดขัดขวางการคิดและการเรียนรู้  เด็กที่เกิดความเครียดจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเช่นเด็กที่ได้รับประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจทำให้เกิดความหวาดกลัว  เครียด  บรรยากาศการเรียนรู้ไม่มีความสุข  คับข้องใจ  ครูอารมณ์เสีย  ครูอารมณ์ไม่สม่ำเสมอเดี๋ยวดี  เดี๋ยวร้าย  ครูดุ  ขณะที่เด็กเกิดความเครียด  สารเคมีทั้งร่างกายปล่อยออกมาจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมอง  ทำให้เกิดการสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด  เรียกว่า  คอร์ติโซล (Cortisol)  จะทำลายสมองโดยเฉพาะสมองส่วนคอร์เท็กซ์หรือพื้นผิวสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด  ความฉลาด  กับสมองส่วนฮิปโปแคมปัสหรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และความจำ  ซึ่งความเครียดทำให้สมองส่วนนี้เล็กลง  เด็กที่ได้รับความเครียดอยู่ตลอดเวลา  หรือพบความเครียดที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้  ส่งผลต่อการขาดความสามารถในการเรียนรู้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  เพราะเด็กมีสมองพร้อมที่จะเรียนได้  แต่ถูกทำลายเพราะความเครียดทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ได้หายไปตลอดชีวิต

 


ขอบคุณข้อมูลจาก :

www.manager.co.th

www.babytrick.com

เคล็ดลับ ทวงคืนผิวเด็ก ให้คุณแม่มีสุขภาพผิวดีแบบเบบี๋ ด้วย DMP Pure Natural

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Napatsakorn .R

app info
get app banner