จะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ตรวจครรภ์ตอนไหนดี อาการก่อนรู้ว่าท้อง

จะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ตรวจครรภ์ตอนไหนดี อาการก่อนรู้ว่าท้อง

ยินดีด้วยค่ะ! คุณเป็นแม่คนแล้ว วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง และอาการก่อนรู้ว่าท้อง

จะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด

การมีลูกเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แม่บางคนอยากมีลูกใจจะขาด แต่ก็มีลูกได้ยากเหลือเกิน แม่บางคนยังไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ เจ้าตัวน้อยก็มาหาเสียรวดเร็วเกินตั้งตัว แล้วว่าที่คุณแม่ จะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด ตรวจได้ตอนไหน มาดูวิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง และอาการก่อนรู้ว่าท้องกันค่ะ

 

วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง

แม่จะรู้ได้ไงว่าท้อง ก็ต้องลองตรวจครรภ์สิคะ! วิธีที่เร็วที่สุด หากยังไม่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด แม่ท้องก็ต้องซื้อที่ตรวจครรภ์ มาลองตรวจดูก่อน อย่างแรกที่คุณแม่จะรับรู้ได้คือ เมื่อเมนไม่มา หรือประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หากสาว ๆ มีประจำเดือนมาตรงแทบทุกเดือน แต่เดือนนี้ ประจำเดือนยังไม่มา หรือเมนมาช้าเกิน 10 วัน ก็ลองตรวจครรภ์ดูได้แล้วค่ะ

หากตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากรกจะเริ่มผลิตหลังจากที่มีการปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน และจะขึ้นสูงสุดในช่วง 8 – 12 สัปดาห์ มีความแม่นยำมากถึง 90% และสามารถตรวจได้ในผู้ที่ประจำเดือนขาดตั้งแต่วันที่ 10 – 14 ขึ้นไป

 

ที่ตรวจครรภ์ ใช้อย่างไร

ชุดตรวจการตั้งครรภ์หรือการทดสอบหาฮอร์โมนHCG (Human chorionic gonadotropin) ในปัสสาวะ แบ่งออกเป็น 3 ชุด

แบบที่ 1 แบบแถบจุ่ม ( Test Strip) จะประกอบไปด้วย แผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ (แผ่นตรวจครรภ์) และถ้วยตวงปัสสาวะ (อาจจะถ้วยตวงปัสสาวะมาให้หรือไม่มีก็ได้)

  • เก็บปัสสาวะลงในถ้วยตวง นำแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ด้านที่มีลูกศรชี้ลง จุ่มลงในถ้วยปัสสาวะที่เตรียมไว้ 3 วินาที ระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะเลยขีดที่กำหนด นำแผ่นทดสอบออกจากถ้วยปัสสาวะ รออ่านผลการทดสอบการตั้งครรภ์ภายใน 5 นาที

แบบที่ 2 แบบตลับหรือแบบหยด (Pregnancy Test Cassette) จะประกอบไปด้วย ตลับทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้วยตวงปัสสาวะ และหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ

  • เก็บปัสสาวะลงในถ้วยตวง แล้วนำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะ หยดน้ำปัสสาวะลงบนตลับทดลองที่วางไว้บนพื้นประมาณ 3 – 4 หยด วางชุดทดสอบนี้ไว้ประมาณ 5 นาที

แบบที่ 3 แบบปัสสาวะผ่าน (Pregnancy Midstream Tests) ที่ตรวจครรภ์จะมีแค่แท่งทดสอบการตั้งครรภ์เท่านั้น

  • ถอดฝาครอบออกพร้อมกับถือแท่งทดสอบ โดยให้หัวลูกศรชี้ลง ปัสสาวะโดยให้น้ำปัสสาวะผ่านบริเวณที่ดูดซับน้ำปัสสาวะ ซึ่งจะอยู่ต่ำกว่าลูกศรต้องให้เปียกชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที รออ่านผลการทดสอบได้ตั้งแต่ประมาณ 30 วินาทีเป็นต้นไป แต่ทางที่ดีควรรอประมาณ 5 นาที

 

ผลตรวจตั้งครรภ์ ท้องหรือไม่ท้อง

  1. ตรวจแล้วขึ้น 1 ขีด ขึ้นที่ขีด C อย่างเดียว คือ ได้ผลลบ แปลว่า “ไม่น่าจะตั้งครรภ์” หมายความว่า คุณอาจจะไม่ตั้งครรภ์ หรือ อาจจะตั้งครรภ์แล้วแต่ยังตรวจไม่พบก็ได้ อาจต้องทำการตรวจซ้ำในอีก 2 – 3 วันค่ะ
  2. ตรวจแล้วขึ้น 2 ขีด หรือ ขึ้น 2 ขีด จาง ๆ ขึ้นที่ขีด C และ T คือ ได้ผลบวก แปลว่า “น่าจะมีการตั้งครรภ์” แต่ถ้าตรวจแล้วขีด T ขึ้นจาง ๆ ขอแนะนำว่าให้รออีก 2-3 วันแล้วค่อยตรวจใหม่ค่ะ
  3. ตรวจแล้วไม่ขึ้นแถบสีหรือไม่ขึ้นสักขีด หรือ ขึ้น 1 ขีดบนตัว T คือ อ่านค่าไม่ได้ แปลว่า “ชุดทดสอบการตั้งครรภ์เสีย” เช่น การเก็บไม่ถูกวิธี การใช้ปัสสาวะเก่า เป็นต้น แบบนี้คุณจะต้องทำการตรวจใหม่อีกครั้ง

การตรวจปัสสาวะ ควรใช้ปัสสาวะหลังจากตื่นนอนตอนเช้าซึ่งจะให้ผลดีที่สุด แต่เวลาอื่นก็ได้ผลเหมือนกัน แต่สำคัญว่าต้องใช้ปัสสาวะใหม่เท่านั้น ซึ่งเมื่อฉีกซองออกแล้ว ต้องตรวจทันทีจึงจะได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจถูกความชื้นได้จะทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจลดลงหรือไม่แม่นยำ

อ่านเพิ่มเติม วิธีการตรวจสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง

 

จะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ตรวจครรภ์ตอนไหนดี อาการก่อนรู้ว่าท้อง เป็นแม่คนแล้ว วิธีตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง อาการก่อนรู้ว่าท้อง

ผู้หญิงจะรู้ได้ไงว่าท้อง เร็วที่สุด

จะรู้ได้ไงว่าท้อง ตรวจครรภ์ตอนไหนเร็วที่สุด

เพจ Med Tech Smoothies โพสต์ว่า เมื่อผู้หญิงมีการตกไข่ ไข่จะมีอายุได้เพียง 1 วัน เพื่อรอให้เชื้ออสุจิมาปฏิสนธิ เมื่อปฏิสนธิแล้ว ตัวอ่อนก็จะเริ่มฝังตัวเข้ากับผนังโพรงมดลูก ถือว่า เริ่มตั้งครรภ์แล้ว จากนั้นจะมีการสร้างฮอร์โมนเบต้า เอชซีจี (beta HCG) ขึ้นมา ถ้าตรวจเจอเบต้า เอชซีจี ก็เท่ากับว่าตั้งครรภ์

เบต้า เอชซีจีที่ถูกสร้างขึ้นมาจะอยู่ในกระแสเลือด และจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุครรภ์ แน่นอนว่าเบต้า เอชซีจี ก็จะถูกขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะด้วย ถ้าจะตรวจการตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือด เราจะตรวจเจอเบต้า เอชซีจีและรู้ว่าท้องได้ตั้งแต่วันที่ 10 หลังจากปฏิสนธิ และถ้าจะตรวจโดยการใช้ชุดตรวจปัสสาวะ จะตรวจได้ตั้งแต่วันที่ 15 เป็นต้นไป

เพราะฉะนั้น ถ้าจะตรวจการตั้งครรภ์จากเลือด ให้ตรวจหลังจากมีเพศสัมพันธ์กันครั้งสุดท้าย 15 วัน (10 วัน+5 วัน) หรือตรวจปัสสาวะเป็นบวก หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย 20 วันขึ้นไป (15 วัน+5 วัน) ตัวอย่างเช่น มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย 1 ก.ย. สมมติว่าไข่ที่ตกวันที่ 1-5 ก.ย. จะมีโอกาสได้รับการปฏิสนธิ ไม่เกินวันที่ 6 ก.ย. หรือหลังจาก 6 ก.ย. ไม่ควรจะมีปฏิสนธิ ดังนั้น ถ้าตรวจจะเลือดก็ควรตรวจวันที่ 15 ก.ย. หรือ จะตรวจปัสสาวะก็ให้ตรวจวันที่ 20 ก.ย. นะจ๊ะ จะได้รู้เลยว่าตั้งครรภ์หรือไม่

สรุปง่าย ๆ ก็คือ มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายนับไป 7 วันก็สามารถตรวจ bHCG จากเลือดหรือปัสสาวะได้ แต่อาจจะอ่อน หรือไม่พบ ควรคอนเฟิร์มในวันที่ 10-15 อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ต้องสังเกตอาการแพ้ท้องเพิ่มเติม และไปตรวจเช็คอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : https://www.facebook.com/MTSmoothies

 

อาการก่อนรู้ว่าท้อง

อาการก่อนรู้ว่าท้อง โดยทั่วไปแล้ว มักจะมีอาการคล้ายคนแพ้ท้อง หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย คือ มีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายคล้ายกับช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือน เพียงแค่ไม่มีประจำเดือน

แม่ท้องหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย

อาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เป็นอาการที่พบได้บ่อยของคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ เพราะร่างกายของแม่ท้องกำลังเปลี่ยนแปลง มีระดับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนที่สูงขึ้น

แม่ท้องอารมณ์ฉุนเฉียว แปรปรวนง่าย

เจ้าฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่ออารมณ์ ทำให้แม่ท้องหงุดหงิด ฉุนเฉียว วีนเหวี่ยง แต่อยู่ ๆ ก็เหงาหงอย เศร้าเสียใจ อารมณ์แปรปรวนง่ายคล้ายตอนมีประจำเดือน แต่เลเวลพุ่งสูงปรี๊ด!

แม่ท้องไวต่อกลิ่น คลื่นไส้อาเจียนบ่อย

ผู้หญิงบางคนในช่วงมีประจำเดือน จะรู้สึกไวต่อกลิ่นเช่นกัน แต่แม่ท้องจะเป็นมาก เป็นไปได้ว่า เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เจ้าฮอร์โมนตัวนี้มีสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้จมูกไวต่อกลิ่น บางครั้งก็อาจทำให้แม่ท้องรู้สึกเหม็น หรือจู่ ๆ ก็ไม่ชอบกลิ่นที่คุ้นเคย จนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ซึ่งช่วงแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่บ่อย ๆ แต่บางคนกว่าจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนก็ตั้งครรภ์ได้หลายสัปดาห์แล้ว

แม่ท้องเจ็บหน้าอก

ช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงมักจะมีอาการเจ็บหน้าอก เช่นเดียวกับคนท้องที่มีอาการเจ็บหน้าอก เนื่องจากหน้าอกขยาย ด้วยระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้หน้าอกอ่อนนุ่มเพื่อรองรับการให้นมลูก นอกจากไซส์จะเพิ่มแล้ว หัวนมยังมีสีคล้ำขึ้น และไวต่อการสัมผัส

แม่ท้องอึดอัดแน่นท้อง ปวดฉี่บ่อย

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเช่นกัน ทำให้แม่ ๆ ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ทั้งยังปวดปัสสาวะบ่อย ๆ เพราะฮอร์โมนทำให้การไหลเวียนของเลือดผ่านไปที่ไตมากขึ้น กระเพาะปัสสาวะก็รับน้ำมากขึ้นด้วย

แม่ท้องมีเลือดล้างหน้าเด็ก

อย่างสุดท้ายที่ทำให้แม่ ๆ หลายคนสงสัยว่า ท้องหรือไม่ ก็คือเลือดล้างหน้าเด็ก เลือดล้างหน้าเด็ก เกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนเข้ากับเยื่อบุโพรงมดลูก โดยเมื่อไข่ผสมกับอสุจิที่ปลายท่อนำไข่แล้ว ตัวอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 7-8 วัน เดินทางผ่านท่อนำไข่มาฝังตัวในโพรงมดลูก บางครั้งการฝังตัวของตัวอ่อนอาจทำให้หลอดเลือดเล็กๆ ในโพรงมดลูกแตก จึงมีเลือดจาง ๆ ออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเลือดนี้เองที่ผู้เฒ่าผู้แก่ เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก

  • สำหรับผู้หญิงที่รอบเดือนมาปกติทุก 28 วัน ช่วงไข่ตกจะอยู่ที่วันที่ 14 ของรอบเดือนนับจากวันที่ประจำเดือนมาครั้งแรก เมื่อไข่มีการผสมกับอสุจิและใช้เวลา 7-8 วันในการเดินทางมาฝังตัว หากมีการตั้งครรภ์ ในบางรายจะมี เลือดล้างหน้าเด็ก ออกมา ประมาณวันที่ 21 -22 ของรอบประจำเดือน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนดมีประจำเดือนรอบถัดไป และจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน
  • เลือดล้างหน้าเด็กจะมีสีจางกว่าประจำเดือน และออกมาไม่มากแค่พอเปื้อนกางเกงใน โดยไม่มีอาการปวดท้อง หรืออารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย
  • หากต้องการแยกให้ชัดเจนว่าเลือดที่ออกมาเป็นเลือดล้างหน้าเด็กหรือเลือดประจำเดือนนั้น เพื่อผลที่แน่นอนให้รออีก 1 สัปดาห์ และตรวจด้วยที่ตรวจครรภ์ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ เลือดที่ออกมาก็คือ เลือดล้างหน้าเด็ก นั่นเอง

 

วิธีที่จะรู้ได้ว่าท้องอย่างเร็วที่สุด คือใช้ที่ตรวจครรภ์ แต่อย่าลืมไปตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์ด้วย เพราะผลการตรวจครรภ์จากแพทย์หรือโรงพยาบาลนั้นแม่นยำกว่าค่ะ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ครรภ์เสี่ยง ภาวะเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง ความเสี่ยงตั้งครรภ์ คนท้องต้องระวัง ครรภ์เสี่ยง

แม่ท้องอายุน้อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เสี่ยงภาวะซีดในหญิงตั้งครรภ์ อันตรายไหม

ท้องในวัยเรียน ท้องไม่พร้อม แต่ไม่อยากทำแท้ง ต้องทำยังไง

อาหารแคลเซียมสูง ที่กรมการแพทย์แนะนำ คนท้องยิ่งต้องกิน ห้ามขาดแคลเซียม บำรุงกระดูก ฟัน

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Tulya

app info
get app banner