เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกหลับสนิทอยู่ดี ๆ แต่กลับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก พร้อมกับอาการ ปวดขาตอนกลางคืน แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น ลูกกลับตื่นมาวิ่งเล่นร่าเริงได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น! วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาวะที่เรียกว่า Growing Pains หรืออาการปวดจากการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็ก ๆ มักมีอาการ ปวดขาตอนกลางคืน กันค่ะ
ภาวะ Growing Pains คืออะไร?
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) กรมการแพทย์ ระบุว่า ภาวะปวดขาจากการเจริญเติบโตในเด็ก หรือ Growing Pains เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยมากในเด็กวัยก่อนเรียนและวัยเรียน (ช่วงอายุ 3-12 ปี) พบได้ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง โดยมักจะมีอาการปวดลึก ๆ บริเวณกล้ามเนื้อขาทั้ง 2 ข้าง ไม่ว่าจะเป็นต้นขา หน้าแข้ง น่อง หรือหลังข้อเข่า โดยมักจะแสดงอาการในช่วงเย็นหรือช่วงดึกเป็นหลัก
ทำไมลูกถึง ปวดขาตอนกลางคืน?
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า ในช่วงที่เด็ก ๆ กำลังเติบโต ร่างกายจะมีการยืดขยายของกระดูกทั้งในด้านความยาวและความกว้างอย่างรวดเร็ว (Growth Spurt)
ในขณะที่กระดูกยืดตัว กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบ ๆ อาจจะยังปรับตัวตามไม่ทัน ทำให้เกิดความตึงเครียดของเนื้อเยื่อจนกลายเป็นอาการปวด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น
- การใช้งานร่างกายหนักเกินไป: ในวันที่ลูกมีเรียนวิชาพละ วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงขาซ้ำ ๆ จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและเกิดอาการ ปวดขาตอนกลางคืน ชัดเจนขึ้น
- ช่วงวัยของการเติบโต: นายแพทย์วีระศักดิ์ ธรรมคุณานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ ระบุว่าเด็กจะมีช่วงกระดูกเจริญเติบโตเร็ว 2 ช่วง คือช่วงอายุประมาณ 6 ขวบ และช่วงเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่พบอาการปวดได้บ่อยที่สุด

เช็กด่วน! อาการแบบไหนคือ “ปวดปกติ” ที่คุณแม่สบายใจได้
เพื่อให้คุณแม่แยกแยะได้ว่าอาการปวดขาตอนกลางคืน ของลูกน้อยคือ Growing Pains ทั่วไปหรือไม่ ให้สังเกตจากลักษณะดังนี้ค่ะ
- ปวดทั้งสองข้าง: มักไม่ปวดแค่ขาข้างใดข้างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
- ปวดลึก ๆ ที่กล้ามเนื้อ: ไม่ได้ปวดตามข้อต่อ เช่น ข้อเข่า หรือข้อเท้า และไม่มีอาการบวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ปวด
- มาเป็นพัก ๆ: อาการปวดมักไม่สม่ำเสมอ บางวันปวด บางวันหาย แต่อาการมักจะมาตอนกลางคืนหรือตอนที่ร่างกายพักผ่อน
- เช้ามาก็หายดี: นี่คือจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดค่ะ เมื่อตื่นเช้ามาลูกจะสามารถเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมได้ปกติ ไม่มีอาการกะเผลก หรือติดขัดใด ๆ
4 วิธีบรรเทาอาการ ปวดขาตอนกลางคืน ให้ลูกน้อยหลับสบาย
หากลูกบ่นปวดขา คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้ค่ะ
-
นวดเบา ๆ
การนวดเบา ๆ บริเวณกล้ามเนื้อน่องหรือต้นขาที่ลูกบ่นปวด จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้ดีเยี่ยม แถมยังเป็นการปลอบโยนให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและสงบลง
-
ประคบอุ่นช่วยได้
ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด หรือถุงน้ำร้อนห่อผ้าขนหนู ประคบร้อนบริเวณที่ปวด ความร้อนจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ดีมากค่ะ
-
ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
สำหรับเด็กที่ชอบทำกิจกรรมหนัก ๆ ในช่วงเย็นหรือก่อนนอน คุณแม่ลองชวนลูกทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เช่น การยืดน่อง หรือยืดต้นขา เพื่อเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อก่อนเข้าสู่ช่วงพักผ่อน
-
การใช้ยาแก้ปวด
ในกรณีที่ลูกมีอาการปวดขาตอนกลางคืน รุนแรงจนนอนไม่ได้จริง ๆ สามารถให้ยาลดไข้แก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลได้ตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้นะคะ

สัญญาณอันตราย! เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปหาหมอทันที?
แม้ว่าอาการ ปวดขาตอนกลางคืน ส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ชะล่าใจ หากอาการปวดนั้นมีความผิดปกติร่วมด้วย ดังนี้
- ปวดคงที่และไม่หายไป: พักมาทั้งคืนแล้ว เช้ามาก็ยังบ่นเจ็บ หรือปวดรุนแรงต่อเนื่องนานหลายวัน
- มีอาการอักเสบชัดเจน: สังเกตเห็นบริเวณข้อต่อมีอาการ บวม แดง ร้อน หรือจับแล้วลูกสะดุ้งโหยง
- ท่าทางการเดินเปลี่ยนไป: ลูกเริ่มเดินกะเผลก หรือไม่ยอมลงน้ำหนักที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง
- มีอาการทางร่างกายอื่น ๆ: เช่น มีไข้ต่ำ ๆ ตลอดเวลา น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีจ้ำเลือดตามตัว หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- ปวดเฉพาะจุด: ปวดเจาะจงที่กระดูกเพียงตำแหน่งเดียวตลอดเวลา
อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่ Growing Pains แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคกระดูกติดเชื้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก หรือแม้แต่เนื้องอกในกระดูก ซึ่งต้องการการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยละเอียดค่ะ
อาการปวดขาตอนกลางคืนในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโตตามธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสังเกต และเข้าใจ เมื่อลูกมีอาการปวด การเข้าไปกอด นวดเบา ๆ และปลอบโยน จะช่วยให้ลูกผ่านช่วงเวลานี้ไปได้โดยไม่หวาดกลัว
หากคุณแม่ดูแลเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณเตือนตามที่กล่าวไป อย่าลังเลที่จะพาลูกไปพบกุมารแพทย์นะคะ เพราะการตรวจเจอสาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ลูกของเราเติบโตอย่างแข็งแรงและสดใสในทุก ๆ วันค่ะ!
ที่มา: สำนักงานสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข , คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
แม่โพสต์! ลูกเป็นหวัดนาน ป่วยบ่อย อย่าชะล่าใจ สุดท้ายสูญเสียการได้ยิน
ลูกไอตอนกลางคืน ไอถี่ ไอหนักมาก ระวังสัญญาณ 3 โรคร้าย
อุทาหรณ์คนรักสัตว์! เด็กชายวัย 6 ขวบ “หัวล้านถาวร” เพราะ ติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยง
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!