เลี้ยงลูกคาดหวังมากไป ระวังลูกป่วยเป็น "ฮิคิโคโมริ" (Hikikomori)

lead image

การเลี้ยงดูลูกด้วยความคาดหวัง อาจนำไปสู่อาการฮิคิโคโมริ หรือการแยกตัวออกจากสังคม แม้จะไม่ใช่โรคร้ายทางด้านร่างกายแต่แฝงไปด้วยอันตรายทางด้านจิตใจ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ห่างไกลฮิคิโคโมริ เรามีคำตอบค่ะ

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) คืออะไร

ชื่อ ฮิคิโคโมริ อาจฟังดูเหมือนจะไม่ใช่โรคของคนไทย   เพราะฟังดูเป็นภาษาญี่ปุ่น  มาทำความเข้าใจฮิคิโคโมริกันแบบชัดเจนกันค่ะ  ฮิคิโคโมริ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “ฮิคกี้”  แท้ที่จริงแล้วฮิคิโมริ ไม่ใช่โรคอย่างที่เข้าใจกัน  แต่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติในลักษณะเก็บตัวเงียบ

อาการของฮิคิโคโมริ

เด้กที่มีอาการฮิคิโคโมริจะแยกตัวออกมาจากสังคม ไม่อยากพบเจอผู้คน  มักเก็บตัวเงียบในห้อง  ในบ้าน  มุมที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว เด็กที่มีอาการฮิคิโมริ  มักจะไม่ยอมไปโรงเรียน หมกมุ่นทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ  เด็กบางคนจะอ่านแต่หนังสือการ์ตูน เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือแม้แต่นั่งเฉย ๆ อยู่ในห้องคนเดียวได้เป็นระยะเวลานาน ๆ มีพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำ ๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยให้ดี ๆ นะคะ  เพื่อจะได้รีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อแก้ไขพฤติกรรม

ทางด้านจิตวิทยา  อาการฮิคิโคโมริ คือ  “การหนี”   ซึ่งแตกต่างจาก “การเพิกเฉย” หรือการชอบอยู่คนเดียวอย่างสงบ แต่การหนี  คือ  ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคนอื่น ทำให้ดูเหมือนตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก

ฮิคิโมริ

ลูกป่วยฮิคิโคโมริ

เลี้ยงลูกคาดหวังมากไป ระวังลูกป่วยเป็น “ฮิคิโคโมริ” (Hikikomori)

สำหรับในบ้านเรา  ทุกวันนี้หน้าที่หลักของลูก คือ  เรียน เรียน และเรียน  คยามคาดหวังที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกนั้นบางครั้งอาจทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว  แม้ว่าความคาดหวังจะเกิดจากความรักและความหวังดีก็ตาม  จนส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริ (Hikikomori) ได้

มาดูกันว่า  มีปัจจัยใดบ้างที่อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการฮิคิโมริ

  • ลูกถูกกดดันเรื่อง เรียนมากเกินไป  เครียดเพราะถูกคาดหวังจากครอบครัว
  • มักถูกเพื่อกลั่นแกล้งเสมอหรืออาจถูกกลั่นแกล้งจากคนรอบข้างจนรู้สึกตัวเองไร้ค่า
  • เป็นคนขี้อายจนไม่กล้าเข้าสังคม  เกิดจากเหตุผลหลายประการ เช่น  การเลี้ยงดูที่ลำเอียง  การถูกเปรียบเทียบจากคนในครอบครัวเสมอ ๆ
  • มักจะอ่อนไหวกับคำพูด  อารมณ์ของคนอื่น  จนเก็บมาเป็นทุกข์สะสม ๆ เรื่อยจนเกิดภาวะฮิคิโมริ
  • เมื่อเกิดปัญหาจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เกิดความหวาดกลัวและหนีปัญหา

เลี้ยงลูกให้ถูกทาง ห่างไกลฮิคิโมริ

1. เวลาคุณภาพ

ทุกวันนี้เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ได้อยู่กับลูกอาจไม่มากนักด้วยภารกิจมากมายใฝนแต่ละวัน แต่เมือ่ไรก็ตามที่ได้อยู่กับลูก ใช้เวลาเหล่านั้นให้มีคุณภาพ  พูดคุย  กอด แสดงความรักให้ความอบอุ่นลูกอย่างเต็มที่ให้คุ้มค่ากับเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน

2. กิจกรรมนำครอบครัวอบอุ่น
การพาลูกออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ซ้ำจำเจ  พาลูกไปทำกิจกรรมช่วยเปิดประสบการณ์  กระตุ้นความสนใจ เรียนรู้  ที่สำคัญร่วมกิจกรรมกับลูก  เล่นกับลูก  หรือแม้แต่ชวนกันไปเดินเล่น  วิ่งออกกำลังกายใกล้ๆ บ้านก็เป็นกิจรรมง่าย ๆ แต่ได้ใจทั้งพ่อแม่และลูกนะคะ

3. ฟังมาสิฟัง

พ่อแม่ต้องปรับพฤติกรรมเวลาอยู่กับลูก พูดมให้น้อยลง  ฟังลุกให้มากขึ้น  อย่าขัด อย่าแขวะ  อย่าขวาง  ฟังให้จบเพราะบางครั้งลุกไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากการรับฟังลูกพูดในสิ่งที่อยากล่เพื่อให้พ่อแม่รับรู้เท่านั้น  สำคัญนะคะ การเป็นผู้ฟังที่ดี

4. ไว้ใจ เชื่อใจ  ไม่กังวลแทนลูก

แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก ห่วงลูก  แต่ถ้ารักและห่วงใยจนไม่ให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเอง รักลูกแบบนี้ไม่ดีนะคะ เพราะลูกจะไม่มีความอดทนต่อปัญหา แ้กปัญหาด้วยตนเองไม่ได้  ร้องขอ รอคอย คือ  ทางออกสำหรับลูก ซึ่งไม่ดีแน่ ๆ แต่พ่อแม่ควรเปลี่ยนเป็นความไว้ใจ เชื่อใจ และสร้างกำลังใจให้ลูกเชื่อมั่นว่า ลูกทำได้ แต่ไม่ใช่การกดดันนะคะ แต่อย่างน้อยความเชื่อมั่นก็เป็นแรงเสริมให้ลูกกล้าที่จะก้าวได้ด้วยตนเอง

5. ทักษะสร้างสรรค์ สร้างพรสวรรค์ ค้นหาพรแสวง

เชื่อเถอะค่ะว่า  การให้ลูกคร่ำเคร่งเรียน เรียน และเรียนนั้น ไม่ก่อใหเ้กิดผลดีกับลูกแต่อย่างใด  แถมตัดโอกาสการเรียรนู้โลกภายนอก ตัดโอกาสการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง   ค้นหาความชอบของตนเอง  ชีวิตวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่สดใส เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ปล่อยให้ลูกได้ค้นพบสิ่งที่ลูกต้องการและตามหา  โดยมีพ่อแม่คอยให้กำลังใจและเข้าใจในความชอบ ความสนใจของ ลูกจะดีกว่านะคะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เด็กยุคใหม่เสี่ยงโรคไตตั้งแต่วัยเด็ก พ่อแม่ระวังให้ดี

สอนลูก 3 ขวบ เรื่องสำคัญที่ต้องฝึกลูก 3 ขวบ ลูกวัยอนุบาล ควรเรียนรู้เรื่องอะไร

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!