ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงได้ยินข่าวการระบาดของ โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทั้งในอังกฤษและในไทยเราเองใช่ไหมคะ? แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่รู้ไหมคะว่าปี 2569 นี้ (ข้อมูลถึง 17 มี.ค.) เมืองไทยเรามีผู้ป่วยแล้ว 5 ราย และที่น่าเศร้าคือ เสียชีวิตไปถึง 3 ราย! หนึ่งในนั้นคือหนูน้อยวัยเพียง 7 เดือนเท่านั้น
วันนี้ theAsianparent สรุปข้อมูลสำคัญที่คุณแม่ต้องรู้ เพื่อปกป้องลูกรักและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโรคร้ายนี้มาฝากค่ะ
โรคไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร?
โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ชัก หลังเกร็งแอ่น จึงเรียกว่าไข้กาฬหลังแอ่น โรคนี้พบในประเทศไทยมานานแล้ว แต่มักจะระบาดเฉพาะบางพื้นที่ซึ่งพบผู้ป่วยและมีการสัมผัสโรค ไม่ได้ระบาดแพร่หลายเหมือนโรคระบาดอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก
สถานการณ์ในไทยปี 2569
-
อัตราการเสียชีวิตสูง: ป่วย 5 เสียชีวิต 3
-
กลุ่มเสี่ยง: พบมากในเด็กเล็ก ต่ำกว่า 5 ปี วัยรุ่นที่ไปศึกษาต่อและอยู่หอพัก ผู้ที่มีการทำงานของม้ามบกพร่อง ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
-
สายพันธุ์ที่พบ: ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ B แต่เคสเด็ก 7 เดือนที่เสียชีวิตล่าสุดเป็นสายพันธุ์ Y ซึ่งพบได้น้อยในไทย
- ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดในประเทศอังกฤษ
โรคไข้กาฬหลังแอ่น ติดต่อได้อย่างไร?
ผู้ป่วยโรคนี้จะมีเชื้อโรคออกมาทางสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย หากไปสัมผัสกับเชื้อโรคก็จะทำให้ติดโรคได้ โดยเฉพาะในที่ที่มีคนอยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกันมากๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หอพักนักเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก สามารถติดต่อได้ง่ายทางการหายใจ การไอจามรดกัน หรือสัมผัสน้ำลายผู้ป่วย

โรคไข้กาฬหลังแอ่น อาการเป็นอย่างไร?
หลังสัมผัสกับเชื้อโรคจากผู้ป่วยประมาณ 2-7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการไข้ ต่อมา 2-3 วัน จะมีผื่นขึ้น รูปร่างคล้ายดาวกระจาย ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำมักเป็นบริเวณลำตัวส่วนล่าง ขา เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อยๆ เช่น ขอบกางเกง ขอบถุงเท้า มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง อาจไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสนได้ ซึ่งเป็นอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถ้ามีอาการรุนแรงจะช็อก และอาจเสียชีวิตได้ในภายใน 24 ชั่วโมง จากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด
หากสงสัยว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่นควรทำอย่างไร?
หากเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการของไข้ มีผื่นที่เป็นจ้ำเลือดคล้ายรูปดาวกระจาย หรือมีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบดังข้างต้น ควรไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุดนะคะ เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หากล่าช้าเกินไป ผู้ป่วยอาจมีอันตรายรุนแรงจนเสียชีวิตได้ คุณหมอจะทำการสอบถามประวัติ อาการ ตรวจร่างกาย เจาะเลือดและน้ำไขสันหลังเพื่อเพาะเชื้อช่วยในการวินิจฉัย หากเข้าได้กับโรคนี้จริงคุณหมอจะรีบให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้โรคมีการลุกลามรุนแรง และคนที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อและสังเกตอาการด้วยนะคะ
มีวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นหรือไม่?
ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นมี 2 ชนิด คือ
- วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ A,C, W, Y ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดในบุคคลทั่วไป เพราะจำนวนผู้ป่วยในไทยยังน้อยอยู่ แต่จะ แนะนำเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ดังนี้
|
กลุ่มที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีน
|
ประเภทวัคซีนที่เกี่ยวข้อง
|
| เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี |
ปรึกษาคุณหมอเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม |
| ผู้ที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ |
ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศนั้นๆ |
| ผู้แสวงบุญ (ฮัจย์/อุมเราะห์) |
วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ (A, C, W, Y) |
| ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง |
ตามคำแนะนำของแพทย์ |
| ผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาด |
เช่น อังกฤษ (แนะนำสายพันธุ์ B) |
ที่มา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ , กรุงเทพธุรกิจ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เมื่อลูกเป็นโรคอีสุกอีใส
เมื่อลูกเป็นตาแดง
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!