ท่อน้ำตาอุดตันในทารก รักษาได้!!!

ท่อน้ำตาอุดตันในทารก รักษาได้!!!

ทารกแรกคลอดหรือในช่วง 1 – 3 เดือน บางคนอาจจะมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา ทั้ง ๆที่ไม่ได้ร้องไห้ สังเกตได้จากตาเฉอะแฉะตลอดทั้งวัน หรือที่เรียกกันว่า ท่อน้ำตาอุดตัน ท่อน้ำตาอุดตันคืออะไร สามารถรักษาได้หรือไม่ ติดตามอ่าน

รู้จักโรคท่อน้ำตาอุดตัน
สาเหตุน้ำตาอุดตัน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต อธิบายเกี่ยวกับโรคท่อน้ำตาอุดตันในทารกไว้ว่า

1. ท่อน้ำตาอุดตันในเด็กเป็นการอุดตันของท่อน้ำตาบริเวณปลายท่อที่เปิดสู่โพรงจมูก

2. ปกติแล้วในเด็กแรกเกิดจะมีเยื่อบาง ๆ ปิดอยู่ที่ปลายท่อน้ำตา โดยส่วนมากเยื่อนี้จะหายไปเองเมื่ออายุประมาณ 1 เดือน แต่ยังมีส่วนน้อยที่เยื่อไม่หลุดออกไป ทำให้เกิดการอุดตันที่ปลายท่อน้ำตา

3. นอกจากนี้ โรคท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก ยังเกิดได้จากการอักเสบของเยื่อบุตา เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียขณะคลอด ทำให้มีขี้ตาลงไปอุดก็เป็นไปได้

4. ภาวะนี้พบค่อนข้างบ่อย ในเด็กทารกประมาณ30% อาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ภาวะนี้บางคนจะหายได้เองภายใน2-3 เดือน หลังคลอด แต่ในบางคนที่ไม่หายก็ต้องได้รับการรักษา

อาการน้ำตาอุดตัน

ท่อน้ำตาอุดตันจะมีอาการที่เห็นชัด ๆ คือ

1. จะมีน้ำตาคลอในตาข้างที่อุดตันตลอดเวลา เหมือนคนร้องไห้ใหม่ๆ

2. ทารกบางรายอาจจะมีการอักเสบ และจะมีขี้ตาแฉะร่วมด้วย โดยที่มีตาบวมแดงไม่มากนัก อาการนี้มักเป็นตั้งแต่แรก

3. อาการเช่นนี้เกิดและดีขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อใช้ยาแต่ไม่หายขาด บางรายที่มีการสะสมของขี้ตา และเชื้อโรคมากๆ เข้าไปในถุงน้ำตาก็อาจจะทำให้อักเสบเป็นฝีบริเวณถุงน้ำตาได้

ท่อน้ำตาอุดตัน ทารก, รักษาท่อน้ำตาอุดตัน การนวดตา, รักษาท่อน้ำตาอุดตัน การแยงตา
การรักษาน้ำตาอุดตัน

พญ. อารีย์ นิมิตรวงศ์สกุล ได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการรักษาท่อน้ำตาอุดตันในทารก ดังนี้

รักษาโดย :  การนวดตา

คุณพ่อคุณแม่ควรพาทารกมาพบกุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์ก่อนทุกราย  เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นท่อน้ำตาอุดตันจริงหรือไม่  หากตรวจพบว่าเป็นภาวะท่อน้ำตาอุดตัน  เบื้องต้นคุณหมอจะสอนให้คุณแม่นวดตาตรงบริเวณถุงน้ำตาบ่อยๆ  นอกจากนี้  คุณหมออาจให้ยาหยอดตาปฏิชีวนะร่วมด้วย

วิธีการนวดตา  ทำได้ดังนี้

1. ยกนิ้วชี้ของคุณแม่ขึ้นมาค่ะ ซึ่งคุณแม่ต้องตัดเล็บให้สั้นและล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังทำทุกครั้ง เอานิ้วชี้นั้นมากดที่หัวตาแนบเข้าไประหว่างหัวตากับสันจมูกค่ะ รู้สึกถึงเอ็นแข็ง ๆ ใต้นิ้ว นั่นคือ ถุงน้ำตาอยู่ใต้ต่อเอ็นนั้น

2. ให้คุณแม่ วนนิ้วลงน้ำหนักเบา ๆ เป็นวงกลมแล้วลากลงตามสันข้างจมูก มันจะเป็นเหมือนการรีดน้ำในลูกโป่งยาว ๆ ค่ะ ทำให้น้ำมันดันลงไปทางปลายทาง เกิดแรงดันขึ้นเพื่อที่จะไปดันให้พังผืดที่ปากทางออกของท่อน้ำตาทะลุออกไป

3. ให้นวดรอบละหลาย ๆ ครั้ง วันละหลาย ๆ รอบได้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เด็กจำนวนมากจะสามารถหายได้เองด้วยวิธีนี้

4. ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้น คุณหมอจะพิจารณาส่งต่อให้คุณหมอรักษาตา  ทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม อาจต้องหยอดยาฆ่าเชื้อ ควรหยอดในช่วงที่เด็กมีขี้ตามาก ๆ เพื่อป้องกันการอักเสบติดเชื้อของถุงน้ำตา ซึ่งหากมีการอักเสบติดเชื้อของถุงน้ำตาแล้วอาจจะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทานหรือยาฉีดร่วมรักษาด้วย

บทความแนะนำ   คุณแม่แชร์ประสบการณ์ วิธีรักษาโรคท่อน้ำตาอุดตันลูกด้วยตัวเอง

รักษาโดย : แยงท่อน้ำตา

1. การแยงท่อน้ำตาไม่มีอันตรายต่อตาแต่อย่างไร เพราะทำคุณหมอจะรักษาแค่บริเวณเปลือกตาเท่านั้น  ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับ     ลูกตาเลย

2. การแยงท่อน้ำตาจำเป็นต้องดมยาสลบ เพื่อให้เด็กสลบไปจะได้ไม่รู้สึกเจ็บ

3.รักษาโดยการ “แยงท่อน้ำตา” ซึ่งควรทำก่อนเด็กมีอายุครบ  1  ปี  เพราะถ้าทิ้งไว้นานเกิน 1 ปี กระดูกในโพรงจมูกก็จะแข็งตัวและหนาขึ้นเป็นกระดูกทึบ ทำให้การแยงท่อน้ำตาไม่สามารถทะลุกระดูกแข็ง ๆ ได้

ผลคือ  การรักษาไม่สำเร็จและเด็กก็จะมีน้ำตาไหลตลอดชีวิต  ถ้าจะให้หายก็ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเข้าไปกรอกระดูก เป็นการรักษาซึ่งทำยากและซับซ้อนขึ้น และทำได้เมื่อเด็กโตเต็มที่เท่านั้น

การรักษาท่อน้ำตาอุดตันแบบใหม่

นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง  จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  อธิบายถึงการรักษาท่อน้ำตาอุดตันแบบใหม่ ดังนี้

1. การรักษาแบบใหม่เป็นการผ่าตัดทางเชื่อมท่อน้ำตาโดยวิธีการส่องกล้องโดยใช้กล้องขนาดเล็กที่เรียกว่า เอ็นโดสโคป (endoscope)

2. คุณหมอจะส่องเข้าไปในช่องจมูกแคบๆ และทำทางระบายท่อน้ำตาใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่มีแผลเป็น ฟื้นตัวได้เร็วกว่า แผลหายเร็วกว่าการรักษาแบบเดิม เป็นวิธีการผ่าตัดกรีดตาจากทางด้านนอก ซึ่งวิธีนี้ทำให้เกิดแผลเป็น  แต่การรักษานี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางท่านั้น

จะเห็นว่า  หากพบความผิดปกติของดวงตาทารก มีน้ำตาไหลตลอดเวลา  ดวงตาเฉอะแฉะทั้ง ๆ ที่เจ้าหนูไม่ได้ร้องไห้  ควรพาทารกน้อยไปพบคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในการรักษาต่อไป  ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นการสะสมเชื้อโรคจนเกิดฝีหนอง  ส่งผลเสียต่อดวงตาได้

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.bumrungrad.com

http://www.babyfancy.com

http://haamor.com

http://www.doctoraree.com

http://www.komchadluek.net

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณแม่แชร์ประสบการณ์ เมื่อดวงตาลูกเปลี่ยนไปเพราะมะเร็ง

คลิปสุดซึ้ง: ดวงตาของพ่อ

TAP-ios-for-article-footer-with button (1)

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner