ทำไมแม่ถึงขี้บ่น? เข้าใจจิตวิทยาแม่ขี้บ่น ด้วย 5 วิธีลดการบ่น โดยไม่ลดความห่วงใย

ทำไมแม่ถึงขี้บ่น? เข้าใจเหตุผลทางจิตวิทยา พร้อมเคสตัวอย่างจริง และวิธีลดการบ่นโดยไม่ลดความห่วงใย เพื่อสร้างสายใยแม่ลูกให้แน่นแฟ้น

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

“แม่ขี้บ่นจัง แม่ลองไม่บ่นสักวันได้ไหม?” ประโยคนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น แม้รู้ว่าความตั้งใจคือการปกป้องลูก แต่บางครั้งเสียงบ่นกลับทำให้ลูกปิดใจและบรรยากาศในบ้านตึงเครียด

งานวิจัยของ American Psychological Association (APA) พบว่าพ่อแม่มักใช้การเตือนหรือบ่นซ้ำ ๆ เฉลี่ยมากกว่า 15 ครั้งต่อวัน โดยเฉพาะในบ้านที่มีลูกเล็ก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น มากขึ้นกว่าที่คิด

 

ทำไมแม่ถึงขี้บ่น

แม่ไม่ได้บ่นเพราะชอบตำหนิ แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังคือความรัก ความห่วงใย และบางครั้งก็มีความเครียดซ่อนอยู่ เสียงบ่นจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่แม่ใช้ดูแลลูก แม้จะไม่รู้ตัวว่ามันอาจทำให้ความสัมพันธ์แม่-ลูกห่างไปทีละนิด 

1. ความรักและความห่วงใย (แต่แสดงออกผิดวิธี)

เหตุผลหลักของ ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือ ความรักและความห่วงใย ตาม Attachment Theory ของ John Bowlby ความผูกพันทำให้แม่มีความต้องการปกป้องลูก การบ่นจึงกลายเป็นสัญญาณเตือน ให้ลูกทำสิ่งที่แม่มองว่าปลอดภัย เช่น บ่นให้ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง เพราะแม่กลัวอุบัติเหตุ

หลายครั้งที่เสียงบ่น คือความพยายามของแม่ที่จะควบคุมสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย แต่ถ้าใช้บ่อยเกินไป เด็กจะโฟกัสที่โทนเสียง ไม่ใช่เนื้อหา

2. ความเครียดและภาระสะสม

อีกเหตุผลของ ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือ ความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสมจากภาระงานบ้านและการดูแลลูก งานวิจัยใน Frontiers in Psychology พบว่าเมื่อพ่อแม่มีภาวะ Parental Burnout จะมีแนวโน้มใช้คำพูดเชิงลบหรือบ่นบ่อยขึ้น

เช่น คุณแม่ทำงานบ้านทั้งวัน พอเห็นลูกทำขนมหก ก็หลุดบ่นออกไป ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้โกรธลูก แต่เป็นเพราะคุณแม่เหนื่อยล้าเกินไป

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

3. การเลียนแบบรูปแบบการเลี้ยงดู 

สำหรับบางคน คำตอบของคำถาม ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือการเลียนแบบจากรุ่นสู่รุ่น หากแม่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ใช้การบ่นและตำหนิเป็นหลัก ก็มีแนวโน้มจะถ่ายทอดพฤติกรรมแบบเดียวกัน

4. สมองและความกังวล

ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น สมองส่วน Amygdala ทำงานมากขึ้นเมื่อแม่รู้สึกกังวล ทำให้แม่เตือนซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าสถานการณ์ปลอดภัย แต่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองส่วน Prefrontal Cortex ที่ควบคุมอารมณ์จะทำงานน้อยลง เสียงบ่นจึงหลุดง่ายขึ้น

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ผลกระทบของการบ่นต่อความสัมพันธ์แม่–ลูก

เสียงบ่นที่ซ้ำทุกวัน อาจทำให้ลูกค่อย ๆ ปิดใจ ลดแรงจูงใจ และจดจำภาพแม่ในมุมลบมากกว่ามุมอุ่นใจ ถ้าไม่ปรับ วิธีสื่อสารอาจกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างหัวใจของแม่กับลูก

1. ลดแรงจูงใจของลูก

งานวิจัยจาก University of Michigan พบว่า การบ่นซ้ำ ๆ ทำให้เด็กลดการตอบสนองเชิงบวก และทำตามเพียงเพื่อเลี่ยงการถูกบ่น ไม่ใช่เพราะเข้าใจเหตุผล

2. ทำให้ลูกปิดใจ

เมื่อแม่บ่นซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิม เด็กมักตีความว่า “แม่ไม่ฟังในสิ่งที่หนูพยายามอธิบาย” หรือ “แม่ไม่เชื่อว่าหนูทำได้” ความรู้สึกนี้ถ้าเกิดซ้ำบ่อย ๆ จะสะสมกลายเป็น Emotional Distance หรือระยะห่างทางอารมณ์

ในมุมจิตวิทยา เด็กทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐานที่จะ รู้สึกว่าตัวเองถูกเข้าใจและได้รับการยอมรับ (Belonging & Acceptance) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Maslow’s Hierarchy of Needs หากความต้องการนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง เด็กอาจเลือก “ปิดใจ” เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกถูกตัดสินหรือตำหนิ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

3. สร้างภาพจำเชิงลบ

ถ้าแม่บ่นบ่อยกว่าให้กำลังใจ เด็กอาจจดจำว่า “แม่ = เสียงบ่น” ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว

ตามหลักจิตวิทยา เด็กเรียนรู้ความปลอดภัยทางอารมณ์จากโทนเสียงและท่าทีของผู้ใหญ่ หากพ่อแม่ใช้โทนเสียงตำหนิหรือประชดบ่อย ๆ เด็กอาจรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะเปิดเผยความรู้สึก ทำให้เด็กเลือกหาคนอื่นที่เขารู้สึกปลอดภัยกว่า เพื่อเล่าปัญหา

 

5 วิธีลดการบ่นโดยไม่ลดความห่วงใย

เลิกบ่นไม่ได้ แต่อาจบ่นให้น้อยลง และสื่อสารด้วยวิธีที่ลูกเปิดใจฟังมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนคำสั่งเป็นคำชวน ตั้งกติกาชัดเจน และดูแลใจของแม่เอง เพื่อให้ความห่วงใยยังส่งถึงลูกได้เต็มที่

1. เปลี่ยน “คำสั่ง” เป็น “คำชวน”

  • จาก “เก็บของเดี๋ยวนี้” เปลี่ยนเป็น “เรามาเก็บของด้วยกันก่อนกินขนมดีไหม”
  • เด็กจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ถูกสั่ง

2. ใช้ Positive Reinforcement

หลักการของ B.F. Skinner ชี้ว่าการชมเมื่อทำดี จะช่วยให้เด็กอยากทำซ้ำมากกว่าการตำหนิ

 

 

3. ตั้งข้อตกลงชัดเจน

การตั้งข้อตกลงชัดเจน เช่น “ถ้าทำการบ้านเสร็จก่อน 6 โมง จะได้ดูการ์ตูน 30 นาที” จะช่วยลดการเตือนซ้ำ ๆ เพราะกติกาชัดเจน

4. ดูแลสุขภาพใจของแม่

แม้จะยุ่งกับการดูแลลูก แม่ก็ต้องเติมพลังให้ตัวเองบ้าง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • เทคนิคหายใจ 4-7-8: สูดลมหายใจเข้าทางจมูก 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออก 8 วินาที ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดความเครียดได้
  • จัดเวลาส่วนตัววันละ 10 นาที: ใช้ทำสิ่งที่ชอบ เช่น จิบกาแฟเงียบ ๆ อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง เพื่อรีเซ็ตอารมณ์ให้พร้อมรับมือกับลูกอย่างใจเย็น

5. งดบ่นลูก 1 วัน

ตัวอย่างเคสจริง คุณแม่อายุ 35 ปี เล่าว่า “เราเคยเป็นคนบ่นเกือบทั้งวัน จนลองทำ ‘No Nag Day’ คือวันไม่บ่นลูกเลย ใช้แต่การชวนและตั้งกติกา ผลคือ ลูกทำตามมากกว่าเดิม และเรารู้สึกสบายใจขึ้น” การเปลี่ยนจากเสียงบ่นเป็นเสียงชวน อาจไม่ได้ง่ายในวันเดียว แต่ถ้าฝึกต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น

 

การบ่นของแม่ไม่ได้เกิดจากความรำคาญ แต่มาจากความรัก ความห่วงใย และความเครียดที่ซ่อนอยู่ การเข้าใจว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือก้าวแรกในการปรับวิธีสื่อสารให้นุ่มนวลขึ้น ความรักนั้นจะไปถึงใจลูกโดยไม่ต้องผ่านเสียงบ่น บางครั้ง สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่เสียงบ่นที่ดังขึ้น แต่เป็นเสียงของความเข้าใจที่ดังพอต่างหากค่ะ

 

ที่มา : APA.org , Simply Psychology , Harvard University , Simply Psychology 

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิจัยชี้! พ่อแม่จู้จี้ (แต่ไม่ขี้บ่น) อาจเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของลูกสาว!

เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 7 เคล็ดลับ ปรับวิธีพูดให้ลูกเชื่อฟัง

ลูกดื้อมาก ไม่เชื่อฟัง ทำไงดี? เทคนิคปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ อย่างเหมาะสม