เพจ Drama-addict โพสต์เตือนภัย เกี่ยวกับอันตรายจากการ เดินไปกินไป ซึ่งคุณแม่ท่านนึงฝากมาเตือนภัย ดังนี้
สวัสดีค่ะจ่า เรามีเรื่องจะรบกวนให้ทางเพจช่วยเตือนและเป็นกระบอกเสียงในการให้ตระหนักเรื่องการเดินกินอาหารและอาหารติดคอด้วยค่ะ
เรื่องอาจจะยาวหน่อยนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า ในวันพฤ.ที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา เราได้ไปรับลูกที่โรงเรียนเหมือนปกติในทุกวัน (ปกติจะรอรับลูกที่โรงอาหารของโรงเรียน) ก็จะนั่งใกล้ทางออก แต่วันที่เกิดเหตุ เรานั่งใกล้จุดที่ขายของว่างสำหรับเด็กก่อนจะมีการเรียนพิเศษช่วงเย็น
ทีนี้จังหวะลูกๆเดินมาแล้วและกำลังรอให้ลูกไปเข้าห้องน้ำ ได้มีเด็ก นร.ชาย ป.2 (ที่รู้ว่าป.2 เพราะว่าวันนั้นใส่ชุดลูกเสือ มีปักชั้นที่แขน) น้องเดินกินลูกชิ้นมา ซึ่งเราก็ระแวงว่าไม้ลูกชิ้นจะแหลมมั้ย(กลัวทิ่มคอเวลาเดินกิน) แต่ดูแล้วไม่แหลมแต่ก็ดูน่ากังวลกับความปลอดภัย
น้องเดินกินมาเรื่อยๆจนใกล้จุดที่เรายืนกะลูกๆแล้วน้องก็หันหลังเดินกลับ จังหวะนั้นเราเห็นน้องเริ่มเหมือนมีอะไรติดคอ และเอามือกุมไปที่คอ ตาของน้องเริ่มเหลือก หลังจากน้องเดินอ้อมหลังเราไป(ซึ่งเป็นเวลาแค่ไม่กี่วินาที)น้องล้ม ลงคุกเข่า เราก็เลยรีบวิ่งไปทุบหลังให้น้อง แต่ไม่เป็นผล เราเลยเอามือโอบสอดแขนจากด้านหลัง แล้วเอากำปั้นกระทุ้งไปบริเวณลิ้นปี่อยู่หลายครั้ง (คือก่อนหน้านั้นเคยดูคลิปช่วยคนอาหารติดคอ แต่ก้พยายามช่วยเต็มที่ไม่รู้ทำถูกหรือผิด) แต่ผลคือลูกชิ้นออกมาได้ น้องรอดค่ะ (ชั่วโมงนั้นตรงจุดนั้น นึกไม่ออกเลยว่าถ้าเราไม่ยืนตรงนั้น น้องจะเป็นยังไง เพราะชม.นั้น แถวนั้นมีแต่เด็กๆ คุณครูก้อยู่ห่างออกไป ซึ่งอาจไม่มีใครสังเกตเห็น)
แล้วคุณครูที่ยืนอยู่ห่างไปวิ่งเข้ามาสอบถามเหตุการณ์และพาน้องไปล้างหน้าในห้องน้ำ ครูก็ดูแลน้องต่อและเตือนน้องไม่ให้เดินกิน แต่รู้อะไรมั้ยจ่า (พอน้องเดินออกจากห้องน้ำ น้องเดินกินลูกชิ้นต่อจ้า) นี่แหละที่อยากให้ พ่อแม่ ผปค. ครูในโรงเรียนตระหนักว่าควรจะนั่งกินให้เสร็จก่อนค่อยเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆต่อไป
ปล.ขอเพิ่มอีกนิดค่ะ เพราะในทุกๆวันที่รอลูกในโรงอาหารจะเห็นเด็กวิ่งและเดินไปพร้อมกับการกินอาหารขนมไปด้วย
ขอบคุณค่ะ

สอนลูกให้เข้าใจ เดินไปกินไป ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท
คำสอนของผู้ใหญ่ที่ว่า “กินข้าวให้เรียบร้อย อย่าเดินไปกินไป” เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่จำความได้ เหตุผลที่เรามักใช้สอนลูกหลานก็คือ “มันดูไม่สุภาพ” “ดูไม่เรียบร้อย” “ไม่มีมารยาท”
แต่เบื้องหลังคำสอนเรื่องมารยาทนั้น การสอนให้ลูก “นั่งกินเป็นที่” เป็นเรื่องของความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท เพราะการกลืนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ร่างกายต้องใช้อวัยวะหลายส่วนทำงานประสานกันอย่างแม่นยำเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารตกไปในหลอดลม
- เมื่อเรานั่งกิน: สมองและร่างกายจะมีสมาธิจดจ่อกับการกลืนได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทุกอย่างทำงานราบรื่นและปลอดภัย
- เมื่อเราเดินไปกินไป: สมองต้องแบ่งสมาธิไปควบคุมการทรงตัวและการก้าวเดิน ทำให้การควบคุมการกลืนมีประสิทธิภาพลดลง จึงเสี่ยงต่อการสำลักและอาหารติดคอสูงขึ้นมาก
เมื่อหลอดลมซึ่งเป็นทางผ่านเดียวของอากาศถูกอุดกั้น ก็จะเกิดภาวะอาหารติดคอ และร่างกายจะขาดออกซิเจนในทันที หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สมองจะเริ่มเสียหายภายใน 4-6 นาที และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
อาหารที่เสี่ยงติดคอ มีอะไรบ้าง
ไม่ใช่อาหารทุกชนิดที่จะก่อให้เกิดอันตรายเท่ากัน มีอาหารบางประเภทที่ด้วยรูปทรง ขนาด และพื้นผิวของมัน ถูกจัดว่าเป็น “ผู้ต้องสงสัยหลัก” ที่ก่อให้เกิดภาวะอาหารติดคอในเด็กได้บ่อยที่สุด
- กลุ่มทรงกลม-ลื่น: อาหารกลุ่มนี้อันตรายที่สุด เพราะรูปทรงกลมของมันสามารถเข้าไปอุดหลอดลมของเด็กที่มีลักษณะเป็นท่อกลมได้อย่างพอดีเหมือนจุกคอร์ก และด้วยความลื่นของมัน ทำให้การไอเพื่อขับมันออกมาทำได้ยากมาก ตัวอย่างเช่น ลูกชิ้นไส้กรอก องุ่น มะเขือเทศราชินี ลำไย เงาะ และเยลลี่
- กลุ่มแข็ง-เล็ก: อาหารกลุ่มนี้มักจะแข็งเกินกว่าที่ฟันของเด็กเล็กจะบดเคี้ยวให้ละเอียดได้ และด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ง่ายต่อการสูดเข้าไปในหลอดลมโดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์ เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน และลูกอมชนิดแข็ง

4 กฎเหล็ก “กินอย่างปลอดภัย” ที่ทุกบ้านและโรงเรียนทำได้
การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราสามารถสร้าง “เกราะป้องกัน” ที่แข็งแกร่งให้กับลูกหลานของเราได้ด้วยกฎเหล็ก 4 ข้อที่ทำได้ง่ายๆ แต่ได้ผลจริง
กฎข้อที่ 1: นั่งกินให้เป็นที่
นี่คือกฎข้อที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการป้องกันทั้งหมด จงสร้างวินัยและข้อตกลงร่วมกันในบ้านและในโรงเรียนว่า “เวลาอาหาร คือเวลานั่ง” ไม่ว่าจะมื้อหลักหรือของว่าง ต้องนั่งกินบนเก้าอี้ให้เรียบร้อยเสมอ ทำให้ช่วงเวลารับประทานอาหารเป็นเวลาคุณภาพของครอบครัว ปิดโทรทัศน์ วางสมาร์ทโฟน แล้วพูดคุยกันอย่างสบายๆ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะป้องกันอันตรายจากการ เดินไปกินไป แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย
กฎข้อที่ 2: กินอย่างมีสติ
สอนให้เด็กรู้จักอยู่กับอาหารตรงหน้า เคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียด ไม่พูดคุยหรือหัวเราะในขณะที่อาหารยังเต็มปาก การมีสติในการกินจะช่วยให้กลไกการกลืนอัตโนมัติของร่างกายทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการสำลักได้อย่างมหาศาล
กฎข้อที่ 3: เตรียมอาหารให้ปลอดภัย
สำหรับผู้ปกครองและผู้ที่เตรียมอาหารให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี การเตรียมอาหารอย่างใส่ใจคือสิ่งสำคัญ
- เปลี่ยนรูปทรง: สำหรับอาหารกลุ่มเสี่ยงทรงกลม เช่น องุ่น หรือลูกชิ้น ให้ หั่นแบ่งเป็น 4 ส่วนตามแนวยาวเสมอ การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนรูปทรงอันตรายจาก “ทรงกลม” ให้กลายเป็น “แท่งยาวๆ” ซึ่งไม่สามารถอุดหลอดลมได้พอดี
- หั่นให้เล็ก: หั่นอาหารทุกชนิดให้มีขนาดเล็กพอดีคำ ไม่ใหญ่เกินไป
- หลีกเลี่ยง: ในเด็กเล็กมากๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น ถั่ว หรือลูกอมแข็ง ไปก่อนจนกว่าจะโตพอและมีทักษะการเคี้ยวที่ดี
กฎข้อที่ 4: เรียนรู้และเตรียมพร้อม
แม้เราจะป้องกันดีแค่ไหน อุบัติเหตุก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ทุกคนที่ดูแลเด็กต้องมีความรู้และ “เตรียมพร้อม” ที่จะรับมือ
- รู้จักสัญญาณเตือน: สัญญาณสากลของภาวะอาหารติดคอ ที่รุนแรงคือ “ความเงียบ” เด็กจะไม่สามารถร้องไห้ ไอ หรือพูดออกมาได้ เขาจะใช้มือกุมคอ พยายามหายใจอย่างสุดชีวิต และใบหน้าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอย่างรวดเร็ว
- เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาล: ผู้ปกครอง คุณครู พี่เลี้ยงเด็ก หรือใครก็ตามที่ต้องดูแลเด็กทุกคน ควรเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง นั่นคือ การรัดกระตุกหน้าท้อง ด้วยท่า Heimlich Maneuver ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ จากคลิปวิดีโอสาธิตของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ช่อง YouTube ของโรงพยาบาลชั้นนำ ใช้เวลาดูไม่กี่นาที แต่ความรู้นี้อาจช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้
หวังว่าเหตุการณ์นี้ จะสร้างความตระหนักให้พ่อแม่ผู้ปกครอง กลับไปย้ำกับลูกน้อยถึงภัยอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ในพฤติกรรมที่เรามองว่า “ธรรมดา” อย่างการ เดินไปกินไป และปลี่ยนจาก “การเดินกิน” มาเป็น “การนั่งกิน” เปลี่ยนจาก “ความเคยชิน” มาเป็น “ความตระหนักรู้” เพราะการปกป้องชีวิตของลูกหลาน คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราทุกคนค่ะ
คลิปปฐมพยาบาลการสำลักอาหารในทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี
คลิปปฐมพยาบาลการสำลักอาหารในเด็ก 1 ปีขึ้นไป
ที่มา : เพจ Drama-addict
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
อย่ามองแค่เกรด! 5 ทักษะที่มีค่าที่สุด ช่วยลูกรับมือกับอุปสรรคในชีวิต
เตือนภัย “เยลลี่กัญชา” รูปหมี เด็ก 2 ขวบกินเข้าไปไม่รู้ตัว เกือบไม่รอด
อุทาหรณ์! ปู่ย่าพาหลานไปหา “หมอเป่า” สุดท้ายติดเชื้อลุกลาม น่าสงสาร
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!