เราเคยได้ยินมาตลอดว่า อย่าให้ลูกไข้สูงเดี๋ยวจะชัก ต้องรีบเอาไข้ลงลูกจะได้ไม่ชัก แต่แนวทางใหม่อัพเดทโดย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุว่า การลดไข้ไม่ได้ช่วยป้องกันการชัก อย่างนี้แล้วถ้าลูกชัก พ่อแม่ควรรับมือ ไข้ชักในเด็ก อย่างไร?
ทั้งนี้นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ได้อธิบายถึงการดูแลเด็กที่มีไข้ การเช็ดตัว ยาลดไข้ และ การชักจากไข้สูง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับพ่อแม่ ฉบับอ่านเข้าใจง่าย ไว้ดังนี้
การเช็ดตัวหรือป้อนยาลดไข้…
รู้หรือไม่ว่า “ไม่สามารถป้องกันชักได้”
(โพสต์สำหรับพ่อแม่ ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)
แนวทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เพิ่งเขียนออกมาว่า…
ยาลดไข้หรือการเช็ดตัว “ไม่สามารถป้องกันการชักในเด็กได้”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนสะดุด เพราะสิ่งที่เราเคยได้ยินมาตลอดคือ
“เด็กไข้สูงจะชัก ต้องรีบเอาไข้ลงเด็กจะได้ไม่ชัก”
แต่ในความเป็นจริง แนวทางการดูแลไข้ทั้งของไทยและทั่วโลกเขียนตรงกันว่า
เราลดไข้เพื่อให้เด็กสบายขึ้น กินได้ หลับได้
แต่ “ไม่สามารถป้องกันการชัก”
ที่ผ่านมา 30 กว่าปี มีงานวิจัยมากมายพยายามหาคำตอบว่า
ยาลดไข้ตัวไหน? ขนาดเท่าไร? ที่จะช่วยป้องกันชักได้
แต่ผลลัพธ์ตรงกันทุกงานวิจัยคือ ไม่มีเลย
========================================

แล้วทำไมเด็กที่เป็นไข้ชัก (Febrile seizure) ถึงมักจะเห็นว่าเด็กไข้สูง?
นี่เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
งานวิจัยปัจจุบันสรุปออกมาแบบนี้
- เวลาเด็กเกิดไข้ชัก มักจะเห็นว่ามีไข้สูงจริง ส่วนใหญ่เกิน 39°C
- ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะเวลามีเหตุการณ์ชักขึ้นจริงๆ ยาลดไข้ไม่สามารถช่วยลดไข้ในขณะเกิดเหตุการณ์ได้ ทำให้เรามักเห็นว่าเด็กที่ไข้ชักจะมีไข้สูงทั้งนั้น
- และต้องเข้าใจก่อนว่า… เด็กที่มีไข้สูงทั้งหมด มีเพียง 2–5% เท่านั้นที่ชัก ขณะที่อีกกว่า 95% “ไม่ชัก” เลย
- มีงานทดลองในหนูปี 2009 ที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้
– ถ้าทำให้หนูมีไข้เฉย ๆ → ไม่มีตัวไหนชัก
– แต่ถ้าฉีดสารที่ทำให้สมองหนู เปราะบาง ง่ายต่อการชักไว้ก่อน แล้วค่อยทำให้มีไข้ → ครึ่งนึงของหนูชักจริง
สรุปคือ: ไข้เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชัก ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
========================================
แล้ว ไข้ชักในเด็ก (Febrile seizure) เกิดจากอะไร?
- ก่อนอื่น ถ้าเด็กมี “ไข้ และ ชัก” เมื่อไหร่ ต้องรีบพาไปหาหมอ!
เพราะหมอต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าชักเกิดจากอะไร เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เลือดออกในสมอง, เกลือแร่ผิดปกติ ฯลฯ
- ถ้าตรวจแล้วไม่พบอันตราย และเด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี
→ หมอจะวินิจฉัยว่าเป็น “ไข้ชักธรรมดา (Febrile seizure)” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ในวัยนี้บ่อย
** ในโพสต์นี้จะขอเรียกสั้นๆว่า “ไข้ชัก”
- ลองนึกภาพว่าเหตุการณ์ “ไข้ชัก” เหมือนการยิงจรวด ที่จะพุ่งออกไปได้ ต้องกดเปิดสวิตช์หลายปุ่มพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น
– สวิตช์ 1: การติดเชื้อบางชนิดที่ก่อการอักเสบ
– สวิตช์ 2: พันธุกรรม (พ่อแม่เคยไข้ชัก, มียีนบางชนิด)
– สวิตช์ 3: สมองที่ไวต่อการชักกว่าคนอื่น
– สวิตช์ 4: ไข้
ถ้ากดแค่ปุ่มสวิตช์ไข้อย่างเดียว แต่สวิตช์อื่นไม่ถูกกด → จรวดจะไม่พุ่ง (ไม่ชัก)
แต่ถ้าสวิตช์หลายตัวถูกกดพร้อมกัน → จรวดพุ่ง (เกิดไข้ชัก)
บางราย แม้ปุ่มไข้ไม่ถูกกด แต่ถ้าสวิตช์อื่นโดนกดเปิด ก็อาจเกิดการชักได้เช่นกัน
สรุปว่า “ไข้ชัก” ไม่ได้เกิดจากไข้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยเหมือนการกดสวิตช์พร้อมกัน
เด็ก 2–5% ที่เกิดไข้ชัก (ตามข้อ 2) คือเด็กที่สวิตช์หลายตัวถูกเปิดพร้อมกัน
ส่วนเด็กอีกกว่า 95% ที่มีไข้แต่ไม่ชัก เพราะสวิตช์อื่นๆ ไม่ถูกเปิดนั่นเอง
========================================
แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าลูกจะเป็น 2–5% ที่ว่านั้นหรือเปล่า?
- คำตอบคือ ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลย
- สิ่งที่พอบอกได้คือ ถ้าพ่อแม่เคยเป็นไข้ชักตอนเด็กๆ หรือพี่น้องเคยมีประวัติไข้ชัก
ลูกก็ “อาจจะ” มีโอกาสเป็นไข้ชักสูงกว่าเด็กทั่วไป
เพราะลูกอาจจะมีสวิตช์ทางพันธุกรรมที่เปิดไว้รอแล้ว 1 อันแล้วนั่นเอง
========================================

แล้วถ้าลูกเราเป็น 1 ในคนที่เคยเป็นไข้ชักไปแล้ว จะทำยังไงได้บ้าง?
- พ่อแม่ที่เคยเห็นลูกชักตรงหน้า ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่าเหมือนเห็นลูกกำลังจะตาeต่อหน้า
ทำให้เป็นภาพจำที่ไม่ง่ายที่จะลืม ดังนั้น คำถามคือจะช่วยอะไรพ่อแม่ได้บ้าง?
- อันดับแรก ข่าวดีของ ไข้ชักในเด็ก คือโอกาสเกิดซ้ำจะ “ลดลงเรื่อย ๆ”
ครั้งที่ 2 ≈ 25%
ครั้งที่ 3 ≈ 20%
ครั้งที่ 4 ≈ 10%
- อันดับต่อมา แจ้งพ่อแม่ในสิ่งที่ควรรู้ ได้แก่
ยืนยันว่า ไข้ชักในเด็ก ทั่วไปไม่อันตรายในระยะยาว ไม่ทำลายสมอง และไม่ทำให้พัฒนาการผิดปกติ
เข้าใจก่อนว่า “การลดไข้ป้องกันชักไม่ได้” แต่ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น กินได้ หลับได้
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเร่งให้ยาหรือเช็ดตัวถี่เกินไปจนลูกไม่ได้พักผ่อน
ควรเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากลูกมีอาการชักซ้ำ
ถ้ายังรู้สึกกังวลมากจริงๆ สามารถปรึกษาหมอเฉพาะทางระบบประสาทเรื่องการใช้ยากันชักตอนมีลูกมีไข้ได้
แต่โดยทั่วไปหมอมักไม่แนะนำ เพราะยามีผลข้างเคียงและไข้ชักธรรมดาไม่ได้อันตราย
========================================
เด็กเป็นไข้เฉยๆ กับเด็กเป็นไข้ร่วมกับชัก การดูแลไม่เหมือนกัน
- ถ้า “ไข้เฉยๆ ไม่ได้ชัก” → ให้ลดไข้เมื่อเด็กไม่สุขสบายตัว ไม่จำเป็นต้องทำให้อุณหภูมิกลับมาเป็นปกติตลอดเวลา
- ถ้า “ไข้ร่วมกับชัก” → ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ลดไข้ด้วยการเช็ดตัวเบาๆ เมื่อเด็กรู้ตัวดีก็ให้ทานยาลดไข้ และรีบพาไปโรงพยาบาล
เพราะตอนแรกยังไม่สามารถบอกได้ว่านี่คือการชักจากสาเหตุอะไร? (เหมือนที่อธิบายไว้ในข้อ3)
========================================
ถ้าลูกเป็นไข้ชักซ้ำบ่อยๆ > 3–4 ครั้ง
ควรพาไปปรึกษาหมอระบบประสาทเด็ก
เพราะอาจแปลว่า “ลูกมีปุ่มสวิตช์ยิงจรวดบางอันเปิดอยู่ ในขณะที่เด็กคนอื่นไม่มี”
ตัวอย่างเช่น
อาจมียีนบางชนิดที่ทำให้สมองไวต่อการชักมากกว่าปกติ
หรือจริงๆ แล้วอาจมีโรคลมชักซ่อนอยู่โดยที่ยังไม่เคยตรวจพบ
พูดง่ายๆ คือ… สมองลูกเปราะบางมากกว่าคนอื่น
พอมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น ไข้ การติดเชื้อ
ก็เหมือนปุ่มสวิตช์ถูกกดครบพร้อมกัน → เลยเกิดไข้ชักได้ง่ายและบ่อยกว่าเด็กทั่วไป
========================================

และเพราะมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า “ถ้าลูกไข้สูงจะชักแน่ๆ”
ความเชื่อนี้เองทำให้พ่อแม่หลายคนเกิดความกังวลเกินจริง
จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Fever Phobia (ความกลัวไข้เกินเหตุ)
Fever Phobia (ความกลัวไข้เกินเหตุ) คืออะไร?
หลายครั้งที่พ่อแม่ได้ยินว่า “อย่าปล่อยให้ลูกไข้สูงเดี๋ยวจะชัก”
ก็เลยกลายเป็นความกังวลทุกครั้งที่ลูกมีไข้
ภาวะนี้มีชื่อเรียกว่า Fever Phobia หรือ “ความกลัวไข้เกินเหตุ”
จริงๆ แล้วนี่เป็น “ปัญหาที่พบทั่วโลก” และมีการพูดถึงมาตั้งแต่ก่อนปี 1980
หลายประเทศก็พยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด
ตัวอย่างของพฤติกรรมที่เกิดจากความกลัวไข้เกินเหตุ
- พอตัวเลขบนปรอทมีไข้สูง → รู้สึกตกใจ ทั้งๆที่บางครั้งลูกยังเล่น หัวเราะ กินได้ตามปกติ
- ปลุกลูกที่กำลังหลับสบาย มาป้อนยาลดไข้หรือเช็ดตัว
- ให้ยาลดไข้ทุก 4 ชม. “ดักไว้ก่อน” ทั้งที่ยังไม่ไข้
- เช็ดตัวแรง ๆ หรือเช็ดบ่อยเกินไปจนลูกไม่สบายตัว
- รีบพาลูกไปห้องฉุกเฉินทุกครั้งที่มีไข้ขึ้น ทั้งที่อาการยังไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน
จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ความรักและความห่วงใยของพ่อแม่
แต่บางครั้งความกังวลก็ทำให้เราทำมากไป จนลูกเหนื่อยและอาจได้รับยามากเกินความจำเป็น
การรู้จัก Fever Phobia จึงเป็นเหมือน “ก้าวแรก” ที่จะช่วยให้เราดูแลลูกได้อย่างมั่นใจขึ้น
========================================
แล้วเราจะแก้ “ความกลัวไข้เกินเหตุ” ได้ยังไง?
ความกังวลเวลาเห็นลูกมีไข้ เป็นเรื่องธรรมชาติของพ่อแม่ทุกคนเพราะรักและเป็นห่วงลูก
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องไข้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทั้งพ่อแม่สบายใจขึ้นและลูกเองก็ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
หลักการที่อยากชวนให้จำไว้คือ
- ไข้เป็นเพียงอาการ ไม่ใช่ศัตรู ร่างกายกำลังทำงานเพื่อต่อสู้กับโรค
- การลดไข้ ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น → กินได้ หลับได้ ไม่เพลีย ไม่ได้มีไว้เพื่อกันชัก
- ไข้ชักไม่ทำลายสมอง ไม่ทำให้พัฒนาการผิดปกติ
- ลดไข้ได้ ไม่ได้มีข้อเสีย แต่ไม่ควรทำมากเกินไปจนกลายเป็นโทษ เช่น ให้ยาบ่อยมากไปหรือปลุกลูกบ่อยๆ จนอดนอน
เมื่อพ่อแม่ปรับความเข้าใจได้ → ใจเราก็จะ “คลายกังวล” มากขึ้น
และที่สำคัญ ลูกก็จะได้พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายได้ฟื้นตัว ไม่ต้องเหนื่อยทรมานจากทั้งโรคและการดูแลที่มากเกินไป
หลายประเทศก็เคยเจอปัญหานี้เหมือนกัน แต่มีตัวอย่างที่ดีอย่าง เช่น ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ ที่แก้ได้สำเร็จ
เพราะพ่อแม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจนทำให้ไม่กลัวไข้จนเกินเหตุและโฟกัสไปที่ “การดูแลให้ลูกสบายที่สุด”
========================================
สรุปสั้นๆปิดท้าย
- ไข้เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชัก → ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เหมือน “ปุ่มสวิตช์หลายตัวถูกกดพร้อมกัน” จึงจะเกิดไข้ชักได้
- เด็กที่มีไข้สูงส่วนใหญ่ (>95%) ไม่ชัก มีเพียง 2–5% เท่านั้นที่ชัก
- การลดไข้ทำเพื่อให้ลูกสบายขึ้น → ไม่ได้ช่วยป้องกันชัก
- เด็กที่มี “ไข้ + ชัก” ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ
- ไข้ชักธรรมดา ไม่ทำลายสมอง ไม่กระทบพัฒนาการ
- ไข้ชักที่เป็นซ้ำบ่อยๆ ต้องตรวจหาสาเหตุแฝง
- สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดตอนป่วยเป็นไข้ → คือ การพักผ่อนและการดูแลจากพ่อแม่ในแบบที่พอดี ไม่มากเกินและไม่น้อยไป
หวังว่าข้อมูลข้างต้นจะเป็นมีประโยชน์ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยเมื่อมีไข้ได้อย่างถูกต้อง ตามแนวทางการแพทย์ที่แนะนำล่าสุดนะคะ
ที่มา : เพจหมอม็อด หมอเด็กขอเล่า
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
วิธีดูแลลูกเมื่อมีไข้ โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ฉบับอัพเดทล่าสุด!
ลูกเป็นไข้ อาบน้ำได้ไหม วิธีไหนลดไข้เร็วที่สุด
น้ำอุ่นผสมมะนาว หรือน้ำต้มใบมะขามหัวหอม แบบไหนลดไข้ ไล่หวัดลูกได้ดีกว่ากัน
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!