หมอเตือน 5 โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น และแนวทางป้องกันไม่ให้ลูกป่วย

หมอเตือน 5 โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น ในช่วงฤดูฝน! สรุปคู่มือพ่อแม่รู้ทัน 5 โรคร้าย พร้อมแนวทางป้องกันเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านมักกังวลใจเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพของลูกน้อยและคนในครอบครัว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความชื้นสัมพัทธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มักเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เชื้อโรคนานาชนิดแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ซึ่งในชีวิตประจำวัน เรามักคิดเพียงแค่ว่าฝนตกอาจทำให้ลูกเป็นหวัด ตัวร้อน หรือน้ำมูกไหลธรรมดาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น ในช่วงฤดูนี้มีอันตรายมากกว่าที่คิด และบางโรคหากชะล่าใจอาจลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

ล่าสุด “หมอเจด” หรือ นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กหมอเจดได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และทุกครอบครัวเพิ่มความระมัดระวัง โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น ที่มักจะระบาดหนักในช่วงฝนตกต่อเนื่อง โดยคุณหมอชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมช่วงหน้าฝนทั้งความชื้น การที่คนต้องอยู่อาศัยรวมกันในพื้นที่ปิด น้ำขังตามภาชนะรอบบ้าน ตลอดจนดินและน้ำที่อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน ล้วนเป็นปัจจัยเร่งชั้นดีที่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต

วันนี้ theAsianparent จึงได้นำคำเตือนจากคุณหมอ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพิ่มเติมด้วยข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณแม่ทุกคนได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกต้องและทันท่วงทีค่ะ

ทำไมสภาพอากาศชื้นในฤดูฝน ถึงทำให้โรคแพร่กระจายได้ง่าย?

ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สภาพอากาศชื้นและอุณหภูมิที่ลดลงในฤดูฝน ส่งผลโดยตรงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในหลายมิติ

  1. เชื้อไวรัสและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี: ความชื้นสูงในอากาศช่วยยืดอายุการมีชีวิตของไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดในสิ่งแวดล้อม
  2. การรวมตัวในพื้นที่ปิด: เมื่อฝนตก ผู้คนรวมถึงเด็กๆ มักจะเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและมารวมตัวกันในห้องปิดหรือสถานที่แออัด ทำให้ละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของร่วมกันแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น
  3. แหล่งน้ำขังรอบบ้าน: น้ำฝนที่ตกสะสมตามภาชนะ เศษขยะ ยางรถยนต์ หรือถาดรองกระถางต้นไม้ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี
  4. การปนเปื้อนในดินและน้ำ: น้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายมักชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากปัสสาวะสัตว์หรือเชื้อในดินขึ้นมาปนเปื้อน

5 โรคยอดฮิตที่มาพร้อมอากาศชื้น

 

1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) 

ไข้สูง ปวดเมื่อยหนัก อย่าเหมารวมว่าเป็นหวัดธรรมดา

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

หมอเจดเน้นย้ำว่า หน้าฝนเป็นช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน

  • อาการที่ต้องสังเกต: อาการมักจะรุนแรงและเกิดขึ้นเฉียบพลันกว่าโรคไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้สูงหนาวสั่น (39–40 องศาเซลเซียส) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายอย่างหนัก ปวดศีรษะ ไอแห้ง เจ็บคอ และอ่อนเพลียจนบางรายแทบไม่อยากลุกจากเตียง
  • กลุ่มที่น่าเป็นห่วง: แม้คนวัยทำงานที่แข็งแรงอาจค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง แต่สำหรับ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน หรือโรคไต) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจนหายใจล้มเหลว
  • ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: หากคนในบ้านเริ่มมีอาการไอหรือจาม ต้องสวมหน้ากากอนามัย งดใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ที่สำคัญคือถ้าป่วยควรหยุดพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ฝืนไปทำงานหรือส่งลูกไปโรงเรียน เพราะอาจนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อ หมอเจดยังแนะนำเพิ่มเติมว่า หากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ควรพิจารณาพาคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ไปรับวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน

2. โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

ยุงตัวเดียว เรื่องอาจไม่เล็กอย่างที่คิด

เมื่อฝนตกต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาอย่างรวดเร็วคือปริมาณน้ำขังตามถาดรองกระถางต้นไม้ ถังน้ำหลังบ้าน ยางรถยนต์เก่า หรือฝาขวดเล็กๆ ซึ่งยุงลายต้องการน้ำขังเพียงนิดเดียวก็สามารถวางไข่และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

  • อาการที่ต้องสังเกต: เริ่มต้นด้วยไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  • จุดวิกฤตที่ต้องระวังที่สุด: หมอเจดเตือนว่า ข้อควรระวังสำคัญของไข้เลือดออกคือ “ช่วงที่ไข้เริ่มลดลง” เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าหายแล้ว แต่แท้จริงแล้วช่วงไข้ลดลงอาจเป็นช่วงเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Dengue Shock Syndrome) หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง ซึม มือเท้าเย็น มีเลือดออกผิดปกติ (เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน) หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: การป้องกันไข้เลือดออกไม่ได้เริ่มที่โรงพยาบาล แต่เริ่มที่หลังบ้านเราเอง เพียงเสียเวลาสัปดาห์ละ 10 นาที สำรวจรอบบ้าน เทน้ำขังทิ้ง ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และทายากันยุงเพื่อป้องกันยุงกัด ซึ่งตรงกับมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

3. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

ลุยน้ำขังกลับบ้าน แล้วมีไข้ปวดน่อง อย่าชะล่าใจ

หลายคนเข้าใจว่า “โรคฉี่หนู” เกิดจากหนูเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สัตว์หลายชนิด เช่น วัว ควาย หมู และสุนัข สามารถปล่อยเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ออกมากับปัสสาวะและปนเปื้อนอยู่ในดินหรือน้ำขังได้ ช่วงฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขัง ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะเราอาจเดินลุยน้ำที่ปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว เชื้อสามารถไชเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่แช่น้ำเปื่อยเป็นเวลานาน

  • อาการที่ต้องสังเกต: อาการเด่นที่คุณหมอเจดเน้นย้ำให้จำไว้คือ “ไข้สูง ร่วมกับ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่องและข้อเท้า” บางรายอาจมีอาการตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อระบบตับและไต จนเกิดภาวะตับวาย ไตวาย หรือเสียชีวิตได้
  • ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำขัง ควรสวมรองเท้าบูทยางเพื่อป้องกัน โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผลที่เท้า และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วต้องรีบอาบน้ำฟอกสบู่ทำความสะอาดร่างกายทันที อย่าคิดว่า “แค่ลุยน้ำหน้าปากซอยคงไม่เป็นไร” เพราะเชื้อโรคไม่ได้เลือกสถานที่ค่ะ

4. โรคมือ เท้า ปาก (HFMD)

บ้านที่มีเด็กเล็กต้องจับตาเป็นพิเศษ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยอนุบาลหรือเด็กเล็กต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เพราะ โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) เจอได้บ่อยมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus (เช่น Coxsackievirus) ซึ่งติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ ตลอดจนของเล่นและสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ

  • อาการที่ต้องสังเกต: เด็กจะมีไข้ เบื่ออาหาร เจ็บปาก ไม่อยากกินอาหารหรือนม มีตุ่มน้ำใสหรือแผลร้อนในในปาก และมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น
  • พฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก: เด็กเล็กมักมีธรรมชาติชอบหยิบจับของเล่น สัมผัสสิ่งแวดล้อม แล้วเอามือเข้าปาก หรือส่งของเล่นชิ้นเดียวกันต่อให้เพื่อน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายในโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้อย่างรวดเร็ว
  • สัญญาณอันตราย: หมอเจดเตือนว่า หากลูกมีแผลในปากจนกินน้ำไม่ได้ มีอาการซึมลง หายใจหอบเหนื่อย อาเจียนมาก หรือมีอาการทางระบบประสาท (เช่น สะดุ้งผวา แขนขาอ่อนแรง ชัก) ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • แนวทางป้องกัน: ฝึกให้ลูกล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านอย่างสม่ำเสมอ หากลูกป่วยควรให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายดี เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กคนอื่น

 

5. โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยด์ (Melioidosis)

ผู้ป่วยเบาหวานและโรคเรื้อรังต้องระวัง

โรคนี้คนทั่วไปอาจไม่คุ้นหูเท่าไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่หมอเจดเน้นย้ำว่าเป็นโรคที่ต้องรู้จักไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสดิน น้ำ หรือทำงานกลางแจ้ง โรคไข้ดิน หรือ เมลิออยโดสิส (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การสัมผัสน้ำหรือดินปนเปื้อน หรือการสูดละอองฝุ่นดินที่มีเชื้อ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • กลุ่มเสี่ยงรุนแรง:
    • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ไม่ดีเท่าคนปกติ
    • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
    • เกษตรกร ผู้ทำสวน หรือผู้ที่ชอบทำกิจกรรมลุยดินลุยโคลนด้วยเท้าเปล่า
  • อาการที่ต้องสังเกต: อาการของโรคไข้ดินมีความหลากหลายและไม่จำเพาะ บางรายมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก คล้ายปอดอักเสบ บางรายเกิดฝีหนองตามผิวหนังหรืออวัยวะภายใน และในกรณีรุนแรง เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที
  • คำแนะนำจากหมอเจด: หากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน แล้วต้องทำสวน ทำนา หรือสัมผัสดินน้ำในช่วงหน้าฝน หากมีแผลควรปิดแผลให้มิดชิด สวมรองเท้าบูทยางและถุงมือป้องกัน และเมื่อเสร็จงานให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที

สรุปคู่มือรับมือหน้าฝน: จำง่าย ป้องกันได้ตรงจุด

เพื่อรับมือกับ โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น หมอเจดได้สรุปหลักคิดง่ายๆ ให้ทุกครอบครัวนำไปปฏิบัติตามดังนี้ค่ะ:

  1. ไอ จาม มีไข้: สังเกตอาการทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และหยุดพักรักษาตัว ไม่ฝืนออกไปแพร่เชื้อ
  2. มีน้ำขังรอบบ้าน: เทน้ำทิ้ง ปิดฝาภาชนะ กำจัดขยะ เพื่อตัดวงจรยุงลาย พาหะไข้เลือดออก
  3. ต้องลุยน้ำหรือโคลน: สวมรองเท้าบูท ปิดบาดแผลให้มิดชิด และรีบอาบน้ำฟอกสบู่หลังสัมผัสน้ำและดิน
  4. บ้านที่มีเด็กเล็ก: เน้นการล้างมือบ่อยๆ และทำความสะอาดของเล่น สิ่งของส่วนรวมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  5. ผู้มีโรคประจำตัว (โดยเฉพาะเบาหวาน): หากมีไข้สูง หรืออาการป่วยหนักผิดปกติ อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคมือเท้าปาก 2569 ป่วยแล้วกว่า 16,000 ราย พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร

ระวัง! ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา เด็กเล็กป่วยหลายราย อาการคล้ายไข้หวัด

ยาลดไข้เด็กกินกี่ cc วิธีคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวลูกน้อย

แหล่งอ้างอิง

 

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา