7 โรคระบาดยอดฮิตในเด็ก และอาการที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวัง

โรคระบาดในเด็ก ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง? มีอาการอะไรไหมที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวัง? และวิธีป้องกันลูกน้อยไม่ให้ติดโรคระบาด

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

7 โรคระบาดในเด็ก และอาการที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวัง

ลูกป่วยทีไรทรมานใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่สุด โดยเฉพาะในฤดูฝนแบบนี้ เด็ก ๆ ยิ่งป่วยได้ง่าย เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่จะเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่อับชื้น ทำให้เชื้อต่าง ๆ มีอยู่ยั้วเยี้ยไปหมด และเด็กเล็ก ๆ ยังมีภูมิต้านทานที่ไม่ดีนัก จึงทำให้เกิด โรคระบาดในเด็ก ได้ง่ายมาก แถมอาการป่วยของเด็กก็มักจะรุนแรงและเกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่เสียด้วย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแล และระวังให้มาก ๆ นะคะ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของเราปลอดภัย และวันนี้เราก็ได้รวบรวม 7 โรคระบาดในเด็ก พร้อมกับอาการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวัง และวิธีป้องกัน มาฝากกันค่ะ

 

1. ไข้หวัดใหญ่

เพราะอากาศที่เย็นลงและความชื้นในช่วงหน้าฝนจะทำให้โรคในกลุ่มไวรัสที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจนั้นเจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ  ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีโอกาสเสี่ยงและมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นค่ะ

 

 

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

  • คัดจมูก  มีน้ำมูกใส ๆ  
  • จาม  คอแห้ง  เจ็บคอ ไอแห้ง  ไอมีเสมหะ
  • เป็นไข้  อ่อนเพลีย  ปวดศีรษะ
  • หากอาการรุนแรงอาจมีโรคแทรกซ้อนที่มากับไข้หวัด คือ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ  หรือ ปอดอักเสบได้

การป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1-2 เดือนก่อนฤดูกาลระบาดของโรคทุกๆ ปี และสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • ใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ
  • รับประทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย เลือกกินแต่อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ จะดีที่สุดค่ะ

2. โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากเป็นโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งพบได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะพบบ่อยในช่วงหน้าฝน และพบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งจะพบการระบาดได้บ่อยตามโรงเรียนอนุบาลหรือเนิร์สเซอรี่ หากพบว่าลูกเป็นต้องแจ้งทางโรงเรียนทันทีเพื่อให้ปิดเรียนและทำความสะอาด ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อนะคะ

 

อาการของโรคมือเท้าปาก

  • มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หลังจากนั้น 2-3 วันจะมีอาการเจ็บปาก เพราะในปากมีตุ่มแดงทั้งที่ลิ้น เพดานปากและกระพุ้งแก้ม แล้วกลายเป็นตุ่มพองใสในที่สุด เมื่อตุ่มแตกออกจะเป็นแผลหลุมตื้นๆ
  • มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และก้น แต่จะไม่คัน
  • ไข้จะลงภายใน 3 – 5 วัน อาการของเด็กก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน
  • เด็กบางคนจะรับประทานอาหารและน้ำไม่ค่อยได้ เพราะมีอาการเจ็บปากมาก แม้แต่น้ำลายก็ไม่ยอมกลืน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ
  • พ่อแม่ต้องระวังอย่าให้ลูกมีไข้สูงเกินไป เพราะอาจจะชักได้ โดยบางรายอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การป้องกัน

  • ดูแลลูกในเรื่องความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม
  • ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้ลูกเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัด
  • ควรมีกระติกน้ำหรือแก้วน้ำส่วนตัวให้ลูกไปใช้ที่โรงเรียน
  • ปลูกฝังและฝึกให้ลูกล้างมือก่อนกินข้าว และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง

3. โรคไข้เลือดออก

เป็นโรคที่มี “ยุงลาย” เป็นพาหะนำโรค มีโอกาสเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จริง ๆ แล้วโรคไข้เลือดออกสามารถระบาดได้ทั้งปี แต่มักจะระบาดหนักในหน้าฝน เพราะมีโอกาสที่น้ำจะขังมากทำให้ยุงวางไข่และขยายพันธุ์ได้ดี

 

อาการของโรคไข้เลือดออก

  • หลังได้รับเชื้อแล้วจะมีไข้สูงเกิน 3 วันขึ้นไป ตาและหน้าจะเริ่มแดง มีความรู้สึกอ่อนเพลีย และปวดท้อง
  • ปวดหัว ปวดกระบอกตา หรือปวดเมื่อยตามตัว มีอาการตาแดง หน้าแดง และปากแดง
  • โรคไข้เลือดออกยังส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบได้อีกด้วย ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะตรงบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ นั่นเป็นเพราะตับโตขึ้น
  • อาเจียน และมีภาวะขาดน้ำ

การป้องกัน

  • พยายามอย่าให้ยุงกัด โดยให้ลูกสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ไล่ยุง
  • จำกัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยพยายามทำบ้านให้โปร่ง ไม่มีมุมอับทึบ และกำจัดแหล่งน้ำขังในบ้านตามจุดต่าง ๆ เช่น ขารองตู้กับข้าวเป็นต้น
  • หากสงสัยว่าลูกอาจเป็นไข้เลือดออก อย่ารอให้เกิดอาการที่รุนแรง เช่น มีไข้สูง ช็อค แล้วค่อยมาพบแพทย์เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  •  ฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

4. ไวรัส RSV หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV

เป็นโรคติดเชื้อที่มีอาการคล้ายหวัดแต่บางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบได้เลยทีเดียว ไวรัส RSVเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งอาการบางอย่างของไวรัส RSV นี้อาจคล้ายกับอาการของไข้หวัด เช่น มีไข้ไอจามอาจจะทำให้พ่อแม่แยกความแตกต่างของอาการหวัดและไวรัสได้ยาก

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

อาการของโรคติดเชื้อไวรัส RSV

  • เด็กมีอาการหอบเหนื่อยและหายใจลำบาก
  • หายใจเร็ว และมีเสียงครืดคราด ๆ
  • ไอหนักมาก ๆ
  • มีเสียงหวีดในปอด (จากการที่เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบและหลอดลมหดตัว)
  • มีเสมหะมาก
  • มีไข้
  • หากลูกมีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด ภูมิแพ้ ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจมีอาการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ หรือหายใจล้มเหลว

การป้องกัน

  • ให้ลูกหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  • หากลูกป่วยควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติเพื่อป้องกันการไอจามแพร่เชื้อให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้าง
  • ปัจจุบันสามารถป้องกันได้โดยการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด – 12 เดือน

 

5. โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)

โรคเฮอร์แปงไจนาเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มคอกซากี (Coxsackievirus) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ แล้วเชื้อเข้าสู่ปาก โดยจะแสดงอาการหลังรับเชื้อ 3-14 วัน และสามารถแพร่เชื้อได้นาน 1-2 สัปดาห์ พบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

อาการของโรคเฮอร์แปงไจนา

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอาจมีอาเจียน
  • อาการเด่นคือ เจ็บในปากและลำคอ
  • พบจุดแดง ตุ่มน้ำ หรือแผลเล็กๆ 5-10 จุด บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และในลำคอ
  • โดยทั่วไปไข้จะลดลงใน 2-4 วัน แต่แผลในปากอาจอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

การรักษา

  • เป็นการรักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสหรือยาปฏิชีวนะ (ยกเว้นมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน)
  • ใช้การเช็ดตัวและให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้

สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์

  • ไข้สูงไม่ลดลงภายใน 3 วัน
  • รับประทานอาหารหรือดื่มนมไม่ได้
  • มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย
  • เด็กมีอาการซึมลง

การป้องกันโรคเฮอร์แปงไจนา

  • ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย และทำความสะอาดของเล่นเสมอ
  • หากเด็กป่วย ควรให้หยุดเรียนอย่างน้อย 7 วันเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

 

6. โรคติดเชื้อไอพีดี (IPD)

โรคติดเชื้อไอพีดี (IPD) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “นิวโมคอคคัส” (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดหรืออวัยวะอื่นๆ ที่ปกติจะปลอดเชื้อ จัดเป็นโรคที่อันตรายโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อที่รุนแรงอาจนำไปสู่ความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาการ

อาการจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อ

  • ติดเชื้อในกระแสเลือด: มีไข้สูง หนาวสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เด็กอาจซึมลง งอแง และไม่ดูดนม ในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกและความดันโลหิตต่ำ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ: มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง อาเจียน อาจมีอาการชักและซึมลงจนไม่รู้สึกตัว ถือเป็นภาวะที่อันตรายที่สุด
  • ปอดอักเสบรุนแรง: มีไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม อาจมีภาวะขาดออกซิเจนจนริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • การติดเชื้ออื่นๆ: อาจทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ไซนัสอักเสบ หรือข้ออักเสบติดเชื้อได้

 

 

การรักษา 

  • ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ
  • การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการดื้อยาของเชื้อในพื้นที่นั้นๆ
  • ให้การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้ออกซิเจน ยาลดไข้ หรือยาควบคุมอาการชัก

สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์ 

  • มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส
  • เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่ดูดนม หรือไม่ทานอาหาร
  • หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงดัง
  • มีอาการชัก หรือคอแข็ง
  • อาเจียนรุนแรงตลอดเวลา

การป้องกัน

  • การฉีดวัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine) เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-15 เดือน
  • รักษาสุขอนามัย โดยการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเบื้องต้น

 

7. โรคท้องเสียจากการติดเชื้อโนโรไวรัส

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ติดต่อได้ง่ายและระบาดอย่างรวดเร็ว สามารถติดต่อได้ทั้งจากการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง สัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือรับประทานอาหารและน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เชื้อนี้ทนทานต่อแอลกอฮอล์เจลและสภาพแวดล้อมได้ดี จึงมักพบการระบาดในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

อาการ 

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 12-48 ชั่วโมง จะมีอาการดังนี้

  • อาเจียนรุนแรง และเป็นอาการเด่นในช่วงแรก
  • ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ โดยไม่มีมูกเลือดปน
  • ปวดท้อง อาจมีลักษณะปวดบิด
  • มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • อาการมักจะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วันแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่ช่วงที่ป่วยจะอ่อนเพลียมาก

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

การรักษา 

เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • ป้องกันภาวะขาดน้ำ: เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ควรให้เด็กจิบ ผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • รับประทานอาหารอ่อน: เมื่ออาการอาเจียนเริ่มดีขึ้น ให้เริ่มทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือกล้วย
  • ยาบรรเทาอาการ: อาจใช้ยาแก้อาเจียน หรือยาแก้ปวดท้องตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายกินเอง เพราะจะทำให้เชื้ออยู่ในร่างกายนานขึ้น

สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์

  • อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระต่อเนื่องไม่หยุด
  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยใน 6-8 ชั่วโมง
  • เด็กมีอาการซึมลงมาก อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ไข้สูงไม่ลดลง หรือปวดท้องรุนแร

การป้องกัน 

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ ให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร (การใช้เจลแอลกอฮอล์อย่างเดียวไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด)
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำที่สะอาด
  • หากมีผู้ป่วยในบ้าน ควรทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ด้วยน้ำยาฟอกขาวที่ผสมเจือจาง
  • แยกของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วยออกจากผู้อื่น
  • หากเด็กป่วย ควรให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดีและไม่มีอาการแล้วอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

 

แม้ว่าบางโรคอาจจะดูร้ายแรง แต่หากทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการลงได้มาก เพราะฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกของเราป่วย ก็ควรพาไปพบแพทย์ทันทีนะคะ

 

ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย นพ. ชัยวัฒน์ เชื้อพันธุ์ แพทย์ หู คอ จมูก ภูมิแพ้

 

ที่มา: www.paolohospital.com , โรงพยาบาลพญาไท 2 , โรงพยาบาลนครธน , โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โรคยอดฮิต ทารกแอดมิทกันเพียบช่วงนี้! ดูให้ดี ลูกมีไข้สูง 5 วัน แล้วออกผื่น หรือไม่?

บำรุง หรือ ทำร้าย? 3 อาหารบำรุงร่างกายที่อาจทำร้ายลูกถึงชีวิต

ลูกติดเชื้อทางเดินหายใจ ทรมานกว่าจะหาย ไม่อยากเสียใจที่เห็นลูกป่วย พ่อแม่ต้องทำแบบนี้

บทความโดย

kamonchanok