เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านมักกังวลใจเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพของลูกน้อยและคนในครอบครัว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความชื้นสัมพัทธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มักเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เชื้อโรคนานาชนิดแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ซึ่งในชีวิตประจำวัน เรามักคิดเพียงแค่ว่าฝนตกอาจทำให้ลูกเป็นหวัด ตัวร้อน หรือน้ำมูกไหลธรรมดาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น ในช่วงฤดูนี้มีอันตรายมากกว่าที่คิด และบางโรคหากชะล่าใจอาจลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ
ล่าสุด “หมอเจด” หรือ นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กหมอเจดได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และทุกครอบครัวเพิ่มความระมัดระวัง โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น ที่มักจะระบาดหนักในช่วงฝนตกต่อเนื่อง โดยคุณหมอชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมช่วงหน้าฝนทั้งความชื้น การที่คนต้องอยู่อาศัยรวมกันในพื้นที่ปิด น้ำขังตามภาชนะรอบบ้าน ตลอดจนดินและน้ำที่อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน ล้วนเป็นปัจจัยเร่งชั้นดีที่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต
วันนี้ theAsianparent จึงได้นำคำเตือนจากคุณหมอ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพิ่มเติมด้วยข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณแม่ทุกคนได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกต้องและทันท่วงทีค่ะ
สารบัญ
ทำไมสภาพอากาศชื้นในฤดูฝน ถึงทำให้โรคแพร่กระจายได้ง่าย?
ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สภาพอากาศชื้นและอุณหภูมิที่ลดลงในฤดูฝน ส่งผลโดยตรงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในหลายมิติ
- เชื้อไวรัสและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี: ความชื้นสูงในอากาศช่วยยืดอายุการมีชีวิตของไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดในสิ่งแวดล้อม
- การรวมตัวในพื้นที่ปิด: เมื่อฝนตก ผู้คนรวมถึงเด็กๆ มักจะเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและมารวมตัวกันในห้องปิดหรือสถานที่แออัด ทำให้ละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของร่วมกันแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น
- แหล่งน้ำขังรอบบ้าน: น้ำฝนที่ตกสะสมตามภาชนะ เศษขยะ ยางรถยนต์ หรือถาดรองกระถางต้นไม้ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี
- การปนเปื้อนในดินและน้ำ: น้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายมักชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากปัสสาวะสัตว์หรือเชื้อในดินขึ้นมาปนเปื้อน
5 โรคยอดฮิตที่มาพร้อมอากาศชื้น
1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
ไข้สูง ปวดเมื่อยหนัก อย่าเหมารวมว่าเป็นหวัดธรรมดา
หมอเจดเน้นย้ำว่า หน้าฝนเป็นช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน
- อาการที่ต้องสังเกต: อาการมักจะรุนแรงและเกิดขึ้นเฉียบพลันกว่าโรคไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้สูงหนาวสั่น (39–40 องศาเซลเซียส) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายอย่างหนัก ปวดศีรษะ ไอแห้ง เจ็บคอ และอ่อนเพลียจนบางรายแทบไม่อยากลุกจากเตียง
- กลุ่มที่น่าเป็นห่วง: แม้คนวัยทำงานที่แข็งแรงอาจค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง แต่สำหรับ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน หรือโรคไต) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจนหายใจล้มเหลว
- ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: หากคนในบ้านเริ่มมีอาการไอหรือจาม ต้องสวมหน้ากากอนามัย งดใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ที่สำคัญคือถ้าป่วยควรหยุดพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ฝืนไปทำงานหรือส่งลูกไปโรงเรียน เพราะอาจนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อ หมอเจดยังแนะนำเพิ่มเติมว่า หากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ควรพิจารณาพาคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ไปรับวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน
2. โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)
ยุงตัวเดียว เรื่องอาจไม่เล็กอย่างที่คิด
เมื่อฝนตกต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาอย่างรวดเร็วคือปริมาณน้ำขังตามถาดรองกระถางต้นไม้ ถังน้ำหลังบ้าน ยางรถยนต์เก่า หรือฝาขวดเล็กๆ ซึ่งยุงลายต้องการน้ำขังเพียงนิดเดียวก็สามารถวางไข่และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
- อาการที่ต้องสังเกต: เริ่มต้นด้วยไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
- จุดวิกฤตที่ต้องระวังที่สุด: หมอเจดเตือนว่า ข้อควรระวังสำคัญของไข้เลือดออกคือ “ช่วงที่ไข้เริ่มลดลง” เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าหายแล้ว แต่แท้จริงแล้วช่วงไข้ลดลงอาจเป็นช่วงเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Dengue Shock Syndrome) หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง ซึม มือเท้าเย็น มีเลือดออกผิดปกติ (เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน) หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
- ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: การป้องกันไข้เลือดออกไม่ได้เริ่มที่โรงพยาบาล แต่เริ่มที่หลังบ้านเราเอง เพียงเสียเวลาสัปดาห์ละ 10 นาที สำรวจรอบบ้าน เทน้ำขังทิ้ง ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และทายากันยุงเพื่อป้องกันยุงกัด ซึ่งตรงกับมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
3. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
ลุยน้ำขังกลับบ้าน แล้วมีไข้ปวดน่อง อย่าชะล่าใจ
หลายคนเข้าใจว่า “โรคฉี่หนู” เกิดจากหนูเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สัตว์หลายชนิด เช่น วัว ควาย หมู และสุนัข สามารถปล่อยเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ออกมากับปัสสาวะและปนเปื้อนอยู่ในดินหรือน้ำขังได้ ช่วงฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขัง ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะเราอาจเดินลุยน้ำที่ปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว เชื้อสามารถไชเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่แช่น้ำเปื่อยเป็นเวลานาน
- อาการที่ต้องสังเกต: อาการเด่นที่คุณหมอเจดเน้นย้ำให้จำไว้คือ “ไข้สูง ร่วมกับ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่องและข้อเท้า” บางรายอาจมีอาการตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อระบบตับและไต จนเกิดภาวะตับวาย ไตวาย หรือเสียชีวิตได้
- ข้อคิดและคำแนะนำจากหมอเจด: หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำขัง ควรสวมรองเท้าบูทยางเพื่อป้องกัน โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผลที่เท้า และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วต้องรีบอาบน้ำฟอกสบู่ทำความสะอาดร่างกายทันที อย่าคิดว่า “แค่ลุยน้ำหน้าปากซอยคงไม่เป็นไร” เพราะเชื้อโรคไม่ได้เลือกสถานที่ค่ะ
4. โรคมือ เท้า ปาก (HFMD)
บ้านที่มีเด็กเล็กต้องจับตาเป็นพิเศษ
คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยอนุบาลหรือเด็กเล็กต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เพราะ โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) เจอได้บ่อยมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus (เช่น Coxsackievirus) ซึ่งติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ ตลอดจนของเล่นและสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
- อาการที่ต้องสังเกต: เด็กจะมีไข้ เบื่ออาหาร เจ็บปาก ไม่อยากกินอาหารหรือนม มีตุ่มน้ำใสหรือแผลร้อนในในปาก และมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น
- พฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก: เด็กเล็กมักมีธรรมชาติชอบหยิบจับของเล่น สัมผัสสิ่งแวดล้อม แล้วเอามือเข้าปาก หรือส่งของเล่นชิ้นเดียวกันต่อให้เพื่อน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายในโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้อย่างรวดเร็ว
- สัญญาณอันตราย: หมอเจดเตือนว่า หากลูกมีแผลในปากจนกินน้ำไม่ได้ มีอาการซึมลง หายใจหอบเหนื่อย อาเจียนมาก หรือมีอาการทางระบบประสาท (เช่น สะดุ้งผวา แขนขาอ่อนแรง ชัก) ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
- แนวทางป้องกัน: ฝึกให้ลูกล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านอย่างสม่ำเสมอ หากลูกป่วยควรให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายดี เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กคนอื่น
5. โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยด์ (Melioidosis)
ผู้ป่วยเบาหวานและโรคเรื้อรังต้องระวัง
โรคนี้คนทั่วไปอาจไม่คุ้นหูเท่าไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่หมอเจดเน้นย้ำว่าเป็นโรคที่ต้องรู้จักไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสดิน น้ำ หรือทำงานกลางแจ้ง โรคไข้ดิน หรือ เมลิออยโดสิส (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การสัมผัสน้ำหรือดินปนเปื้อน หรือการสูดละอองฝุ่นดินที่มีเชื้อ
- กลุ่มเสี่ยงรุนแรง:
-
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ไม่ดีเท่าคนปกติ
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
- เกษตรกร ผู้ทำสวน หรือผู้ที่ชอบทำกิจกรรมลุยดินลุยโคลนด้วยเท้าเปล่า
- อาการที่ต้องสังเกต: อาการของโรคไข้ดินมีความหลากหลายและไม่จำเพาะ บางรายมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก คล้ายปอดอักเสบ บางรายเกิดฝีหนองตามผิวหนังหรืออวัยวะภายใน และในกรณีรุนแรง เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที
- คำแนะนำจากหมอเจด: หากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน แล้วต้องทำสวน ทำนา หรือสัมผัสดินน้ำในช่วงหน้าฝน หากมีแผลควรปิดแผลให้มิดชิด สวมรองเท้าบูทยางและถุงมือป้องกัน และเมื่อเสร็จงานให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที
สรุปคู่มือรับมือหน้าฝน: จำง่าย ป้องกันได้ตรงจุด
เพื่อรับมือกับ โรคที่มาพร้อมอากาศชื้น หมอเจดได้สรุปหลักคิดง่ายๆ ให้ทุกครอบครัวนำไปปฏิบัติตามดังนี้ค่ะ:
- ไอ จาม มีไข้: สังเกตอาการทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และหยุดพักรักษาตัว ไม่ฝืนออกไปแพร่เชื้อ
- มีน้ำขังรอบบ้าน: เทน้ำทิ้ง ปิดฝาภาชนะ กำจัดขยะ เพื่อตัดวงจรยุงลาย พาหะไข้เลือดออก
- ต้องลุยน้ำหรือโคลน: สวมรองเท้าบูท ปิดบาดแผลให้มิดชิด และรีบอาบน้ำฟอกสบู่หลังสัมผัสน้ำและดิน
- บ้านที่มีเด็กเล็ก: เน้นการล้างมือบ่อยๆ และทำความสะอาดของเล่น สิ่งของส่วนรวมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- ผู้มีโรคประจำตัว (โดยเฉพาะเบาหวาน): หากมีไข้สูง หรืออาการป่วยหนักผิดปกติ อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
โรคมือเท้าปาก 2569 ป่วยแล้วกว่า 16,000 ราย พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร
ระวัง! ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา เด็กเล็กป่วยหลายราย อาการคล้ายไข้หวัด
ยาลดไข้เด็กกินกี่ cc วิธีคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวลูกน้อย
แหล่งอ้างอิง
- “หมอเจด” เตือน 5 โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมอากาศชื้น!, Facebook หมอเจด
- กรมควบคุมโรค เตือนฤดูฝน เฝ้าระวัง 9 โรคติดต่อ 3 ภัยสุขภาพที่พบบ่อย พร้อมแนะวิธีป้องกัน, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- ลุยน้ำย่ำโคลน ระวังโรคเมลิออยด์ (โรคไข้ดิน), ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- สคร.6 ชลบุรี เตือนประชาชนดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน สัญญาณเตือน “โรคฉี่หนู”, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- 5 โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่มากับหน้าฝน, โรงพยาบาลกรุงเทพ
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569