จับตา!!! สะเต็มศึกษาพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่วัยอนุบาล

จับตา!!! สะเต็มศึกษาพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่วัยอนุบาล

เมื่ออ่านชื่อบทความอาจมีผู้อ่านบางท่านเกิดความสงสัยว่า สะเต็มศึกษาคืออะไร เหมือนหรือต่างจาก สเต็มเซลล์ อย่างไร ขอบอกเลยค่ะว่าเป็นคนละอย่างกัน สะเต็มศึกษาเป็นการบูรณาการรายวิชาสำคัญเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครูและเด็ก สะเต็มศึกษาคืออะไร สะเต็มศึกษามีรายวิชาอะไรบ้าง และจะพัฒนาการเรียนของเด็กวัยอนุบาลได้อย่างไร ติดตามอ่าน

สะเต็มศึกษา

สะเต็มศึกษา (STEM Education) คืออะไร

ดร.พรพรรณ  ไวทยางกูร  ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า   “สะเต็ม” หรือ “STEM”  เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์  4 สาขาวิชา  ได้แก่  วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี(Technology) วิศวกรรมศาสตร์  (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) แนวคิดในเรื่องสะเต็มศึกษานั้น   เป็นกระบวนการเชิงระบบแบบวิทยาศาสตร์  ที่นำมาเชื่อมโยงในกระบวนการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ผลงานหรือชิ้นงานจากการคิดค้น การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ ซึ่งสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียน โดยนำสิ่งที่เรียนรู้ในระบบโรงเรียนไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ มีแนวคิดหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  5 ข้อ คือ

1. ครูต้องเน้นการบูรณาการ

2. ครูต้องช่วยให้นักเรียนมีความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาที่เรียนกับที่ได้เรียนไปแล้ว

3. เน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

4. ท้าทายความคิดของผู้เรียน

5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและทำความเข้าใจที่สอดคล้องกับเนื้อที่เรียน

จับตา!!! สะเต็มศึกษาพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่วัยอนุบาล

แม้ว่าสะเต็มศึกษาจะบูรณาการระหว่างวิชา วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology)  วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ก็จริง แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะระดับประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัยเท่านั้น   แม้แต่น้องหนูวัยอนุบาลก็สามารถเรียนแบบสะเต็มศึกษาได้เช่นกัน  แต่จะมีแนวทางการเรียนการสอนอย่างไร  ติดตามอ่านค่ะ

สะเต็มศึกษา

วิทยาศาสตร์

ตัวอักษรตัวแรกของ STEM คือ S มาจากคำว่า Science หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสาระที่ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว มีแนวทางจัดการเรียนรู้ดังนี้

1. โดยปกติเด็กอนุบาลมักจะมีความช่างสงสัย มีคำถามตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สำหรับเด็กอนุบาล เราไม่ได้เน้นว่าเด็กต้องรู้สิ่งรอบตัวทุกชนิด ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

2. สิ่งที่ต้องการ คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือทักษะการสังเกต สำรวจ ทดลอง คาดคะเน ตั้งสมมติฐาน การค้นพบ การสืบค้น เป็นต้น

3. บทบาทของวิทยาศาสตร์ในSTEMยังมีส่วนในการช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีทักษะที่สำคัญในการสืบค้นข้อมูลความรู้ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและตรวจสอบได้

สะเต็มศึกษา

เทคโนโลยี

ตัวอักษรตัวที่สอง คือ T มาจากคำว่า Technology หรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะการใช้เครื่องมือต่างๆ การสร้าง การคิด มีแนวทางจัดการเรียนรู้ดังนี้

1. การให้เด็กอนุบาลตัด ติด ต่อกระดาษให้เป็นรูปทรงที่ต้องการและเกิดขึ้นได้ก็ล้วนเป็นเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์

2. บทบาทของเทคโนโลยีในสะเต็มศึกษานี้จะพัฒนาให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิด แก้ปัญหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล

3. นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนานิสัยความรอบคอบ ความเพียร ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในขณะทำกิจกรรม

สะเต็มศึกษา

วิศวกรรมศาสตร์

ตัวอักษรตัวที่สามคือ E มาจากคำว่า Engineering หรือวิศวกรรมศาสตร์ มีแนวทางจัดการเรียนรู้ดังนี้

1. วิศวกรรมในที่นี้หมายถึงการวางแผนเพื่อแก้ปัญหา

2. การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมาประยุกต์ เช่น ไม้บล็อก เศษวัสดุเหลือใช้ มาออกแบบ สร้างสรรค์ผลงานภายใต้เงื่อนไขที่ครูกำหนดขึ้น หรือสิ่งที่เด็กอยากทำ

3. บทบาทของวิศวกรรมศาสตร์ในสะเต็มศึกษานี้ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา การคิดเป็นเหตุเป็นผล การคิดเป็นระบบ

4. เป็นการฝึกนิสัยความเพียร ความรอบคอบ

สะเต็มศึกษา

คณิตศาสตร์

ตัวอักษรตัวสุดท้าย คือ M มาจาก Mathematics หรือคณิตศาสตร์ มีแนวทางจัดการเรียนรู้ดังนี้

1. เป็นเรื่องเกี่ยวกับชั่ง ตวง วัด จำนวน รูปร่าง รูปทรง เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์

2. บทบาทของคณิตศาสตร์ในสะเต็มศึกษานี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การคิดเป็นเหตุเป็นผล

3.พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอให้ผู้อื่นเข้าใจได้

คุณครูฝากบอก

คุณครูวิวรรณ สารปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ กล่าวถึง สิ่งที่สำคัญของหลักในการเรียนรู้ สะเต็ม คือ

1. ครูต้องตั้งคำถามให้เป็น กระตุ้นให้เด็กคิด ช่วยให้เด็กสนุก และเกิดเป็นความคิดรวบยอดให้เกิดการเรียนรู้

2. ครูต้องรู้จักการรอ รอให้เด็กสืบค้น สนับสนุนให้เด็กหาข้อมูลเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์

หากไม่มีสองข้อนี้ การเรียนรู้ก็จะไม่เกิดผล และประโยชน์ที่เด็กจะได้จากการนำสะเต็มศึกษามาใช้ผ่านกิจกรรมการเล่น นอกจาก 4 ทักษะที่กล่าวมาแล้ว แต่สิ่งที่ได้และเป็นเรื่องที่เมืองไทยเราขาดมาก  คือ การคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็กมาประยุกต์ใช้ได้จริง และทำให้เด็กเห็นคุณค่าของการเรียนจนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งหากเด็กอนุบาลได้ศึกษาก็จะมีพื้นฐานเบื้องต้นใช้ได้ตลอดเวลาไปจนโต

จะเห็นว่า สะเต็มศึกษาไม่จำเป็นต้องสอนเด็กเฉพาะที่โรงเรียนเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกฝนลูก ๆ ด้วยวิธีสะเต็มศึกษาด้วยการฝึกให้ลูกคิด หมั่นถามคำถามโดยไม่ปิดกั้นความคิด ฝึกให้ลูกกล้าแสดงออก และทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ลองผิดลองถูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้คอยชี้แนะ เพียงเท่านี้ก็เป็นการฝึกลูกตามแนวสะเต็มศึกษาในเบื้องต้นได้แล้วค่ะ มาช่วยกันพัฒนาเด็กไทย โดยเริ่มตั้งแต่ที่บ้านกันเลยค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก
http://www.ducatoys.com

http://www.manager.co.th

http://www.stemedthailand.org

อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมระบบการศึกษาของฟินแลนด์ถึงดีที่สุดในโลก?

ไครสต์เชิร์ช เมืองการศึกษาแห่งใหม่สำหรับเด็กไทย

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner