TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

การวางแผนการศึกษา : 100 เรื่องพ่อแม่ต้องรู้ก่อนลูก 1 ขวบ

บทความ 8 นาที
การวางแผนการศึกษา : 100 เรื่องพ่อแม่ต้องรู้ก่อนลูก 1 ขวบ

ณ ปัจจุบัน การวางแผนการศึกษา เพื่อลูกน้อยเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะวางแผนตั้งแต่รู้ว่าเริ่มมีการตั้งครรภ์ หลาย ๆ ครอบครัวเริ่มมองว่าอยากจะให้ลูกได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประถม และมัธยมที่ไหน แล้วจึงมาเลือกโรงเรียนอนุบาล และเตรียมอนุบาลในขั้นตอนสุดท้าย เพราะแต่ละโรงเรียน จะเน้นการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ระหว่างโรงเรียนสาธิต โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐบาล

มหาวิทยาลัยบางแห่ง มีการปูพื้นฐาน การวางแผนการศึกษา หรือวางหลักสูตรให้เด็กตั้งแต่อนุบาล ต่อเนื่องมาถึงประถม และมัธยม เพื่อสามารถเข้าศึกษาต่อเนื่องมาถึงมหาวิทยาลัย ได้อย่างมีระบบ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะวางแผนตั้งแต่แรก ว่ามีความคาดหวังที่จะให้ลูกน้อยจะเข้ามหาวิทยาลัยใด

อนาคตอยากให้ลูกเรียนอะไร?

หลายครอบครัวอาจจะบอกว่า รอให้ลูกเลือกสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากเรียนได้เองในอนาคต ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่เราวางรากฐานทางการศึกษาไว้ให้พร้อมสำหรับเด็ก ก็ย่อมจะเป็นใบเบิกทางให้ลูกได้ดีที่สุด

  1. เลือกมหาวิทยาลัย อยากให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยอะไร ถึงแม้ว่าหนทางจะดูยาวไกลเหลือเกิน “ลูกฉันแค่ 1 ปีเอง” แต่หลาย ๆ ครอบครัว ก็เริ่มที่จะวางแผนการเลือกมหาวิทยาลัยให้ลูกตั้งแต่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ นั่นเป็นเพราะ สถาบันแต่ละแห่ง จะมีลักษณะการเรียนการสอนที่เฉพาะเจาะจง โดยมากจะหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น จะถูกปูพื้นฐานเชื่อมโยงต่อกันมาตั้งแต่ อนุบาล ต่อเนื่องประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนมาถึงมหาวิทยาลัย
  2. มองหาเครือข่ายของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เมื่อเลือกมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้ลูกเข้าเรียนได้แล้ว จึงค่อยไปดูโรงเรียนมัธยม และประถม ลดหลั่นลงมาตามลำดับ ว่ามีโรงเรียนใด ที่อยู่ในเครือของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ บ้าง ซึ่งโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านั้น จะถูกเชื่อมโยงหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ดังนั้นการเลือกโรงเรียนเตรียมอนุบาล และโรงเรียนอนุบาลจึงมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับอนาคตของเด็กนั่นเอง
  3. เลือกโรงเรียนประถม โรงเรียนประถมก็จะมีให้เลือกอยู่หลายเครือด้วยเช่นกัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็นโรงเรียนประถมของรัฐบาล และเครือคาทอลิก โดยแต่ละโรงเรียน จะมีการสอบเข้าที่แตกต่างกัน ตามนโยบายของแต่ละที่ สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนอนุบาล มักจะได้โอกาสในการให้เข้าเรียนต่อในเครือของโรงเรียนนั้น ๆ ได้อย่างเป็นอัตโนมัติ นี่เป็นสาเหตุว่า การเลือกโรงเรียนอนุบาล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการต่อยอดไปในอนาคต
  4. เลือกโรงเรียนอนุบาล เมื่อผู้ปกครองทราบเจตนาของตัวเองแล้วว่า อยากให้ลูกของตนเองมุ่งไปในทางไหน การเลือกโรงเรียนอนุบาลจะมีตัวเลือกที่น้อยลง และชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น โรงเรียนอนุบาลที่จะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตนั้น จะเน้นทักษะการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทักษะการแยกรูปทรงสิ่งของ ทักษะการสังเกตุสิ่งรอบตัว เป็นต้น ในขณะที่ โรงเรียนอนุบาลในเครือคาทอลิก จะเน้นทักษะการเรียนการสอนทางด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกนับเลข การบวกลบ การเขียนหนังหนังสือตามรอยประ
  5. เลือกเตรียมอนุบาล เมื่อเป้าหมายของคุณพ่อคุณแม่ชัดเจนแล้ว คราวนี้จะเป็นการพาลูกเข้าสู่การฝึกฝนทักษะที่จะต้องใช้ในการคัดเลือกในอนาคต เช่น หากคุณพ่อคุณแม่ ต้องการให้ลูกเข้าเรียนเครือสาธิต การจะเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลที่จะนำสู่โรงเรียนในเครือสาธิตได้นั้น จำเป็นจะต้องมีทักษะรอบตัวเป็นหลัก การหาโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือเนอสเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถกำหนดได้ชัดเจนว่า สถานที่ที่จะนำไปฝากเลี้ยง หรือพาไปเรียนพิเศษนั้น จะต้องมุ่งเน้นทักษะทั่วไปเป็นหลัก เช่นการ สังเกตรูปทรงสิ่งของ การฝึกติดกระดุมเสื้อด้วยตนเอง เป็นต้น

 

การวางแผนการศึกษา

 

 

การส่งเรียนพิเศษ

คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีปัญหากับบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่มักจะมองว่า การส่งเด็กไปเรียนพิเศษตั้งแต่อายุ 1 ปี หรือการศึกษาเด็กเล็กนั้น ยังเร็วเกินไป ซึ่งจะเป็นการกดดันเด็ก ควรที่จะเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการเล่น และพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ด้วยสังคมสมัยนี้ อยู่บนพื้นฐานที่จะต้องแข่งขันกัน การปูพื้นฐานเด็ก เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับตัวเด็กเองในอนาคต ก็เป็นการช่วยเด็กในอื่นทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

การเรียนพิเศษนั้น นับเป็นค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ และสิ่งที่จะได้รับกลับมานั้นคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไปหรือไม่ นั่นต้องขึ้นอยู่กับการเลือกสถานที่เรียน และต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าพร้อมแค่ไหน

 

การสอบเข้าเครือโรงเรียนสาธิต

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า การเข้าเรียนในโรงเรียนเครือสาธิตนั้น เด็กจะต้องมีทักษะความรู้รอบตัวเป็นหลัก โดยที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอันดับแรก เช่น การทานข้าวเอง การฝึกติดกระดุมเสื้อ การระบายสี การเรียงบล็อค การแยกรูปทรง ซึ่งกระบวนการเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ หากตัวคุณพ่อคุณแม่ เลือกที่จะสอนเด็กเองนั้น ก็จำเป็นจะต้องให้เวลากับเด็ก และฝึกทักษะเด็กให้ได้มากที่สุด จากการหาแบบฝึกหัด และวิธีการสอนเพื่อให้เด็กไม่เกิดความสับสน

เมื่อลูกน้อยสามารถสอบเข้าสู่ชั้นอนุบาลได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ จำเป็นจะต้องหาข้อมูลเพื่อการสอบเข้าโรงเรียนสาธิตในทันที เนื่องจากปัญหาที่พบในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันกับการติวลูกเพื่อสอบเข้าเครือสาธิต คือ คุณพ่อคุณแม่มักไม่ทราบถึงเกณฑ์อายุในการรับเด็กเพื่อสอบเข้า คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่คิดว่ารอจนลูกอนุบาล 3 ก่อน แล้วค่อยเตรียมตัวติว หรือเตรียมความพร้อมลูก บางคนเตรียมความพร้อมด้วยตัวเอง จนถึงวันสมัครสอบ แต่ทว่าหมดสิทธ์สอบ เพราะอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด บางคนที่คิดว่า จะนำลูกไปหาครูเพื่อเตรียมความพร้อม คำถามแรกที่ครูต้องถามก็คือ ลูกคุณเกิดเดือนอะไรคะ และปีอะไรคะ และคำตอบบางครั้งคือ ลูกคุณหมดสิทธิ์สอบแล้วค่ะ

 

การสอบในเครือคาทอลิค

โดยมากโรงเรียนในเคลือคาทอลิค มักจะเน้นการเรียนการสอนในเชิงวิชาการ คือการฝึกอ่าน เขียน บวกลบ เป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างจากระบบของเครือสาธิตโดยสิ้นเชิง เด็กที่ได้คะแนนสูงเมื่อสอบเข้าอนุบาลในเครือสาธิต อาจจะไม่สามารถทำข้อสอบสำหรับการเข้าอนุบาลในเครือคาทอลิคเลยก็เป็นได้ ในทางกลับกัน เด็กที่ถูกติวมาเพื่อสอบในเครือคาทอลิค ก็จะไม่สามารถสอบในรูปแบบของเครือสาธิตได้เช่นกัน ดังนั้น การตัดสินใจตั้งแต่เตรียมอนุบาลจึงเป็นเหตุปัจจัยหลักที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกและตัดสินใจแทนลูกนั้นเอง

การสอบในเครือคาทอลิคนั้น ตามที่ได้กล่าวไปว่า เครือคาทอลิคจะเน้นการเรียนการสอนเชิงวิชาการ ซึ่งจะเน้นการฝึกอ่าน เขียน การฝึกบวก และลบ การฝึกอนุกรม ดังนั้นการเรียนเพื่อที่จะสอบเข้าอนุบาลในเครือนี้ จะต้องทำใจเอาไว้ว่า เด็กจะต้องเรียนหนัก และมีการบ้านเพื่อฝึกฝนทุกวันแน่นอนค่ะ

การวางแผนการศึกษา

 

แต่ก็จะมีหลายครอบครัวที่มองทางเลือกอื่น ๆ ที่นอกจากโรงเรียนในสองเครือที่กล่าวมานี้ เช่น

โรงเรียนรัฐบาล

เมื่อถามว่าโรงเรียนรัฐบาลมีจุดเด่นหรือประโยชน์ที่พวกเขาได้รับแบบไหนบ้าง ส่วนใหญ่ศิษย์เก่าโรงเรียนรัฐบาลจะเห็นตรงกันว่าได้ค่าเทอมที่ถูก และได้เห็นสังคมที่หลากหลาย รู้จักการใช้ชีวิตแบบติดดิน ทำให้รู้สึกเหมือนได้ “เตรียมพร้อม” เจอชีวิตต่อจากนี้ ทางฝั่งพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐบาลนั้นส่วนใหญ่ก็เลือกโรงเรียนเพราะค่าเทอมที่ไม่แพง ความมีชื่อเสียง ความใกล้บ้าน และบางส่วนก็เลือกเพราะตัวเองเคยเป็นศิษย์เก่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนรัฐบาลนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่พ่อแม่หลายท่านเลือก เพราะค่าใช้จ่ายที่เมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ แล้วค่อนข้างย่อมเยาว์ (ประมาณ 3,000 – 6,000 บาทต่อปี) หลายคนอาจจะคิดว่าใครๆ ก็เข้าโรงเรียนประเภทนี้ได้ และอาจถูกมองว่าเป็นตัวเลือกธรรมดาตัวหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงโรงเรียนรัฐบาลก็มีการเรียนการสอนที่เข้มข้นไม่แพ้กัน นอกจากนี้ ครูที่จะเข้ามาสอนในโรงเรียนรัฐบาลได้นั้นก็ต้องผ่านการสอบเป็นครูก่อน ทางด้านกฎระเบียบก็จะค่อนข้างเข้มงวด ตั้งแต่ทรงผมจนถึงเครื่องแบบ

โรงเรียนรัฐบาลกลุ่มนี้ โดยมากจะไม่มีการสอบคัดเลือกเข้าในช่วงอนุบาล เนื่องจากเป็นนโยบายของภาครัฐ จุดอ่อนก็คือ สภาพแวดล้อมสังคมในโรงเรียน จะปะปนไปทั้งเด็กที่ตั้งใจเรียน เด็กที่ไม่สนใจเรียน ซึ่งจะแยกห้องกันชัดอยู่แล้ว ตรงนี้มองว่าเป็นจุดอ่อน เพราะถ้าเด็กที่ครอบครัวใส่ใจไม่มากพอ แล้วไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่ดี จะพากันเสีย พากันออกนอกลู่นอกทางได้ง่ายมาก … คงต้องมีการควมคุม หรือ สอนการใช้ชีวิตในสังคมให้มากขึ้น มากกว่าวิชาการอย่างเดียว

 

โรงเรียนทางเลือก

หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับโรงเรียนประเภทนี้ เราเองก็เพิ่งเคยได้ยินเมื่อไม่นานมานี้เอง โรงเรียนทางเลือก เป็นโรงเรียนที่เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล มีการศึกษาต่างจากระบบการศึกษากระแสหลัก เช่น แทนที่จะเรียนแต่ในห้องเรียนอย่างเดียว ก็มีการเรียนนอกห้องเรียน การเรียนแบบเชิงปฏิบัติ และมีกิจกรรมที่หลากหลาย

นอกจากนี้อาจรวมถึงโรงเรียนที่มุ่งเน้นปรับการสอน เพื่อเด็กกลุ่มพิเศษ เช่น เด็กอัจฉริยะ เด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ซึ่งเด็กกลุ่มนี้อาจเรียนหลักสูตรปกติไม่ได้ หรือเรียนไม่ทัน ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ก็จะต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดหน่อย ดังนั้นโรงเรียนจึงมีครูค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับนักเรียน ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักเรียนได้รับความดูแลอย่างทั่วถึง ส่วนใหญ่โรงเรียนทางเลือกที่เราเห็นก็จะเป็นโรงเรียนในระดับอนุบาล เป็นวัยที่เหมาะกับการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และสัมผัสกับธรรมชาติ

ทางด้านค่าใช้จ่าย จากที่เราได้เจอข้อมูลมา ก็มีตั้งแต่ระดับ 20,000-50,000 บาทต่อปี ไปจนถึงระดับแสนต้นๆ เลยทีเดียว และนี่คือระดับอนุบาลเท่านั้น โดยมากที่ผู้ปกครองส่งไปเรียนโรงเรียนทางเลือกนี้คือ ต้องการให้ลูกมีความสุขในการเรียนรู้ มีการค้นคว้า ทดลอง เพื่อความเข้าใจมากกว่าการท่องจำในตำราเรียน สามารถคิด วิเคราะห์ได้ และต้องการให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองได้

แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้ว เด็กที่จบออกมาในหลักสูตรนี้จะสามารถไปเรียนต่อในหลักสูตรที่เข้าสู่ระบบ หรือเป็นไปในวิถีทางที่เราตั้งใจหรือไม่

บทความจากพันธมิตร
Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่
Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่
สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ ร่วมกับแสนสิริ สร้างมิติใหม่ให้วงการศึกษาไทย เชื่อมโยงนักเรียนสู่โลกการทำงานจริง
สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์ ร่วมกับแสนสิริ สร้างมิติใหม่ให้วงการศึกษาไทย เชื่อมโยงนักเรียนสู่โลกการทำงานจริง
เตรียมตัวลูกอย่างไรให้ "สอบเข้าสาธิต ป.1" ได้แบบไม่เครียด?
เตรียมตัวลูกอย่างไรให้ "สอบเข้าสาธิต ป.1" ได้แบบไม่เครียด?
Dadi International Kindergarten เรียนรู้สนุก เล่นอย่างสร้างสรรค์ ด้วย 3 ภาษา พร้อมเสริมสร้างทักษะ EF
Dadi International Kindergarten เรียนรู้สนุก เล่นอย่างสร้างสรรค์ ด้วย 3 ภาษา พร้อมเสริมสร้างทักษะ EF

 

โรงเรียนสองภาษา

โรงเรียนสองภาษา (Bilingual) มีหลักสูตรที่ต่อยอดมาจากหลักสูตรการเรียนการสอนแบบไทยปกติ หมายความว่าหลักสูตรก็ยังอิงอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เรียนเหมือนโรงเรียนไทยทุกอย่าง จำนวนนักเรียนต่อห้องก็คล้ายคลึงกับโรงเรียนไทย คืออาจมีเยอะถึง 60 คนต่อห้องเหมือนโรงเรียนไทยไปเลย แต่ที่ต่างคือการเรียนการสอนนั้นใช้ภาษาอังกฤษแทน ถึงอย่างนั้น แต่ละโรงเรียนก็มีสัดส่วนการสอนเป็นภาษาอังกฤษแตกต่างกันไป ซึ่งจำนวนขั้นต่ำนั้นกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้แล้วละ ว่าแต่ละระดับชั้นเรียนสามารถเรียนภาษาอังกฤษในวิชาไหนได้บ้าง เช่น ระดับอนุบาลสอนภาษาอังกฤษได้ไม่เกิน 50% ของการเรียนการสอนทั้งหมด ระดับประถมสอนภาษาอังกฤษเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพลศึกษา เป็นต้น

สำหรับโรงเรียนสองภาษานี้ นอกจากจะมีแยกเป็นโรงเรียนเดี่ยวๆ แล้ว ยังมีโรงเรียนไทยประเภทที่กล่าวถึงด้านบนบางแห่งที่มีหลักสูตรสอนเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) แบบนี้ก็อาจนับรวมเป็นโรงเรียนสองภาษาได้เช่นกัน

การวางแผนการศึกษา

โรงเรียนนานาชาติ

โรงเรียนนานาชาติเป็นโรงเรียนที่อ้างอิงหลักสูตรจากต่างประเทศ อาจจะเป็นอเมริกัน อังกฤษ หรือออสเตรเลีย ก็ว่ากันไป นักเรียนจะได้เรียนเหมือนประเทศเจ้าของหลักสูตร เพียงแต่มีวิชาภาษาไทยมาเป็นวิชาบังคับด้วย (ตามกฎของกระทรวงศึกษาธิการ ไหนๆ เราก็ยังอยู่ประเทศไทยนี่นะ) ครูบาอาจารย์ก็จะเป็นชาวต่างชาติที่ได้รับคุณวุฒิอาจารย์ และมีประสบการณ์สอนมาก่อน เนื่องจากว่าคุณสมบัติแบบนี้ค่อนข้างหายาก ทางโรงเรียนเลยต้องจ้างครูตรงมาจากต่างประเทศเลย ค่าจ้างก็จะค่อนข้างสูง ค่าเทอมเลยสูงตาม

เห็นได้ชัดเจนว่าจุดแข็งหนีไม่พ้นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังไงก็คงขาดไม่ได้สำหรับโรงเรียนนานาชาติ เพราะได้ใช้กันแบบทั้งวี่ทั้งวันแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสังคมหลากหลายเชื้อชาติ และการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากระบบเดิมๆ ทางฝั่งคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งลูกเรียนนานาชาติก็ให้ความเห็นว่าพวกเขาคาดหวังให้เด็กหัดคิดได้ด้วยตัวเอง ไม่เรียนแบบท่องจำ และอยากให้เด็กได้ภาษาอังกฤษดี

แต่ถึงอย่างนั้น โรงเรียนนานาชาติใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี ศิษย์เก่าแอบกระซิบเรามาว่า มันก็มีนะว่าเด็กอาจจะเก่งแค่ภาษาใดภาษานึง จนทำให้ทิ้งอีกภาษานึงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่าบางทีเก่งภาษาอังกฤษมาก แต่อ่อนภาษาไทยสุด ๆ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรดูให้ดีว่าลูกได้รับการปลูกฝังด้านภาษาไทยพอ ๆ กัน

คุณแม่ท่านหนึ่งได้แนะนำว่า “โรงเรียนนานาชาติมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หลักสูตรก็แตกต่างกัน พ่อแม่ที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียนประเภทนี้ ควรศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตร และต้องมั่นใจว่าจะสามารถนำพาลูกไปได้ตลอดรอดฝั่ง (ทั้งค่าใช้จ่าย และ การสนับสนุนลูกในด้านอื่น ๆ)”

 

เราจะเห็นได้ว่าโรงเรียนแต่ละประเภทที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้นั้นก็มีจุดเด่นและจุดอ่อนแตกต่างกันไป ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงเด็กๆ แล้วละว่าเหมาะกับแบบไหนมากกว่ากัน ทั้งด้านความชอบความถนัดของเด็ก สิ่งแวดล้อมต่างๆ และกำลังทรัพย์ของคุณพ่อคุณแม่ แต่ที่แน่ๆ คือเรามั่นใจว่าทุกประเภทโรงเรียนย่อมมีความหวังดีต่อเด็กไม่ต่างกัน และจะสามารถปลูกฝังความรู้คุณธรรมให้เด็กได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน

ขอส่งท้ายด้วยคำแนะนำของคุณพ่อคุณแม่ที่เราได้ไปสอบถามมา พวกเขาอยากจะบอกคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังหาโรงเรียนให้ลูกว่า…

  • โรงเรียนทุกโรงเรียนสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยในโรงเรียน และความรับผิดชอบของบุคลากร
  • สิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนสำคัญมากจริง ๆ
  • เลือกโรงเรียนที่ลูกเรียนแล้วมีความสุข ที่จ่ายไหว ถ้ามุ่งมั่นที่จะเรียนสายวิชาการเพื่อสอบหมอ วิศวะ ต้องหาโรงเรียนที่มีอันดับสอบเข้ามาก เพราะโรงเรียนพวกนี้ จะมีเด็กเรียนที่มีเป้าหมายเหมือนกัน จะจับกลุ่มกันเรียนไปด้วยกัน
  • จงศึกษาลูกของคุณ และจงมองที่ความสุขในการใช้ชีวิตของลูกคุณ มากกว่าความต้องการของคุณ

 

ที่มา : tataya , sethaputra , finnomena

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

10 อันดับโรงเรียนอนุบาล กทม.

รู้จักกับ Kidz Village โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ที่ตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ ใส่ใจความสุขในการเรียนรู้ของเด็ก และมีสภาพแวดล้อมการเรียนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

Arunsri Karnmana

  • หน้าแรก
  • /
  • การศึกษา
  • /
  • การวางแผนการศึกษา : 100 เรื่องพ่อแม่ต้องรู้ก่อนลูก 1 ขวบ
แชร์ :
  • Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่
    บทความจากพันธมิตร

    Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่

  • เลี้ยงลูกให้เก่งแบบไม่เครียด! 'ฟินแลนด์โมเดล' เรียนน้อย เล่นเยอะ แต่ได้ผลลัพธ์ระดับโลก

    เลี้ยงลูกให้เก่งแบบไม่เครียด! 'ฟินแลนด์โมเดล' เรียนน้อย เล่นเยอะ แต่ได้ผลลัพธ์ระดับโลก

  • วิจัยชี้ ‘เด็กที่จับจังหวะเก่ง’ มักอ่านหนังสือคล่องกว่า (พร้อมเทคนิคฝึกง่ายๆ ที่บ้าน)

    วิจัยชี้ ‘เด็กที่จับจังหวะเก่ง’ มักอ่านหนังสือคล่องกว่า (พร้อมเทคนิคฝึกง่ายๆ ที่บ้าน)

  • Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่
    บทความจากพันธมิตร

    Foremost 100% Cow's Milk คว้ารางวัล Parents' Choice Best UHT 2025 สุดยอดนมในดวงใจพ่อแม่

  • เลี้ยงลูกให้เก่งแบบไม่เครียด! 'ฟินแลนด์โมเดล' เรียนน้อย เล่นเยอะ แต่ได้ผลลัพธ์ระดับโลก

    เลี้ยงลูกให้เก่งแบบไม่เครียด! 'ฟินแลนด์โมเดล' เรียนน้อย เล่นเยอะ แต่ได้ผลลัพธ์ระดับโลก

  • วิจัยชี้ ‘เด็กที่จับจังหวะเก่ง’ มักอ่านหนังสือคล่องกว่า (พร้อมเทคนิคฝึกง่ายๆ ที่บ้าน)

    วิจัยชี้ ‘เด็กที่จับจังหวะเก่ง’ มักอ่านหนังสือคล่องกว่า (พร้อมเทคนิคฝึกง่ายๆ ที่บ้าน)

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว