theAsianparent Logo

ไขข้อข้องใจ ประโยชน์ของจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส

หากพูดถึงคำว่า จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส หลายคนคงจะเข้าใจว่าจุลินทรีย์ชนิดนี้มีอยู่ในนมเปรี้ยวหรือในโยเกิร์ตเท่านั้น แต่จะให้รู้จริงๆ ว่าแลคโตบาซิลลัสที่ว่านี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกาย ที่ว่าช่วยป้องกันโรคอุจจาระร่วงและช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้จริงหรือ จุลินทรีย์ตัวจิ๋วที่เรามองไม่เห็นมหัศจรรย์ขนาดไหน มาทำความรู้จักกับ จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส ให้กระจ่างกันดีกว่าคะ

Lactobacillus rhamnosus GG หรือ “L.GG” หรือจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสเป็นจุลินทรีย์อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่พบว่า มีคุณสมบัติดีต่อสุขภาพ โดย Sherwood Gorbach และ Barry Goldin ผู้ที่ค้นพบจุลินทรีย์สายพันธุ์นี้ได้ทำการวิจัยและพบว่า

จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์ Rhamnosus GG มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ

  • เป็นจุลินทรีย์ที่แยกจากลำไส้ของมนุษย์
  • ทนต่อการถูกทำลายด้วยกรดที่กระเพาะและด่างที่ลำไส้เล็ก
  • สามารถปล่อยสารออกมาฆ่าเชื้อดื้อยา ลดจำนวนจุลินทรีย์ก่อโรคและหรือจุลินทรีย์ฉวยโอกาสก่อโรคในโพรงลำไส้
  • สามารถเกาะติดกับเยื่อบุลำไส้เหนือกว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์สายพันธุ์อื่น
  • สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนปูพรมเป็นกำแพงป้องกันผิวเยื่อบุลำไส้

กระบวนการทำงานของจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส

การทำงานของจุลินทรีย์ L.GG อยู่ตรงตำแหน่งที่ผิวของลำไส้เล็ก ซึ่งใต้ผิวเยื่อบุลำไส้มี Gut Associated Lymphoid Tissue หรือ GALT ที่มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่ที่นี่ถึงร้อยละ 80 จึงเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นศูนย์บัญชาการของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ร่างกายได้จัด GALT ของระบบป้องกันไว้ที่ใต้เยื่อบุลำไส้ ทั้งนี้เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวเยื่อบุลำไส้ จึ่งมีความจำเป็นที่ต้องมีจุลินทรีย์ปกป้องที่ผิวเยื่อบุและเซลล์เนื้อเยื่อน้ำเหลืองรับรู้ว่ามีอะไรแปลกปลอม ที่ร่างกายต้องกำจัดด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองขึ้นมาทำลาย

ประโยชน์ของจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส Rhamnosus GG

จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว ทำการระแวดระวังโดย กระตุ้นภูมิคุ้มกันและสร้างชั้นเคมีเป็นเกราะป้องกันร่างกายจากเชื้อที่เป็นอันตรายไม่ให้รุกล้ำเข้าเยื่อบุลำไส้ หากเชื้อมีสารพิษทำให้เซลล์บาดเจ็บ ย่อยและดูดซึมอาหารไม่ได้ดี จุลินทรีย์ L.GG จะปล่อยสารเคมีสื่อสารกับเซลล์ที่บาดเจ็บให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เช่น กรณีเกิดการติดเชื้อไวรัสโรต้า เกิดอาการอุจจาระร่วง จึงหายได้เร็วขึ้น หรือกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสูงหลายๆวัน ยาจะทำลายเชื้อกลุ่มโพรไบโอติกส์ และเชื้อฉวยโอกาสก่อโรค เช่น Clostridium difficille ซึ่งปล่อยสารพิษทำให้ลำไส้อักเสบเกิดอุจจาระร่วง(antibiotic associated diarrhea) จุลินทรีย์ L.GG สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อฉวยโอกาสก่อโรค Clostridiun difficile  ลงได้

เนื่องจากโรคอุจจาระร่วงเป็นโรคที่พบบ่อยในทารกและเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีการพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเป็นโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 2 ครั้งต่อคนต่อปี ร้อยละ 40-50`สาเหตุเกิดจากเชื้อโรต้าไวรัส ดังนั้น ในด้านการรักษาและป้องกันโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรต้า นอกจากจะให้เด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนได้รับการฉีดวัคซีนโรต้าแล้ว สำหรับเด็กทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป การได้รับนมเสริมที่มีส่วนผสมของ จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส Rhamnosus GG ก็เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

 เรียบเรียงโดย ศ. เกียรติคุณ พญ. วันดี วราวิทย์