เคล็ดไม่ลับ รับมืออาการปวดหลังตอนท้อง

เคล็ดไม่ลับ รับมืออาการปวดหลังตอนท้อง

อาการที่รบกวนแม่ท้องแทบจะทุกคนคงหนีไม่พ้นอาการปวดหลัง เรามาดูสาเหตุและวิธีบรรเทาอาการปวดหลังตอนท้องกันครับ

ปวดหลังตอนท้อง เป็นอาการที่แม่ท้องส่วนใหญ่ต้องเผชิญซึ่งการ ปวดหลังตอนท้อง นั้นจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุครรภ์ อายุของคุณแม่ สุขภาพของคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์ รวมถึงนิสัยส่วนตัวด้วย โดยอาการปวดหลังตอนท้องนั้นเป็นปัญหาที่กวนใจคุณแม่ท้องอยู่ไม่น้อยและเป็นอาการที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

อะไรเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังตอนท้อง

อาการปวดหลังตอนท้องนั้นเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีอาการปวดหลังอยู่ก่อนแล้ว อาการปวดอาจจะยิ่งรุนแรงขึ้นระหว่างที่คุณกำลังตั้งครรภ์ได้

สาเหตุหลักๆที่ทำให้แม่ท้องเกิดอาการปวดหลังมีดังนี้

  • ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป ฮอร์โมนรีแลกซินเป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้ข้อต่อกระดูกและเส้นเอ็นมีความอ่อนตัวลง ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงหลังและสะโพกของแม่ท้องต้องรับความกดมากขึ้น
  • ตำแหน่งของลูกในท้อง  ตำแหน่งของลูกในท้องอีกทั้งการดิ้นของลูกในบางครั้งจะส่งผลต่อระบบประสาทของคุณแม่ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดอาการปวดได้
  • น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการที่ลูกน้อยโตขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เพราะกระดูกสันหลังต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น อีกทั้งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อระบบประสาทและหลอดเลือดอีกด้วย

ปวดหลังตอนท้อง

วิธีบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้อง

อาการปวดหลังเป็นอาการที่แม่ท้องส่วนใหญ่มักจะเป็นกันมาก เรามาดูวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้องกัน

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • ออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดได้อีกด้วยนะ แต่แม่ท้องไม่ควรออกกำลังกายหักโหมจนเกินไปเพราะจะเป็นอันตรายต่อทั้งคุณและลูกในท้องได้
  • อาบน้ำอุ่นเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
  • การประคบร้อนด้วยขวดน้ำอุ่นหรือขวดน้ำร้อนและการประคบเย็นด้วยถุงน้ำแข็งช่วยลดอาการปวดหลังได้
  • นอนตะแคงโดยใช้หมอนรองระหว่างหัวเข่าเพื่อช่วยรับน้ำหนัก
  • ไม่ควรนั่งหลังงอ คุณอาจหาหมอนมารองหลังตอนนั่ง เพราะการรองหลังด้วยหมอนนั้นสามารถลดอาการปวดหลังได้
  • เลือกรองเท้าที่สวมใส่สบาย ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูง
  • ไม่ควรยกของหนัก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

อาการปวดหลังตอนท้องนั้นมักจะหายไปหลังจากคลอดลูกแล้ว แต่หากแม่ท้องมีอาการปวดหลังรุนแรงและต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด ต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกในท้องนะ

เคล็ดไม่ลับ รับมืออาการปวดหลังตอนท้อง

มือบวม เท้าบวมขณะตั้งครรภ์ เกิดจากเหตุใด

สาเหตุสำคัญ มือบวมเท้าบวมขณะตั้งครรภ์

แพทย์หญิงธาริณี ลำลึก อธิบายสาเหตุสำคัญของร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ส่งผลให้เกิดอาการมือบวม เท้าบวมว่า ประการที่หนึ่ง เกิดจากขนาดของมดลูกที่ขยายตัวขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ไปกดทับหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ซึ่งจะต้องไหลเวียนย้อนกลับไปที่หัวใจ ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ทำให้เลือดเกิดการคลั่งอยู่บริเวณส่วนล่างของร่างกาย และประการที่สอง เวลาที่คุณแม่เกิดการตั้งครรภ์ จะมีภาวะฮอร์โมนซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ มีการดูดซึมน้ำมากกว่าปกติ และ กักเก็บน้ำมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เกิดอาการมือเท้าบวม ตัวบวมขึ้นมาได้

แก้ไขอาการบวม ในเบื้องต้น     

แนะนำวิธีการแก้ไขเบื้องต้น ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองว่า คุณแม่ควรพยายามนอนตะแคง และยกปลายเท้าให้สูงขึ้นในเวลานอน หรือหากไม่สามารถนอนได้ ก็สามารถเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย และ ไม่ได้ทำให้เกิดการกดทับของมดลูก เพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นไปโดยสะดวก โดยส่วนอาการมือบวมนั้น ไม่ได้เกิดจากขนาดของมดลูกไปกดทับเส้นเลือดแต่อย่างใด ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์จะทำท่าทางแบบใดก็จะมีอาการบวม เพราะสาเหตุของอาการนิ้วบวม เกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อมีการดูดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ในร่างกาย หรือกักเก็บน้ำไว้ภายในเนื้อเยื่อมากขึ้น ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงต้องพยายามไม่ใส่แหวน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาจากอาการนิ้วบวม

ต้องสังเกตเพิ่มเติมว่า บวมผิดปกติ หรือไม่

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรจะระมัดระวังเพิ่มเติม เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการนิ้วบวมมือบวมตามปกติ ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง แต่ยังมีสัญญาณเตือนเพิ่มเติม จากอาการบวมแบบผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นจาก ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีลักษณะบวมของผิวในร่างกายแบบกดบุ๋ม คือ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ กดผิวเนื้อและเกิดการบุ๋มคงสภาพไว้ ซึ่งอาการบวมดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ทั้งภาวะขาบวม มือบวม หรือหน้าบวมก็ได้ โดยอาการบวมดังกล่าวจะมีอาการร่วมกับความดันโลหิตสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ และ สามอาการสำคัญของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ อาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว และ ปวดจุดแน่นลิ้นปี่

ภาวะบวมผิดปกติ กับ อาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

อาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องใช้วิธีการตรวจเท่านั้น โดยคุณหมอ ร่วมกับความดันโลหิตสูง ก็ต้องมีการวัด ร่วมกับอาการร่วมทั้งสามอาการ ที่ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว และ ปวดจุดแน่นลิ้นปี่ โดยภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เกิดขึ้นจากกลไกการทำงานของไต เมื่อฮอร์โมนในตัวคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นแล้ว ไตไม่สามารถกักเก็บโปรตีนไว้ในร่างกายได้ ก็จะเกิดการรั่วออกมา ซึ่งอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป็นอาการร่วมของภาวะครรภ์เป็นพิษ ที่จะส่งต่อการคลอดก่อนกำหนดของคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนั้นแพทย์หญิงธาริณี เน้นย้ำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรสังเกตภาวะการบวมของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะสัญญาณเตือนจากภาวะร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เคล็ดไม่ลับ รับมืออาการปวดหลังตอนท้อง

เมื่อสังเกตบ่อยๆ ไม่ต้องกังวล

ในปัจจุบันทางการแพทย์จะสามารถใช้เครื่องมือที่ตรวจวัดออกซิเจน ภายในร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้องชัดเจน นอกเหนือจากการดูสีหรือสังเกตสีของเล็บมือที่มีภาวะเปลี่ยนแปลงไป จากเล็บสีชมพูปกติ ไปสู่เล็บสีคล้ำหรือเล็บสีเขียว ซึ่งเหตุผลของการทราบปริมาณออกซิเจนจากการ ก็จะได้ทราบว่าออกซิเจนพอเพียงกับคุณแม่และคุณลูกในครรภ์หรือไม่ ดังนั้นกรณีคำแนะนำ ว่าไม่ควรทาสีเล็บ ก็ถือเป็นขั้นตอนเบื้องต้น เพื่อความสะดวกในสังเกตุภาวะของร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลในการดูสีของเล็บมือได้ทันที นอกเหนือจากการตรวจวัดด้วยเครื่องมือ

ระมัดระวังเพิ่มเติม นอกเหนือจากมือบวมเท้าบวม

นอกเหนือจากการสังเกตอาการมือบวมเท้าบวม รวมไปถึงการรับประทานอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์ ว่าสามารถกินน้ำมะพร้าวได้ หรือทุเรียนก็สามารถกินได้ตามปกติ แต่ให้ระมัดระวังในเรื่อง แป้งและน้ำตาล ที่จะทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ตามมา รวมทั้งอาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย  โดยแพทย์หญิงธาริณี แนะนำลักษณะการกินของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่า อย่าพยายามเน้นอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง เพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งมีผลการวิจัยซึ่งระบุแนวโน้มที่น่าสนใจว่า หากกินนมวัวในขณะตั้งครรภ์มากเกินไป อาจส่งผลให้ลูกแพ้นมวัวได้ ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องแยกแยะว่าเราต้องการอะไรจากนม เช่น ต้องการแคลเซียม โดยปัจจุบันเราสามารถกินได้จากแคลเซียมเม็ด เพื่อเสริมความต้องการของร่างกาย หรือ หาแคลเซียมจากแหล่งอื่น เช่น ปลาตัวเล็ก ถั่ว งา หรือ โปรตีนที่ได้จากปลา หมู ไก่ ไข่ นอกเหนือจากนม แต่เราต้องรับประทานสลับกัน ทานไข่มากเกินไปก็อาจเกิดอาการแพ้ไข่ในคุณลูกได้ กรณี คุณแม่แพ้นมวัว ก็จะมีผลประมาณ 30% ที่ลูกในครรภ์มีโอกาสแพ้ได้

ตั้งครรภ์ เท้าบวม แก้ได้ดังนี้

  • ยกขาสูง ยกขาสูงทุกครั้งที่ทำได้ เช่น การหาเก้าอี้หรือกล่องมาช่วยหนุนขาให้สูงขึ้น
  • ไม่นั่งไขว่ห้าง
  • เปลี่ยนท่าบ่อย ๆ เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลุกขึ้นเดินยืดเส้นสายทั้งขา โดยให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เหยียดปลายเท้าออกเพื่อให้กล้ามเนื้อน่องผ่อนคลาย จากนั้นก็ขยับนิ้วเท้าไปมา แต่ไม่ควรยืนนานจนเกินไป
  • ไม่ใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป
  • เลือกใส่รองเท้าที่สบาย ตอนท้องเท้าอาจมีการขยาย คุณแม่ควรหารองเท้าที่สบายหรือเบอร์ใหญ่กว่าเดิมที่เคยใส่ เพื่อรองรับการขยายตัวของเท้า
  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ
  • เลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะอาหารรสเค็มจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเกลือหรือโซเดียมนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมได้ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ระหว่างตั้งครรภ์
  • นอนให้เท้าสูงกว่าระดับหัวใจ อาจใช้หมอนรองเท้า หรือผ้านวม ผ้าห่ม มาวางซ้อนไว้ที่ปลายเตียงเพื่อหนุนเท้าให้สูงขึ้นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยลดน้ำหนักที่กดทับมาจากมดลูกได้
  • หมั่นออกกำลังกาย ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเล่นโยคะคนท้อง เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และช่วยลดอาการเส้นเลือดอุดตันได้อีกด้วย

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ทำหน้าที่อย่างไร ?

ฮอร์โมนการตั้งครรภ์เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนที่ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และช่วยปรับเปลี่ยนสรีระร่างกายของคุณแม่ให้เหมาะสมต่อการอุ้มท้อง

นอกจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์จะมีหน้าที่ควบคุมกลไกของร่างกายและควบคุมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์แล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการต่าง ๆ ได้ เช่น อาการแพ้ท้อง แสบร้อนกลางอกเนื่องจากกรดไหลย้อน เป็นต้น เนื่องจากระดับของฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์และความเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล มีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมทางร่างกายหรือการออกกำลังกาย เป็นต้น

ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง ?

ในกระบวนการตั้งครรภ์ ร่างกายผู้หญิงจะผลิต ฮอร์โมนคนท้องไม่เหมือนเดิม สำคัญซึ่งทำหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ฮอร์โมนฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟิน  (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) เป็นฮอร์โมนที่พบได้ในระหว่างตั้งครรภ์เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่พบในรก หรือช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจะพบในเลือดและปัสสาวะของคุณแม่ ฮอร์โมนดังกล่าวถูกนำมาใช้ตรวจการตั้งครรภ์ ทั้งการทดสอบด้วยตัวเองและการตรวจโดยวิธีทางการแพทย์ นอกจากนี้ ฮอร์โมนชนิดนี้ยังก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีมีครรภ์ได้ด้วย
  • ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซ็นตัลแลคโทเจน (Human Placental Lactogen: HPL) เป็นฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นภายในรก มีหน้าที่ส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์และกระตุ้นต่อมน้ำนมภายในเต้านมให้พร้อมสำหรับการให้นมลูก
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งทำหน้าที่พัฒนาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โดยส่วนใหญ่ผลิตจากรังไข่ แต่เมื่อตั้งครรภ์ฮอร์โมนนี้จะถูกผลิตออกมาจากรกอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างร่างกายของคุณแม่ให้เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ และช่วยให้ทารกมีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แข็งแรง
  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่และรกในระหว่างตั้งครรภ์ มีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้น เพื่อให้ไข่ที่ถูกผสมจนเกิดการปฏิสนธิฝังตัวและเติบโตเป็นทารกได้
  • ฮอร์โมนออกซิโทซิน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบรัดตัวมากขึ้น ซึ่งช่วยในการคลอดบุตร
  • ฮอร์โมนโปรแลคติน  ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำนม โดยเมื่อตั้งครรภ์ ฮอร์โมนดังกล่าวจะเพิ่มจำนวนขึ้น 10-20 เท่าจากปกติ

การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ?

เมื่อระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์เกิดความเปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา โดยมีฮอร์โมนหลายชนิดที่จะส่งผลต่อร่างกายเมื่อมีระดับสูง เช่น

ฮอร์โมนเอสโตรเจน ในระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าก่อนตั้งครรภ์ ส่งผลให้มดลูกและรกพัฒนาให้เหมาะกับการตั้งครรภ์ เช่น

  • เสริมสร้างเส้นเลือดบริเวณรกและมดลูก
  • ช่วยในการขนส่งสารอาหารต่าง ๆ ไปยังทารก
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปกติอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนดังกล่าวจะส่งผลให้เส้นเอ็นและข้อต่อเกิดการคลายตัวมากขึ้น รวมทั้งทำให้โครงสร้างภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับทารกในครรภ์และการคลอดบุตรที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า โดยมีผลต่อร่างกายคุณแม่ ดังนี้

  • ทำให้มดลูกขยายตัวและเปลี่ยนแปลงรูปร่างของคุณแม่
  • กระตุ้นให้เยื่อบุมดลูกพร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่
  • ช่วยให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น เพื่อป้องกันอสุจิตัวอื่นมาผสมกับไข่
  • ช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้เหมาะสมกับการตั้งครรภ์
  • ส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน
  • ทำงานร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อกระตุ้นการทำงานของท่อน้ำนม
  • ป้องกันการหดตัวของมดลูกระหว่างการตั้งครรภ์

นอกจากนี้ ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ยังอาจส่งผลให้คุณแม่มีลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไป มีหน้าอกที่ขยายใหญ่ขึ้น ท้องโตขึ้น บริเวณหลังมีส่วนโค้งเว้าและทำให้การทรงตัวของคุณแม่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นด้วย คุณแม่จึงควรระมัดระวังตัวและการเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษในระหว่างที่ตั้งครรภ์

เมนูอาหารคุณแม่หลังผ่าคลอด

สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดควรให้ความสำคัญ ก็คือเรื่องของ อาหารแม่ผ่าคลอด เนื่องจากล้วนเกี่ยวกับแผลทั้งหมด คุณแม่หลังคลอด ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เพื่อจะได้ทำให้แผลหายเร็ว ๆ รวมไปถึงช่วยในเรื่องของน้ำนมด้วย หลังผ่าคลอดกินอะไรได้บ้าง อะไรควรหลีกเลี่ยง วันนี้เรามี 10 เมนูอาหารคุณแม่หลังผ่าคลอด มาฝากคุณแม่หลังคลอดกัน

  • ข้าวต้มปลา

ข้าวต้มปลา ถือเป็นอาหารอ่อน ๆ ที่ทำง่าย ทานง่าย เหมาะเป็นอาหารที่กินช่วงพักฟื้น เนื่องจากอาหารถือเป็นตัวช่วยหลักที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายคุณแม่หลังคลอดได้ โดยอาหารประเภทโปรตีน จะช่วยสร้างเนื้อเยื่อ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากผ่าตัดได้ ดังนั้นข้าวต้มที่มีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน บวกกับปลาที่ถือว่าเป็นโปรตีนชั้นดี ก็จะสามารถช่วยให้คุณแม่หลังคลอดแผลหายเร็วได้

  • ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี

ต้มข่าไก่หัวปลี เป็นเมนูที่ให้สารอาหารครบถ้วน จึงเหมาะมาก ๆ สำหรับคุณแม่หลังผ่าคลอด เมนูนี้มีทั้งไฟเบอร์ที่มีกากใย ช่วยลดอาการท้องผูกของคุณแม่ได้เป็นอย่างดี มีเนื้อไก่ ที่ถือว่าเป็นโปรตีน ช่วยฟื้นฟูร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อหลังผ่าตัด ทำให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมไปถึงหัวปลี ที่ถือเป็นอาหารเรียกน้ำนมชั้นยอด ดังนั้นเมนูต้มข่าไข่หัวปลี จึงเป็นเมนูที่คุณแม่หลังผ่าคลอดควรทานบ่อย ๆ

  • แกงเลียงผักรวม

คุณแม่หลังคลอดที่ทำการบ้านมาดี น่าจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า แกงเลียงผักรวม ถือเป็นเมนูแนะนำสำหรับคุณแม่หลังคลอดเลยเพราะเต็มไปด้วยผักต่าง ๆ มากมาย ที่ล้วนเป็นไฟเบอร์ ช่วยลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิด ที่ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ ดังนั้นนอกจากจะฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่แล้ว ยังทำให้น้ำนมพุ่ง ลูกน้อยอิ่มท้องด้วยนะ

แหล่งอ้างอิง :  www.paolohospital.com

บทความอิ่นๆ ที่น่าสนใจ

อาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ แบบไหนที่ต้องเจอ 100 สิ่งแม่ท้องต้องรู้ ตอนที่ 9

100 สิ่งแม่ท้องต้องรู้ ตอนที่ 51 อาการบวมน้ำในคนท้อง เป็นอย่างไร

ท่าออกกําลังกายคนท้องแก้ปวดหลัง มาออกกำลังกายเพื่อลดอาการปวดหลังกัน

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

P.Veerasedtakul

app info
get app banner