แม่จ๋าต้องระวัง! อุบัติเหตุในบ้านเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ยอดฮิตอย่าง “รถหัดเดินเด็ก” ล่าสุดเกิดเหตุทารกวัย 8 เดือน รถคว่ำหัวฟาดพื้น ตอนแรกนึกว่าไม่เป็นไร สุดท้ายอาการโคม่าเพราะเลือดออกในสมอง!
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเตือนใจพ่อแม่ทุกคน เมื่อโรงพยาบาลในจังหวัดกว๋างนิญ (Quang Ninh) ประเทศเวียดนาม ได้รับรักษาทารกชายวัย 8 เดือน ที่ถูกส่งตัวมาด้วยอาการสาหัสจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ
แค่รถหัดเดินล้ม… ทำไมถึงโคม่า?
ข้อมูลจากทางครอบครัวเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะพาน้องมาส่งโรงพยาบาล 1 วัน หนูน้อยกำลังนั่งเล่นอยู่ใน “รถหัดเดินเด็ก” ภายในบ้าน แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อรถเกิดพลิกคว่ำ ทำให้ศีรษะของหนูน้อยกระแทกเข้ากับพื้นแข็งอย่างจัง
ในตอนแรกหลังจากที่ล้ม หนูน้อยร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บปวด แต่หลังจากนั้นก็เงียบไปและดูเหมือนไม่มีอาการผิดปกติอะไรที่น่ากังวล พ่อแม่จึงสังเกตอาการอยู่ที่บ้านและไม่ได้พาไปหาหมอทันที
ภัยเงียบที่น่ากลัว อาการแสดงออกเมื่อสาย
หลังจากผ่านไปไม่นาน หนูน้อยเริ่มมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ยอมกินนม พ่อแม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้จึงรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลเวียดนาม-สวีเดน อูงบี (Vietnam-Sweden Uong Bi Hospital) ทันที
เมื่อถึงมือหมอ ผลการตรวจสแกนสมองทำเอาหัวอกคนเป็นพ่อแม่แทบสลาย เพราะพบว่ามี “ก้อนเลือดขนาดใหญ่” (Hematoma) กดทับเนื้อสมองอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต! ทีมแพทย์จากแผนกศัลยกรรมประสาทและกุมารเวชกรรมต้องรีบทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะด่วนเพื่อเอาเลือดที่คั่งออกและลดความดันในสมอง
โชคดีที่การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หนูน้อยปลอดภัยและกลับมารู้สึกตัว ร่าเริง และกินอาหารได้แล้ว โดยอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดที่หอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก

หมอเตือน! อย่าชะล่าใจเมื่อลูกหัวกระแทก
คุณหมอฝากเตือนคุณพ่อคุณแม่ว่า อุบัติเหตุในบ้านโดยเฉพาะจากรถหัดเดินหรือรถจักรยานเด็ก เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่ง การบาดเจ็บที่ศีรษะในเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงมาก
ความน่ากลัวคือ “อาการบาดเจ็บทางสมองอาจเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ” ในช่วงแรกเด็กอาจจะแค่ร้องไห้และดูปกติ แต่ความเสียหายภายในอาจค่อยๆ พัฒนาและรุนแรงขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันต่อมา
สัญญาณอันตราย! ถ้าลูกหัวกระแทก ต้องรีบพาไปหาหมอทันทีหากมีอาการเหล่านี้
- อาเจียน
- ซึมลง ไม่ร่าเริง
- ไม่ยอมกินนม หรือกินข้าวไม่ได้
- มีอาการชัก
ดังนั้น หากลูกน้อยประสบอุบัติเหตุล้มหรือหัวกระแทก พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดที่สุด หากพบความผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
ทำไมหมอถึงสั่งห้าม? “รถหัดเดินเด็ก”
พ่อแม่หลายคนเรียกผลิตภัณฑ์นี้ติดปากว่า “รถหัดเดินเด็ก” แต่ในทางการแพทย์และกฎหมาย (สคบ.) ปัจจุบันให้เรียกว่า “รถพยุงตัว” เพราะในความเป็นจริงมันไม่เคยช่วยให้เด็กเดินได้เร็วขึ้น ซ้ำร้ายยังเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิต
ก่อนหน้านี้มีเคสสะเทือนใจที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของครอบครัว เช่น
- จมน้ำเสียชีวิต: เด็กไถรถตกสระน้ำหรืออ่างน้ำภายในบ้าน
- อุบัติเหตุบนท้องถนน: รถเคลื่อนที่เร็วเกินไปจนพุ่งออกสู่ถนนและถูกรถชน
- ถูกสุนัขรุมกัด: เด็กเข้าสู่พื้นที่อันตรายจนบาดเจ็บสาหัส
นอกจากนี้ยังมีอุบัติเหตุอีกจำนวนมากที่ไม่เป็นข่าว ทั้งการตกบันไดและบาดเจ็บทางสมอง

3 เหตุผลหลักที่ควร “เลิกใช้” ทันที
-
ยิ่งใช้ ยิ่งเดินช้า (พัฒนาการผิดรูป)
การศึกษาพบว่าเด็กที่ใช้รถหัดเดินจะ เดินช้ากว่าเด็กทั่วไป 1-3 เดือน เพราะ
- ใช้ปลายเท้าจิก: เด็กจะใช้ปลายเท้าถีบเพื่อเคลื่อนที่ ซึ่งผิดหลักธรรมชาติ (การเดินที่ถูกต้องต้องใช้ส้นเท้าลงก่อน)
- การทรงตัวไม่ดี: เมื่อเด็กตั้งไข่ได้เอง จะติดนิสัยใช้ปลายเท้าจิก ทำให้ทรงตัวได้ไม่ดีและล้มง่าย
-
อุบัติเหตุรุนแรงที่คาดไม่ถึง
รถที่มีล้อทำให้เด็กเคลื่อนที่ได้ “เร็วและไกล” เกินกว่าที่ผู้ปกครองจะคว้าทัน
- ตกจากที่สูง: พลิกคว่ำตกบันไดหรือพื้นที่ต่างระดับ นำไปสู่กระดูกต้นคอหัก หรือเลือดออกในสมอง
- เข้าหาจุดอันตราย: เด็กสามารถพุ่งไปกระชากสายกาน้ำร้อน หรือเอื้อมถึงสิ่งของมีคมบนโต๊ะได้ในเสี้ยววินาที
-
ความเข้าใจผิดเรื่อง “ที่ฝากเด็ก”
ร้อยละ 40 ของพ่อแม่ใช้เพราะต้องการเอาเด็กวางไว้เพื่อไปทำงานบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายที่สุด เพราะรถหัดเดินไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก แต่เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดทุกวินาที
คำแนะนำในการป้องกันอันตรายจาก รถหัดเดินเด็ก
ในหลายประเทศ เช่น แคนาดา และออสเตรเลีย ได้ออกกฎหมายห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้แล้ว สำหรับประเทศไทย หมอแนะนำดังนี้ครับ:
- งดใช้รถแบบมีล้อ: ผลิตภัณฑ์นี้ ประโยชน์น้อย ไม่ช่วยเดิน แต่อันตรายมาก
- เลือกใช้ รถพยุงตัวแบบไม่มีล้อ: หากจำเป็นต้องใช้ ให้เลือกแบบที่เป็นคอกมั่นคงและอยู่กับที่ เพื่อให้เด็กยืนพยุงตัวได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุจากการไถ
- ฝึกเดินด้วยวิธีธรรมชาติ: การให้เด็กเกาะเฟอร์นิเจอร์ที่มั่นคงหรือจูงมือเดิน เป็นวิธีที่ปลอดภัยและส่งเสริมพัฒนาการได้ดีที่สุด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด และพัฒนาการที่สมวัย ควรเปลี่ยนจากการใช้รถหัดเดินแบบมีล้อ มาเป็นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Playpen) หรือคอกกั้นเด็กที่มั่นคง เพื่อให้ลูกน้อยได้มีโอกาสฝึกเกาะยืน และหัดก้าวเดินด้วยกำลังขาของตัวเอง อย่างธรรมชาติ และป้องกันอุบัติเหตุ จากการเคลื่อนที่ที่ควบคุมไม่ได้ จะดีกว่าค่ะ
ที่มา: https://suckhoedoisong.vn/ , มหาวิทยาลัยมหิดล
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ลูกเริ่มหัดเดิน ตอนกี่เดือน ? เมื่อไหร่ลูกถึงตั้งไข่ พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไร ?
วิธีฝึกลูกเดิน พัฒนาการทารก เดินได้ตอนไหน สอนลูกเดิน หัดลูกเดินอย่างไร ฝึกให้ลูกเดินได้เร็วๆ
ลูกเดินช้า มีปัญหาเรื่องพัฒนาการหรือไม่ เมื่อไหร่ต้องกังวล?
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!