ในยุคที่แท็บเล็ตและมือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของลูกน้อย ไม่ว่าจะใช้เพื่อการเรียนออนไลน์ ทำการบ้าน หรือพักผ่อนดูการ์ตูน สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือปัญหาสุขภาพที่เรียกว่า Tech Neck Syndrome ค่ะ พ่อแม่หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นลูกบ่นปวดคอ บ่า ไหล่ หรือมีลักษณะเดินห่อไหล่ หัวยื่นไปข้างหน้า ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากปล่อยไว้เรื้อรังอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพและพัฒนาการทางร่างกายของเด็กในระยะยาวได้
Tech Neck Syndrome คืออะไร?
Tech Neck Syndrome (หรือ Text Neck) คือกลุ่มอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังส่วนคอ ที่เกิดจากการก้มศีรษะลงเพื่อมองหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานานเกินไป โดยปกติแล้วศีรษะของคนเรามีน้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม แต่เมื่อเราก้มทำมุม 60 องศาเพื่อมองจอ แรงกดทับที่กระดูกคอจะเพิ่มขึ้นมหาศาลเสมือนมีน้ำหนักกว่า 27 กิโลกรัมมากดทับอยู่! สำหรับเด็กที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต แรงกดทับซ้ำๆ นี้จะทำให้กล้ามเนื้อเสียสมดุลและกระดูกสันหลังผิดรูปได้ค่ะ
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง
อาการปวดคอจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี มักจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย พ่อแม่ควรสังเกตสัญญาณเหล่านี้:
- อาการปวดและตึง: ลูกบ่นปวดบริเวณลำคอ ท้ายทอย หรือสะบักบ่อยๆ หลังเล่นเกมหรือทำการบ้าน
- สรีระเปลี่ยนไป: ไหล่ห่อ ตัวค่อม หรือศีรษะยื่นไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัด
- ปวดหัวเรื้อรัง: มักเกิดจากกล้ามเนื้อคอตึงตัวจนส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวตึ้บๆ บริเวณขมับหรือท้ายทอย
- อาการชาหรืออ่อนแรง: ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการชาลามลงไปที่แขนหรือมือได้
ทำไมเด็กยุคนี้ถึงเสี่ยงมากกว่าเดิม?
ในสมัยก่อน เด็กๆ มักจะนั่งเรียนที่โรงเรียนแล้วกลับมาวิ่งเล่นนอกบ้าน แต่ปัจจุบันพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กตั้งแต่วัยหัดเดินจนถึงวัยรุ่นใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ตั้งแต่แท็บเล็ตสำหรับเรียนไปจนถึงเครื่องเกมคอนโซลในยามว่าง การอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ที่ขาดการเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้ความเสี่ยงต่อ อาการปวดคอจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวค่ะ

5 เคล็ดลับตัดวงจร Tech Neck เพื่อลูกรัก
การจะสั่งให้ลูกเลิกใช้เทคโนโลยีถาวรคงเป็นเรื่องยาก แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกัน อาการปวดคอจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี ได้ดังนี้
- ปรับระดับสายตา: ไม่ว่าจะใช้แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ต ควรวางอุปกรณ์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี เพื่อไม่ให้ลูกต้องก้มคอ หากใช้โน้ตบุ๊ก แนะนำให้หาแท่นวางหรือต่อคีย์บอร์ดแยก เพื่อให้หน้าจอสูงขึ้น
- กฎ 30 นาทีต้องขยับ: กระตุ้นให้ลูกลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุกๆ 30 นาที การเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ จะช่วยลดแรงกดทับของเนื้อเยื่อที่ถูกดึงรั้งจากการก้ม
- จัดมุมทำการบ้านให้ถูกหลัก: เลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับส่วนโค้งของหลัง และโต๊ะที่มีความสูงพอดี ให้ลูกสามารถวางเท้าขนานกับพื้นและแขนวางขนานกับโต๊ะได้
- ยืดกล้ามเนื้อง่ายๆ ระหว่างวัน:
- ท่าเอียงคอ: ค่อยๆ เอียงหูไปหาไหล่ทีละข้าง ค้างไว้ 15 วินาที
- ท่าเปิดอก: ประสานมือด้านหลังแล้วยืดแขนขึ้น เพื่อเปิดช่วงหัวไหล่ที่มักจะห่อเข้า
- ท่าหมุนไหล่: หมุนวนไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อคลายความเครียดสะสม
- จำกัดเวลาหน้าจอ:
- วัยต่ำกว่า 1 ปี: “งดหน้าจอ เน้นสร้างสายใย” สำหรับวัยแบเบาะ ไม่ควรให้ใช้หน้าจอเลยค่ะ ลองเปลี่ยนจากการให้ลูกดูจอ มาเป็นการเล่านิทานหรือร้องเพลงให้ลูกฟังแทน เพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการและสร้างความผูกพันที่ดีต่อกัน
- วัย 1-2 ปี: “เน้นการเล่นและการสื่อสาร” ไม่ควรให้เด็กใช้หน้าจอ ข้อยกเว้น สำหรับเด็กวัย 2 ปี หากจำเป็นต้องใช้หน้าจอ ไม่ควรเกิน 60 นาทีต่อวัน
- วัย 3-4 ปี: “เสริมทักษะผ่านการเล่นที่ซับซ้อน” ไม่ควรใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเกิน 60 นาทีต่อวัน
- วัย 5 ปีขึ้นไป: “ค้นหาความชอบผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย” ใช้หน้าจอได้ ไม่เกิน 120 นาทีต่อวัน
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพ?
หากลองปรับพฤติกรรมแล้วลูกยังมีอาการปวดเรื้อรัง การปรึกษานักกายภาพบำบัดเป็นทางออกที่ดีค่ะ ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินโครงสร้างสรีระ ออกกำลังกายเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและหลัง รวมถึงใช้เทคนิคการรักษาเพื่อลดความปวดและแก้ไขท่าทางให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง
การป้องกัน Tech Neck เริ่มต้นได้ที่บ้าน เพียงแค่ปรับท่านั่ง และใส่ใจเรื่องเวลาหน้าจอ เราก็ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างสมาร์ท สุขภาพดี ไกลห่างจากปัญหาด้านบุคลิกภาพและพัฒนาการทางร่างกายได้แล้วค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
คลิปสั้น…แต่ปัญหายาว! ทำไม การไถหน้าจอก่อนนอน ถึงทำลายสมอง และคุณภาพการนอนของลูกน้อย?
พัฒนาการเด็ก Gen Alpha – Beta เสี่ยงล่าช้า พ่วงภาวะ “ออทิสติกเทียม” เพราะหน้าจอทำพิษ
ลูกพร้อมจะมีมือถือหรือยัง? ผู้เชี่ยวชาญแนะ เช็กลิสต์ 5 ข้อ พ่อแม่ต้องดูอะไรบ้าง?
ที่มา : North West Phisiotherypy , The Royal Orthopaedic Hospital , คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!