หลายครั้งที่เราในฐานะพ่อแม่ อาจเผลอคิดว่า หน้าที่ของเราคือการสอน แนะนำ หรือแก้ปัญหาให้ลูก แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำสอนที่ยาวเหยียด หรือการตัดสินถูกผิด แต่เป็นการ ฟังโดยไม่ตัดสิน จากพ่อแม่
คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า ประโยคสั้น ๆ อย่าง “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่าที่คิด มาดูกันว่าการที่พ่อแม่ ฟังโดยไม่ตัดสิน ดีต่อลูกยังไง และเราจะนำไปใช้กับลูกได้อย่างไร
ฟังโดยไม่ตัดสิน คืออะไร? และสำคัญยังไง?
การ ฟังโดยไม่ตัดสิน หมายถึง การตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูดออกมาทั้งหมด โดยไม่รีบวิจารณ์ ไม่รีบด่วนสรุป และไม่โยนความผิดให้กับเด็ก
ตัวอย่างง่าย ๆ:
- ถ้าลูกบอกว่า “หนูทำแก้วแตก” พ่อแม่ที่ฟังโดยไม่ตัดสินจะตอบว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง พ่อแม่จะช่วยเก็บเองนะ”
- แทนที่จะพูดว่า “ทำไมถึงซุ่มซ่ามอย่างนี้ ระวังหน่อยสิ”
การตอบแบบแรกทำให้เด็กเรียนรู้ว่า เขาสามารถบอกความจริงได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพ่อแม่ดุหรือตำหนิ
หลักจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลัง
- Attachment Theory (Bowlby, 1969): เด็กที่ได้รับการตอบสนองด้วยความอบอุ่นและเข้าใจ จะสร้าง “secure attachment” หรือความผูกพันที่มั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นใจและความสัมพันธ์ในอนาคต
- งานวิจัยของ Harvard Center on the Developing Child: พบว่าการที่เด็กได้รับการรับฟังและยืนยันความรู้สึก มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาสมองส่วน prefrontal cortex ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และการแก้ปัญหา
- แนวคิดการเลี้ยงลูกเชิงบวก (Positive Parenting): การฟังโดยไม่ตัดสินช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร และมี self-esteem สูงขึ้น
ตัวอย่างเหตุการณ์จริงในแต่ละช่วงวัย
-
วัย 3 ขวบ: ลูกบอกพ่อแม่ว่า หนูทำแก้วแตก
เมื่อลูกทำผิด เช่น ทำของแตก แต่ยังเลือกที่จะบอกพ่อแม่
ถ้าพ่อแม่ตอบว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” และช่วยกันเก็บ เป็นการตอบสนองด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การดุหรือตำหนิ เด็กเรียนรู้ว่าการบอกความจริงเป็นสิ่งที่ปลอดภัย และพ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัยเสมอ สิ่งนี้คือการปลูกฝังความรับผิดชอบผ่านความไว้วางใจ ไม่ใช่ผ่านความกลัว
-
วัย 5 ขวบ: ลูกเล่าให้พ่อแม่ฟังด้วยความอายว่า เผลอฉี่ราดที่บ้านเพื่อน
เมื่อลูกเจอเหตุการณ์ที่น่าอาย พ่อแม่ที่โอบกอดและพูดว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” ช่วยลดความอับอาย การที่พ่อแม่ ฟังโดยไม่ตัดสิน เป็นการสร้าง Self-esteem ทำให้เด็กไม่รู้สึกด้อยค่า และรู้สึกว่า “หนูไม่ได้ตัวคนเดียว” ซึ่งจะทำให้ลูกกล้าที่จะเผชิญกับความผิดพลาดในอนาคต
-
วัย 7 ขวบ: ลูกเล่าให้พ่อแม่ฟังว่า “เพื่อนไม่ชอบหนู”
ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่สำหรับหัวใจเด็ก เพียงพ่อแม่พูดว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” สะท้อนการฟังโดยไม่ตัดสิน ที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า ความรู้สึกเศร้าของเขาได้รับการยอมรับ
นอกจากนี้ พ่อแม่สามารถเสริมต่อว่า “เพื่อนอาจเปลี่ยนไปได้ แต่คุณค่าในตัวลูกไม่ได้ลดลงหรือเปลี่ยนไปเลย” การพูดเช่นนี้จะช่วยสร้าง self-worth ให้กับลูกได้
-
วัย 10 ขวบ: ลูกเล่าว่า “สอบได้คะแนนน้อยกว่าที่คิด”
เมื่อลูกเริ่มเจอกับแรงกดดันจากการเรียน การสอบ หรือการถูกเปรียบเทียบกับเพื่อน คำพูดว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” จากพ่อแม่จะช่วยลดความรู้สึกผิดหวังลง เด็กเรียนรู้ว่าความรักของพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคะแนนสอบ การ ฟังโดยไม่ตัดสิน ช่วยให้ลูกกล้าที่จะพยายามใหม่ และเห็นคุณค่าของความพยายามมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ
-
วัย 12 ขวบ: ลูกเล่าว่า “ทะเลาะกับเพื่อนสนิท”
ในช่วงวัยที่เพื่อนเริ่มมีความหมายมากขึ้น ความขัดแย้งกับเพื่อนสนิทอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก เมื่อพ่อแม่โอบกอดและพูดว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” เด็กจะรู้ว่าความรู้สึกของเขาสำคัญ และไม่ถูกมองข้าม การฟังโดยไม่ตัดสินช่วยฝึกให้เด็กรู้จักจัดการอารมณ์ และสร้างทักษะในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในอนาคต
บทความที่เกี่ยวข้อง : พลังแห่งการกอด: 5 เหตุผลที่แม่ควรกอดลูกให้บ่อยกว่าเดิม
-
วัย 15 ขวบ: ลูกเล่าว่า “รู้สึกกดดัน อยากทำตามเพื่อน แต่ก็กลัวผิด”
ช่วงวัยรุ่นตอนต้น เด็กมักเจอแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน ทั้งเรื่องการเรียน กิจกรรม หรือแม้แต่พฤติกรรมเสี่ยง การที่พ่อแม่พูดเพียงว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” จะทำให้ลูกมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ถูกตำหนิที่รู้สึกสับสน แต่กลับได้รับพื้นที่ปลอดภัยในการเล่า การฟังโดยไม่ตัดสินจะช่วยให้ลูกกล้าขอคำแนะนำมากกว่าปิดบัง
-
วัยรุ่น 19 ปี: ลูกเหงา และโทรกลับมาหาพ่อแม่
เมื่อลูกย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย อาจรู้สึกเหงา คิดถึงบ้าน แต่ก็อยากพิสูจน์ตัวเอง
การโทรหาพ่อแม่แล้วได้ยินคำว่า “ดีใจนะที่เล่าให้ฟัง” ช่วยให้เขามีที่พึ่งทางใจ สิ่งนี้คือพลังของการฟังโดยไม่ตัดสิน ที่ทำให้แม้ในวัยที่โตแล้ว ลูกก็ยังรู้ว่า บ้านคือพื้นที่ปลอยภัยของเขาเสมอ
-
วัยผู้ใหญ่ 30 ปี: ลูกมีลูกของเขาเอง และโทรกลับมาหาพ่อแม่
เมื่อลูกของเรามีลูกของเขาเอง เขาจะย้อนนึกถึงสิ่งที่เคยได้รับ คำตอบที่อบอุ่นจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อลูกกลายเป็นพ่อแม่ ก็จะใช้วิธีเดียวกันนี้เป็นแนวทางการเลี้ยงลูกของตนต่อไป
วิธีการฝึก “ฟังโดยไม่ตัดสิน” สำหรับพ่อแม่ |
|
| 1. ตั้งใจฟังจริง ๆ |
|
| 2. ไม่รีบแก้ปัญหา |
|
| 3. ยืนยันความรู้สึกของลูก |
|
| 4. หลีกเลี่ยงคำตัดสินเชิงลบ |
|
| 5. ใช้คำพูดปลอดภัยซ้ำ ๆ |
|
ข้อดีระยะยาวของการฟังโดยไม่ตัดสิน
การ ฟังโดยไม่ตัดสิน อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เราทำได้ทุกวัน แต่กลับส่งผลใหญ่ในระยะยาว ดังนี้
- เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem): เด็กเชื่อว่าความรู้สึกของเขามีค่า
- พัฒนาทักษะการสื่อสาร (Communication Skills): เด็กเรียนรู้ที่จะเล่าและฟังคนอื่น
- ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต: เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่ฟังเขา มักมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเผชิญภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล
- สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง: ความไว้วางใจที่สั่งสมทำให้ความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูกแน่นแฟ้นตลอดชีวิต
เด็กที่โตมาในบ้านที่พ่อแม่ฟังเขาอย่างเข้าใจ จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าสื่อสาร เปิดใจ และรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ว่าจะเจอโลกภายนอกที่กดดันแค่ไหน เขาจะรู้เสมอว่า บ้านคือที่ที่เขาได้รับการฟังโดยไม่ถูกตัดสิน
ข้อคิดที่ฝากไว้กับพ่อแม่
การเลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องหาคำตอบที่ถูกต้องทุกครั้ง แต่สิ่งที่ลูกต้องการจริง ๆ คือ การมีใครสักคนที่พร้อมฟังเขาโดยไม่ตัดสิน เพราะในวันที่ลูกเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ การแข่งขัน และการตัดสินจากสังคม บ้านควรเป็นที่เดียวที่เขารู้ว่า “ฉันถูกฟังโดยไม่ถูกตัดสิน”
การพูดเพียงว่า “ดีใจนะที่ลูกเล่าให้ฟัง” สามารถปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความไว้วางใจ ความกล้า และความรักที่มั่นคงในหัวใจลูกไปตลอดชีวิต
ที่มา : Nurtured First
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 7 เคล็ดลับ ปรับวิธีพูดให้ลูกเชื่อฟัง
ทำยังไงเมื่อ ลูกเชื่อเพื่อนมากกว่าแม่ เลี้ยงลูกยังไงให้เชื่อฟังพ่อแม่
พลังของการ เลี้ยงลูกด้วยการฟัง เพราะเด็กที่ถูกฟัง จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังคนอื่นเป็น