เช็คอาการ แพ้ท้องมากผิดปกติ แบบไหนที่แม่ต้องระวัง

เช็คอาการ แพ้ท้องมากผิดปกติ แบบไหนที่แม่ต้องระวัง

อาการแพ้ท้องมากผิดปกตินั้นพบไม่บ่อยแต่เป็นอันตรายต่อคุณแม่ท้องอย่างมาก เพราะทำให้เกิดความผิดปกติของสารต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้น หากคุณแม่แพ้ท้องจึงควรสังเกตอาการตนเองใกล้ชิด

แพ้ท้องมากผิดปกติ เป็นภาวะที่รุนแรงอย่างหนึ่งของคุณแม่ท้อง หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้เนื่องจากภาวะขาดน้ำ ทั้งนี้เพราะคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องมากผิดปกติจะอาเจียนอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน และไม่สามารถรับประทานอาหารหรือแม้แต่ดื่มน้ำได้ ผลก็คือ การสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

แพ้ท้องมากผิดปกติ

แพ้ท้องมากผิดปกติ

สัญญาณอันตรายจากการแพ้ท้องมากผิดปกติ ที่คุณแม่ควรสังเกต

  • คลื่นไส้อาเจียนอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน
  • วิงเวียนศีรษะ
  • ไม่สามารถรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำได้
  • ริมฝีปากแตก ปากแห้ง
  • น้ำหนักตัวลด มากกว่า 5% ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
  • ไม่ปัสสาวะนานกว่า 8-10 ชั่วโมง

สาเหตุที่ทำให้ แพ้ท้องมากกว่าปกติ

สาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้องมากผิดปกติ

  • ระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์สูงมากเกินปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นต้น
  • อาจเกิดจากความเครียดของคุณแม่ท้อง ที่ทำให้ร่างกายแสดงออกมาในลักษณะของการแพ้ท้องอย่างหนัก

ใครที่มีความเสี่ยง แพ้ท้องมากกว่าปกติ

คุณแม่ที่มีความเสี่ยงแพ้ท้องมากผิดปกติ ได้แก่

  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก
  • คุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมาก
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก

แพ้ท้องมากผิดปกติ รักษาอย่างไร

หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องหนักมาก ไม่แนะนำให้ซื้อยารับประทานเอง ควรไปพบสูตินรีแพทย์ก่อนนัด ซึ่งคุณหมออาจพิจารณาให้น้ำเกลือแก่คุณแม่ และตรวจหาสาเหตุของอาการแพ้ท้องมากผิดปกติ ดังนี้

  • ตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อค้นหาว่าเป็นการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์ผิดปกติ หรือไม่
  • ตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด ระดับเกลือแร่ในเลือด
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อประเมินความเข้มข้นของปัสสาวะ เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ
  • ให้นอนพักในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือเพื่อทดแทนภาวะขาดน้ำในกรณีที่อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้
  • เพิ่มแร่ธาตุที่จำเป็น หรือวิตามิน ผสมในน้ำเกลือเพื่อให้ได้แร่ธาตุ และวิตามินที่เพียงพอ
  • รับประทานยาแก้แพ้ท้อง ได้แก่ วิตามิน บี 6 วันละ 3 ครั้ง
  • รับประทานขิงในรูปแคปซูลร่วมด้วยได้วันละ 3-4 ครั้ง
  • หากใช้ วิตามิน บี 6 แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้แพ้ท้องชนิดอื่นเพิ่มเติม
  • หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะฉีดยาแก้อาเจียนให้

อาการแพ้ท้องป้องกันได้หรือไม่

เนื่องจากการแพ้ท้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของร่างกายคุณแม่ ขณะตั้งครรภ์จึงไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถบรรเทาอาการได้ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด รับประทานผักและผลไม้มาก ๆ งด/ลดอาหารไขมัน อาหารทอด อาหารผัด รับประทานอาหารแต่ละชนิดทีละน้อยแต่บ่อย ๆ ไม่ดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่

ระดับของอาการแพ้ท้อง

  1. ภาวะแพ้ท้องระดับเล็กน้อย เป็นระดับที่ไม่น่าห่วงเท่าไร คุณแม่มักจะมีอาการคลื่นไส้ หรือพะอืด พะอม วิงเวียนศีรษะ อาเจียนเป็นบางครั้ง เวียนศีรษะด้วยเล็กน้อย และรับประทานอาหารได้น้อยลง คุณแม่สามารถใช้วิธีช่วยลดอาการแพ้ท้อง ในที่กล่าวถึงบทความนี้เพื่อบรรเทาอาการได้
  2. ภาวะแพ้ท้องระดับปานกลาง คุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มักทานอะไรไม่ค่อยได้ หรือทานอาหารไม่ได้เป็นช่วง ๆ ปัสสาวะสีเข้ม ถึงจะพักผ่อนอย่างไรก็ไม่ช่วยทำให้มีอาการดีขึ้น คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ดูแล โดยแพทย์อาจจะให้น้ำเกลือหรือฉีดกลูโคสเพื่อระงับอาการอ่อนเพลียจากการอาเจียน และแพทย์จะสั่งจ่ายยาระงับอาการคลื่นไส้ พร้อมกับแนะนำวิธีการปรับตัวให้รับประทานอาหารได้ เมื่อพบแพทย์แล้วอาการคลื่นไส้อาเจียนของคุณแม่จะดีขึ้น
  3. ภาวะแพ้ท้องมาก หรือ ภาวะท้องอย่างแรง หรือ ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง (Hyperemesis gravidarum) ในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 500 คน อาจมีภาวะแพ้ท้องอย่างแรงได้ โดยมีสาเหตุมาจากการมีระดับฮอร์โมน HCG สูงมากกว่าปกติ เช่น ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก หรือเกิดจากภาวะทางจิตใจที่เครียด หรือกังวลกับการตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกมากจนเกินไป ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำได้เลย จนเกิดภาวะขาดน้ำ ภาวะเลือดเป็นกรด น้ำหนักตัวลดลง (มากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์) และขาดสารอาหารได้ อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ตัวเล็ก และขาดสารอาหาร ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือแท้งบุตร คุณแม่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ในบางรายอาจทำให้เซลล์ตับตาย (Necrosis) และมีภาวะไขมันสะสมในตับ (Fatty liver) ของคุณแม่เกิดอาการดีซ่าน อาจมีภาวะเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด ภาวะสิ่งหลุดอุดตันของเลือดแดงในปอด หรือมีภาวะหลอดอาหารทะลุ หรือปอดทะลุ ไตวาย และภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่อาจพบได้อีกประการหนึ่งก็คือ อาจทำให้จอตาอักเสบ และมีเลือดออก (Hemorrhagic retinitis) ทำให้ตาบอดได้ หากพบจำเป็นต้องรีบยุติการตั้งครรภ์ ดังนั้น ถ้าคุณแม่มีอาการรู้สึกหมดแรง และวิงเวียนศีรษะ อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาเจียนหลายครั้งมาตลอดทั้งวัน กินอะไรไม่ได้เลยเป็นเวลาหลายวัน และน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม (จากก่อนตั้งครรภ์) อาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่ และลูกในครรภ์ได้ จึงขอให้พบแพทย์โดยด่วน
แพ้ท้องมากผิดปกติ

แพ้ท้องมากผิดปกติ

คำแนะนำเกี่ยวกับคนท้องที่มีอาการแพ้ไม่มาก

ผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่อาเจียนมากเกินไป แต่หลายคนจะรู้สึกไม่สบายตัวเนื่องจากคลื่นไส้คำแนะนำบางประการในการลดอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์

1) พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับฝันดีเป็นสิ่งสำคัญ การงีบหลับระหว่างวันอาจช่วยได้เช่นกัน แต่ไม่ควรหลังอาหารเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้สำหรับผู้ที่ทำงานกะกลางคืนอาจช่วยสวมหน้ากากอนามัย หรือใช้ผ้าม่านทึบเพื่อป้องกันแสงให้มากที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป และร่างกายเปลี่ยนรูปร่างหมอนสำหรับคนท้องอาจช่วยหลัง และหน้าท้องของคุณได้เข้านอนเร็ว และตื่นเช้าเพื่อที่คุณจะได้ใช้เวลาในการลุกจากเตียงอย่าใช้ยานอนหลับเว้นแต่แพทย์จะสั่งให้

2) กินด้วยความระมัดระวัง

อาหารที่มีไขมันและเผ็ด และคาเฟอีนจะเพิ่มโอกาสในการกระตุ้นการปล่อยกรดในกระเพาะอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไป และทารกในครรภ์จะกดทับทางเดินอาหาร อาหารที่มีรสอ่อนโยนอาจทำให้อาการแย่ลงได้

ขนาดชิ้นส่วนเล็ก ๆ สามารถช่วยลดโอกาสที่จะอาเจียน แต่เก็บบางอย่างไว้ในกระเพาะอาหาร การท้องว่างอาจทำให้ความรู้สึกคลื่นไส้แย่ลง กระเพาะอาหารสร้างกรด แต่ไม่มีอะไรไปทำงานนอกจากเยื่อบุกระเพาะอาหาร สิ่งนี้จะเพิ่มความรู้สึกคลื่นไส้

การทานแครกเกอร์รสเค็ม หรือของว่างที่มีโปรตีนก่อนลุกจากเตียงในตอนเช้าอาจช่วยได้

ในมื้อเช้าซอสแอปเปิ้ลเย็นลูกแพร์กล้วย หรือผลไม้รสเปรี้ยวจะช่วยให้คุณรู้สึกพึงพอใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โพแทสเซียมในผลไม้อาจช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องได้คาร์โบไฮเดรตสามารถช่วยได้ มันฝรั่งอบข้าว และขนมปังปิ้งแห้งมักเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในตอนกลางคืน การรับประทานอาหารว่างที่มีโปรตีนสูงก่อนเข้านอนจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณในตอนกลางคืน

3) เคลื่อนไหวร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง

การออกกำลังกายพบว่าอาการดีขึ้นในสตรีที่มีอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์การทำตัวให้ยุ่งจะช่วยขจัดความรู้สึกคลื่นไส้ได้ การอ่านหนังสือไขปริศนาดูโทรทัศน์เล่นไพ่ หรือเดินเล่นรอบ ๆ ตึกจะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวล

4) ตรวจสอบปริมาณของเหลวที่ดี

สิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่ดีโดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นเรื่องยากที่จะกินน้ำแปดแก้วต่อวันในขณะที่มีอาการคลื่นไส้ แต่การขาดน้ำอาจทำให้อาการคลื่นไส้รุนแรงขึ้น การเติมน้ำส้มสายชู แอปเปิ้ลไซเดอร์และน้ำผึ้งลงในน้ำอาจทำให้ถูกปากมากขึ้นการดูดก้อนน้ำแข็งที่ทำจากน้ำ หรือน้ำผลไม้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลเช่นกัน

5) ชาขิงและสะระแหน่

ขิงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร และลดอาการไม่สบายท้อง การศึกษาแสดงให้เห็นว่ามันอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ตัวเลือกอื่น ๆ คือการจิบน้ำขิงเย็น ๆ หรือเติมขิงดิบลงในน้ำ หรือชาขนมขบเคี้ยวเช่นขนมปังขิง หรือคุกกี้ขิงอาจช่วยได้เช่นกันชาเปปเปอร์มินต์อาจช่วยให้กระเพาะสงบ

6) สวมเสื้อผ้าที่หลวมและสบาย

เสื้อผ้าที่มีข้อ จำกัด หรือรัดรูปอาจทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลง ผู้หญิงที่มีอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้น้อยลงเมื่อสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ

7) วิตามินและอาหารเสริม

ควรใช้อาหารเสริมภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น หากคุณกำลังทานวิตามินควรทานก่อนนอน และทานของว่างวิตามินบี 6 อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้อาหารเสริมธาตุเหล็กที่กำหนดในระหว่างตั้งครรภ์บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ แพทย์อาจแนะนำรูปแบบการปลดปล่อยที่ช้าลง หรือในปริมาณที่ต่ำกว่า รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กร่วมกับน้ำส้ม หรือเครื่องดื่มอื่นที่มีวิตามินซีเพื่อเพิ่มการดูดซึม

8) หลีกเลี่ยงการสั่นไหวของจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์กะพริบอย่างรวดเร็ว และแทบจะมองไม่เห็น ซึ่งอาจมีส่วนทำให้แพ้ท้องหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้จอคอมพิวเตอร์ได้การปรับหน้าจออาจช่วยได้โดยทำให้แบบอักษรเป็นตัวหนา และใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีแทนอ่อนหรือสีชมพู วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวดตา

9) หลีกเลี่ยงการกระตุ้น

อาการแพ้ท้องเชื่อมโยง กับความไวต่อกลิ่นที่เพิ่มขึ้นกลิ่นแรงบางอย่างอาจทำให้อาการแย่ลง แต่กลิ่นเช่นสารสกัดจากมะนาว และโรสแมรี่อาจช่วยได้บุคคลจะเรียนรู้ที่จะรับรู้ว่าสิ่งกระตุ้นใดที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ และพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

10) ช่วยกรดไหลย้อน

บางครั้งอาการคลื่นไส้อาเจียนอาจจะเป็นเพราะกรดไหลย้อนแพทย์อาจแนะนำให้ทานยาลดกรดก่อนเข้านอนเพื่อลดระดับกรดในกระเพาะอาหารและอาเจียนในตอนเช้าตามมาตรวจสอบกับแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานยาใด ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์การบำบัดทางเลือกเช่นการกดจุดอาจช่วยได้ การใช้แรงกดเฉพาะจุดบนร่างกายอาจช่วยควบคุมอาการได้ อาจเกี่ยวข้องกับการใส่แถบอาการเมารถที่ปลายแขน

11) คงความชุ่มชื้น

ไม่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้การให้น้ำอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อสุขภาพของคุณ และสุขภาพของลูกน้อย แต่การดื่มน้ำให้เพียงพอในขณะตั้งครรภ์คุณต้องทำมากกว่าการดื่มของเหลวอะไรก็ได้ที่ฟังดูดีในเวลานั้น นั่นเป็นเพราะตัวเลือกแรกของคุณอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด กาแฟ และโซดาเต็มไปด้วยคาเฟอีนที่สามารถทำให้คุณขาดน้ำได้ นมสามารถทำให้คุณปวดท้องได้มากขึ้น และเครื่องดื่มกีฬามักมีน้ำตาลมากกว่าสิ่งอื่นใด

แพ้ท้องมากผิดปกติ

แพ้ท้องมากผิดปกติ

ดังนั้นเมื่อต้องดื่มน้ำให้เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์น้ำเปล่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ เราพบว่าทางออกที่ดีที่สุดคือดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ½แกลลอน (ประมาณ 6 ถ้วย) เพื่อให้ได้น้ำ 6 ถ้วยนี้ลองจิบจากขวดน้ำตลอดทั้งวัน

และเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ให้หลีกเลี่ยงการดื่ม 20 นาทีก่อนรับประทานอาหารขณะรับประทานอาหารหรือ 20 นาทีหลังรับประทานอาหาร

ที่มาอ้างอิง haamor.com,medthai.com

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

แพ้ท้องแทนเมีย คุณพ่อโอ้กอ้ากแปลว่ารักคุณแม่มาก จริงเหรอ ?

รวม 10 เมนูอาหาร บรรเทาอาการแพ้ท้อง สำหรับคุณแม่แพ้ท้องหนัก

เป็นตะคริวขาดวิตามินอะไร ปัญหาใหญ่ของคนท้อง เป็นตะคริวบ่อยทำไงดี?

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner