พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ เลี้ยงลูกแบบไหน? สูตร (ไม่) ลับ ที่นักวิจัยค้นพบ

ถอดรหัสวิธีคิด กิจวัตร และคุณสมบัติของ พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ ที่นักวิจัยค้นพบว่าช่วยสร้างอนาคตที่สดใสให้ลูก

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ในใจของพ่อแม่ทุกคน ย่อมมีความปรารถนาเดียวกันคืออยากเห็นลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีความสุข และเป็นคนดีของสังคม คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นในใจเสมอว่า “เราจะเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ และมีความสุขอย่างที่หวังได้อย่างไร?” พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ เป็นแบบไหน?

หลายคนอาจคิดว่าความสำเร็จของเด็กขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด โรงเรียนชั้นนำ หรือโอกาสทางสังคมเท่านั้น แต่ข้อมูลจากงานวิจัยและทฤษฎีด้านพัฒนาการเด็กมากมายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของลูกมากที่สุด หาใช่สิ่งอื่นไกล แต่คือ “รูปแบบการเลี้ยงดู” และ “สภาพแวดล้อมภายในบ้าน” นั่นเองค่ะ

พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ เป็นแบบไหน?

บทความนี้จะพาคุณแม่ไปถอดรหัสลับที่ไม่ลับของครอบครัวที่สามารถ เลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้อาศัยเพียงความรักอย่างเดียว แต่ใช้ “ความเข้าใจ” บนพื้นฐานของหลักจิตวิทยาและงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อเป็นแนวทางให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ และสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของลูกรักได้

 

“Mindset” ของพ่อแม่: รากฐานที่มองไม่เห็นแต่แข็งแกร่งที่สุด

ก่อนจะไปถึงการกระทำหรือเทคนิคต่างๆ ของ พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “วิธีคิด” หรือ “Mindset” ของพ่อแม่ เพราะมันคือต้นน้ำที่กำหนดทุกการกระทำและคำพูดที่เรามีต่อลูก

1. สมดุลที่สมบูรณ์แบบ: รูปแบบการเลี้ยงดูแบบ “เอาใจใส่และมีเหตุผล”

ในช่วงทศวรรษ 1960 ไดอานา เบาม์รินด์ (Diana Baumrind) นักจิตวิทยาคลินิกและพัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการศึกษาวิจัยและจำแนกรูปแบบการเลี้ยงดู (Parenting Styles) ออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ซึ่งรูปแบบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าส่งผลดีต่อเด็กมากที่สุดคือ “Authoritative Parenting” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่และมีเหตุผล”

พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ มักจะสร้างสมดุลระหว่าง 2 มิติที่สำคัญ คือ:

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • ความคาดหวังที่สูงแต่สมเหตุสมผล: พ่อแม่จะตั้งมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เหมาะสมกับวัยและความสามารถของลูก พวกเขามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยจาก University of California, Los Angeles (UCLA) ที่ติดตามนักเรียนกว่า 10 ปี พบว่า ความคาดหวังของพ่อแม่ เป็นตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดในการทำนายความสำเร็จทางการศึกษาของลูก แม้จะควบคุมปัจจัยด้านรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม เมื่อพ่อแม่เชื่อว่าลูกสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ ลูกก็จะซึมซับความเชื่อนั้นและผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมาย
  • การตอบสนองที่อบอุ่นและสนับสนุน: ความคาดหวังที่สูงจะไร้ความหมายหากขาดซึ่งความรักและความเข้าใจ พ่อแม่กลุ่มนี้จะให้การสนับสนุนทางอารมณ์อย่างเต็มที่ สื่อสารด้วยเหตุผล รับฟังความคิดเห็นของลูก และให้เกียรติในการตัดสินใจ พวกเขาพร้อมจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ลูกเสมอเมื่อเผชิญกับปัญหา

ในทางตรงกันข้าม รูปแบบอื่นๆ มักสร้างผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์

  • แบบเข้มงวดกวดขัน (Authoritarian): คาดหวังสูงแต่ไม่สนับสนุนทางอารมณ์ (เหมือนเผด็จการ) เด็กอาจเรียนดี แต่จะขาดความคิดสร้างสรรค์ ทักษะทางสังคมต่ำ และมีความนับถือตนเองต่ำ
  • แบบตามใจ (Permissive): สนับสนุนสูงแต่ไม่มีกฎเกณฑ์หรือความคาดหวัง (เหมือนเพื่อนเล่น) เด็กมักจะขาดการควบคุมตนเอง มีปัญหาในการเผชิญหน้ากับความผิดหวัง และมีแนวโน้มที่จะมีผลการเรียนต่ำ
  • แบบละเลย (Uninvolved/Neglectful): ไม่คาดหวังและไม่สนับสนุน (เหมือนปล่อยทิ้ง) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ส่งผลเสียต่อเด็กในทุกมิติมากที่สุด

 

2. สอนให้ล้มเป็นและลุกให้ไว: พลังของ “Growth Mindset”

ดร.แครอล ดเว็ค (Dr. Carol Dweck) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำเสนอทฤษฎี “Growth Mindset” ที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องความสำเร็จไปอย่างสิ้นเชิง ดเว็คค้นพบว่าคนเรามีกรอบความคิดต่อความสามารถของตนเอง 2 แบบ:

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • Fixed Mindset: เชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถเป็นสิ่งตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คนกลุ่มนี้จะกลัวความล้มเหลว เพราะมองว่ามันคือเครื่องพิสูจน์ว่าตนเอง “ไม่เก่ง”
  • Growth Mindset: เชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม และการฝึกฝน คนกลุ่มนี้จะมองความท้าทายว่าเป็น “โอกาส” และมองความล้มเหลวว่าเป็น “บทเรียน”

พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ มักจะปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว พวกเขาจะ:

  • ชื่นชมที่ “ความพยายาม” ไม่ใช่ที่ “ความฉลาด”: แทนที่จะพูดว่า “หนูเก่งจังเลย” พวกเขาจะพูดว่า “พ่อเห็นเลยว่าลูกพยายามหนักมากกับโจทย์ข้อนี้ เยี่ยมไปเลย” การทำเช่นนี้สอนให้เด็กเห็นคุณค่าของกระบวนการและความพยายาม มากกว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
  • เปิดโอกาสให้ลูกเผชิญความผิดพลาด: พวกเขาเข้าใจดีว่าการปกป้องลูกจากความล้มเหลวทุกอย่าง คือการพรากโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต (Resilience) การปล่อยให้ลูกทำการบ้านผิดบ้าง หรือแพ้ในการแข่งขันบ้าง คือวัคซีนชั้นดีที่ทำให้ลูกแข็งแกร่งขึ้น

3. ฝึกทักษะชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ

ความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่เกรดเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Skills)

  • ความรับผิดชอบผ่านงานบ้าน: Julie Lythcott-Haims, อดีตคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และผู้เขียนหนังสือ “How to Raise an Adult” ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน TED Talk ที่โด่งดังว่า หนึ่งในปัจจัยทำนายความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ “การเริ่มทำงานบ้านตั้งแต่เด็ก” เพราะมันสอนให้เด็กรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ การทำงานเพื่อส่วนรวม และตระหนักว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การทำเพื่อตัวเอง
  • การอดทนรอคอย (Delayed Gratification): การทดลองมาร์ชเมลโลว์ (The Marshmallow Test) ของ วอลเตอร์ มิสเชล (Walter Mischel) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในช่วงทศวรรษ 1960-70 คือการศึกษาในตำนานที่แสดงให้เห็นว่า เด็กที่สามารถอดทนรอคอยเพื่อรางวัลที่ใหญ่กว่าได้ (ไม่กินมาร์ชเมลโลว์ 1 ชิ้นตรงหน้า เพื่อรอรับ 2 ชิ้นในอีก 15 นาที) มีแนวโน้มที่จะมีผลการเรียนดีกว่า มีคะแนนสอบ SAT สูงกว่า และจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าในอีก 20 ปีต่อมา พ่อแม่สามารถฝึกทักษะนี้ได้โดยไม่ตามใจลูกในทันที สอนให้เด็กรู้จักการรอคอย การเก็บออม และการวางแผนเพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

“กิจวัตร” ประจำวัน: การกระทำเล็กๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่

 Mindset ที่ดีจะถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำและกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ นี่คือสิ่งที่ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จทำเป็นประจำ

1. สร้าง “เวลาคุณภาพ” ผ่านกิจกรรมง่ายๆ ที่ทรงพลัง

  • อ่านหนังสือด้วยกัน: งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics ที่วิเคราะห์ข้อมูลเด็กกว่า 4,000 คน พบว่า เด็กที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำตั้งแต่วัยเยาว์ จะมีพัฒนาการด้านภาษา การอ่านเขียน (Literacy) และการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างจินตนาการสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การอ่านหนังสือไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูก
  • ทานอาหารเย็นพร้อมหน้า: The Family Dinner Project โดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ได้รวบรวมงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์มหาศาลของการทานอาหารเย็นร่วมกันในครอบครัว เด็กที่ทานข้าวกับครอบครัวเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีคำศัพท์ในคลังสมองมากกว่า มีผลการเรียนดีกว่า มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด และโรคอ้วนน้อยกว่า โต๊ะอาหารคือพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา สอนมารยาท และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

2. เปิดโลกกว้างผ่านประสบการณ์จริง

  • สนับสนุนในสิ่งที่ลูกรัก: พ่อแม่ที่ เลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ จะไม่พยายามยัดเยียดความฝันของตนเองให้กับลูก แต่จะสังเกตและสนับสนุนในสิ่งที่ลูกมีความหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา การเขียนโค้ด หรือศิลปะ เมื่อเด็กได้ทำในสิ่งที่รัก เขาจะเรียนรู้การทุ่มเท การมีวินัย และการพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข
  • การเดินทางท่องเที่ยว: งานวิจัยโดย Student & Youth Travel Association (SYTA) พบว่า เด็กที่ได้เดินทางท่องเที่ยวจะมีระดับความอดทนต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูงขึ้น มีความมั่นใจในตนเอง กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และมีผลการเรียนดีขึ้น การเดินทางคือการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีที่สุด ช่วยเปิดมุมมองให้กว้างไกลและเข้าใจโลกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3. กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น

  • จำกัดเวลาหน้าจอ (Screen Time): สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) แนะนำให้มีการจำกัดเวลาหน้าจออย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการใช้เวลากับสื่อดิจิทัลมากเกินไปสัมพันธ์กับปัญหาการนอนหลับ โรคอ้วน และพัฒนาการทางสมองที่ช้าลง พ่อแม่ที่ใส่ใจจะสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและจัดสรรพื้นที่ปลอดสื่อ เช่น บนโต๊ะอาหารและในห้องนอน เพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้า

 

“คุณสมบัติ” ของพ่อแม่: ต้นแบบที่ดีคือคำสอนที่ดีที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว เด็กเรียนรู้จากการ “ดู” มากกว่าการ “ฟัง” คุณสมบัติและพฤติกรรมของ พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของลูก

1. บทบาทของพ่อและแม่ที่สมดุล

  • พ่อที่อบอุ่นและมีส่วนร่วม (Involved Father): งานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การมีส่วนร่วมของพ่อส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อพัฒนาการของลูก งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Family Psychology พบว่า ความอบอุ่นและการเห็นคุณค่าในตนเองของพ่อ  เป็นปัจจัยที่ทำนายสุขภาวะทางอารมณ์และผลการเรียนของลูกได้ดีที่สุด เด็กที่มีพ่อใกล้ชิดจะมีปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมน้อยลง
  • แม่ที่ทำงานนอกบ้าน (Working Mother): งานวิจัยจาก Harvard Business School ที่สำรวจผู้คนกว่า 100,000 คนใน 29 ประเทศ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ลูกสาวที่เติบโตมากับแม่ที่ทำงานนอกบ้าน มีแนวโน้มที่จะมีการศึกษาสูงกว่า ได้รับตำแหน่งงานในระดับบริหาร และมีรายได้สูงกว่าลูกสาวของแม่ที่เป็นแม่ฟูลไทม์ถึง 23% ในขณะที่ลูกชายมีแนวโน้มที่จะช่วยทำงานบ้านและใช้เวลาดูแลสมาชิกในครอบครัวมากขึ้นเมื่อโตขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นต้นแบบที่ทลายกรอบความคิดเรื่องเพศ (Gender Stereotypes)

2. วุฒิภาวะทางอารมณ์สูง จัดการความเครียดได้ดี

ความเครียดเป็นโรคติดต่อทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง งานวิจัยที่เรียกว่า Emotional Contagion แสดงให้เห็นว่าอารมณ์สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ พ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวล และจัดการอารมณ์ของตนเองไม่ได้ จะส่งต่อพลังงานลบเหล่านี้ไปยังลูก ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัยและมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ติดขัด ในทางกลับกัน พ่อแม่ที่สงบ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และสามารถรับมือกับความกดดันได้ดี จะเป็นเหมือนสมอเรือที่มั่นคงให้ลูกได้ยึดเหนี่ยวและเติบโตอย่างมีสุขภาพจิตที่ดี

3. ส่งต่อ “แรงบันดาลใจ” ไม่ใช่แค่ “สถานะทางเศรษฐกิจ”

เป็นความจริงที่สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Status – SES) ของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของลูก เนื่องจากเป็นปัจจัยด้านโอกาสและทรัพยากร อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปข้างต้น งานวิจัยของ UCLA ชี้ชัดว่า แรงบันดาลใจ ที่พ่อแม่มีต่อลูกนั้นสำคัญกว่า แม้พ่อแม่จะไม่ได้จบการศึกษาสูงหรือมีฐานะร่ำรวย แต่หากพวกเขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นลูกได้ดี มีการศึกษาที่สูงขึ้น และสื่อสารความคาดหวังนี้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน

การเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การแข่งขันที่ต้องสมบูรณ์แบบทุกฝีก้าว และไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่จะใช้ได้กับทุกครอบครัว แต่หัวใจสำคัญที่ร้อยเรียงทุกงานวิจัยและทฤษฎีเข้าด้วยกันคือ ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

สรุป พ่อแม่ที่มีลูกประสบความสำเร็จ เป็นแบบไหน?

จงเป็นพ่อแม่แบบ “Authoritative” ที่มีความคาดหวังในตัวลูก แต่ก็พร้อมจะโอบกอดและให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข จงปลูกฝัง “Growth Mindset” ให้ลูกกล้ามองความท้าทายเป็นเรื่องสนุกและเรียนรู้จากความผิดพลาด จงสร้าง “กิจวัตร” แห่งการอ่าน การพูดคุย และการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุด จงเป็น “ต้นแบบ” ที่ดีในการจัดการอารมณ์ การทำงานหนัก และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

การลงทุนที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ลูกได้ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองหรือมรดกใดๆ แต่คือการลงทุนด้วยเวลา ความเข้าใจ และความใส่ใจ เพื่อสร้างรากฐานของชีวิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้เขาสามารถยืนหยัดและประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองอย่างสง่างามและมีความสุขบนโลกใบนี้ค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พ่อแม่ที่เป็นแรงบันดาลใจ วิธีเป็นพ่อแม่ต้นแบบ ให้ลูกเติบโตได้อย่างดี

ลูกไม่คุยกับพ่อแม่ แก้ยังไง? เป็นพัฒนาการตามวัย หรือความไม่เข้าใจกัน

เตรียมความพร้อมลูกน้อยก่อนเข้าอนุบาล เช็คลิสต์ 14 สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำ!

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

อ้างอิง (References):

  1. Baumrind, D. (1967). Child care practices anteceding three patterns of preschool behavior. Genetic Psychology Monographs, 75(1), 43-88.
  2. Dweck, C. S. (2006). Mindset: The new psychology of success. Random House.
  3. Lythcott-Haims, J. (2015). How to raise an adult: Break free of the overparenting trap and prepare your kid for success. Henry Holt and Co.
  4. Mischel, W., Shoda, Y., & Rodriguez, M. I. (1989). Delay of gratification in children. Science, 244(4907), 933-938.
  5. McGonigal, K. (2016). The Upside of Stress: Why Stress Is Good for You, and How to Get Good at It. Avery. (Discusses emotional contagion).
  6. Gottman, J. M., & DeClaire, J. (1997). The Heart of Parenting: How to Raise an Emotionally Intelligent Child. Simon & Schuster.
  7. Spera, C. (2005). A Review of the Relationship Among Parenting Practices, Parenting Styles, and Adolescent School Achievement. Educational Psychology Review, 17(2), 125–146.
  8. Harvard Business School. (2019). Kids of Working Moms Grow into Happy Adults. https://hbswk.hbs.edu/item/kids-of-working-moms-grow-into-happy-adults
  9. The Family Dinner Project. (n.d.). The Benefits of Family Dinners. https://thefamilydinnerproject.org/about-us/the-benefits-of-family-dinners/
  10. American Academy of Pediatrics. (2016). American Academy of Pediatrics Announces New Recommendations for Children’s Media Use. pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29223974/