TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครองเตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

ลูกหัวกระแทก มีอาการซึม พาไปตรวจกลับเจอมะเร็งอย่างไม่คาดฝัน

บทความ 3 นาที
ลูกหัวกระแทก มีอาการซึม พาไปตรวจกลับเจอมะเร็งอย่างไม่คาดฝัน

ประสบการณ์แสนเจ็บปวดของแม่เอ๋ เมื่อลูกน้อยหัวกระแทกกับกระจก และมีอาการซึม พาไปตรวจกลับเจอมะเร็งที่สมองอย่างไม่คาดฝัน

มะเร็งสมอง

ขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ เพื่อเป็นประโยชน์กับคุณแม่หลายๆ ท่านคะ แม่เอ๋มีลูกชายอายุประมาณ 10 เดือน 9 วัน น้องปกติทุกอย่าง กินเก่ง ขี้เล่น เวลาสอนให้ทำอะไรจะจำได้เร็วมาก แต่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 58 น้องมีไข้ ซึม จะเอาแต่นอนอย่างเดียว (ปกติน้องเป็นเด็กนอนน้อย) และก็มีอาเจียนพุ่ง แต่ว่าวันนั้นน้องมีหัวกระแทกกับกระจก แม่เอ๋ก็คิดว่าสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้น้องมีอาการแบบนี้ แม่เอ๋จึงเริ่มเฝ้าระวังอาการน้องอย่างใกล้ชิดค่ะ

มะเร็งสมอง 4

วันต่อมา (18 สิงหาคม 58) แม่เอ๋กลับจากทำงาน มาถึงบ้านตอนเย็น  น้องยังซึม ไม่ค่อยร่าเริง จะนอนอย่างเดียว แม่เอ๋เอาสตรอว์เบอร์รีให้น้องกิน ยังไม่ทันได้กินเลย น้องก็อาเจียนพุ่งอีกครั้ง แม่เอ๋ก็เลยรีบพาน้องไปโรงพยาบาลทันที ตอนแรกคุณหมอประเมินว่าน่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ก็ไข้หวัดใหญ่ แต่เราบอกว่าน้องหัวกระแทกกระจกด้วย คุณหมอเลยให้เอ็กซเรย์แต่ไม่พบความผิดปกติอะไร แต่คุณหมอบอกว่าจะให้แน่นอนต้องทำ CT Scan เราเลยตกลงทำ ผลออกมาทำให้หัวใจคนเป็นแม่ต้องแหลกสลาย เมื่อต้องรับรู้ว่าน้องมีเนื้องอกในสมอง เลยทำให้น้องมีน้ำในโพรงสมองจำนวนมากและต้องรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

บอกตามตรงว่า ตอนนั้นแม่เอ๋ไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ น้องยังเล็ก จะเป็นเนื้องงอกได้อย่างไร? แม่เอ๋ขอผลการตรวจทั้งหมดแล้วเปลี่ยนโรงพยาบาลไปศิริราชคืนนั้นเลย ตลอดเวลาน้องจะหลับอย่างเดียว ให้กินนมก็อาเจียนออกมา พอเราไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ตรวจและรับน้องเข้าเป็นผู้ป่วยหนักทันที และตอนเช้าน้องก็เข้ารับการผ่าตัดที่สมองเพื่อใส่ท่อระบายน้ำ

มะเร็งสมอง 16

เช้าวันที่ 19 สิงหาคม น้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกเพื่อใส่ท่อระบายน้ำจากสมอง  การผ่าตัดใช้เวลา 2 ชั่วโมง  คุณหมอแจ้งว่าการผ่าตัดผ่านไปได้ดี แต่น้องต้องอยู่ที่ห้อง icu เพื่อดูอาการตอบสนองจากการใส่ระบายน้ำ

ประมาณ 3 ทุ่มกว่า คุณหมอพาน้องไปตรวจ MRI ผลออกมาว่าก้อนเนื้อที่เราพบมันเกิดขึ้นที่ก้านสมองและก้อนใหญ่มากเมื่อเทียบกับเด็กวัย 10 เดือน ในก้อนเนื้อเต็มไปด้วยเส้นเลือดถ้าเราผ่าก้อนเนื้อนี้ออกน้องจะเสียชีวิตระหว่างผ่าตัดซึ่งคุณหมอลงความเห็นว่าผ่าตัดก้อนเนื้อชิ้นนี้ออกเพื่อรักษาไม่ได้ ทำได้เพียงตัดไปตรวจว่าเป็นชนิดไหนเพื่อหาหนทางรักษากันต่อไป

แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ มีเนื้องอกกระจายไปที่ไขกระดูกสันหลังของน้อง บอกตรงๆ ว่าหัวใจคนเป็นแม่แทบสลาย ในใจคิดว่าเนื้อดีมันต้องไม่กระจาย แต่ก็ปลอบตัวเอง ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นด้วยเถิด

มะเร็งสมอง 7

วันที่ 21 สิงหาคม คุณหมอพาน้องเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อทำการผ่าก้อนเนื้อไปตรวจ การผ่าตัดครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี น้องฟื้นเร็วมาก มีสติดี ตลอดการรักษาที่น้องอยู่ห้อง icu และใช้เครื่องช่วยหายใจ น้องลืมตาตื่นดี

วันที่ 22 สิงหาคม ประมาณหนึ่งทุ่ม คุณหมอถอดเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้น้องลองหายใจด้วยตัวเองและจะได้กินนม น้องก็สามารถหายใจเองได้ค่ะ แต่ยังร้องไม่มีเสียง

พอวันที่ 23 สิงหาคม คุณหมออนุญาตให้น้องดื่มนมจากขวดได้แต่จะเป็นคุณพยาบาลเป็นคนให้เองนะคะ และผลทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีคุณหมอเลยย้ายน้องไปรักษาตัวที่ห้องผู้ป่วยสามัญคะ แต่ตลอดเวลาที่รักษาตัวน้องลืมตาตื่น น้องมีสติทุกอย่าง น้องยังรำ น้องยังสวัสดีเราได้นะคะ ขนาดระหว่างที่เราอุ้มน้องเพื่อย้ายห้องเค้ายังรำเพลงหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกับเราได้ตลอดทางเลยคะ เค้าพูดหม่ำๆ ขอเรากินนมได้

แต่วันสุดท้ายที่เราเห็นเค้าลืมตาตื่นและรำให้เราดูได้คือวันที่ 25 สิงหาคม

มะเร็งสมอง 14

25 สิงหาคม เรามาเฝ้าลูกตามปกติตั้งแต่เช้าถึงมืด พอสองทุ่มก็ต้องกลับเพราะที่โรงพยาบาลไม่ให้นอนค้าง วันรุ่งขึ้น (26 สิงหาคม) เรามาถึงโรงพยาบาลตอนสิบโมง ก็เห็นน้องหลับอยู่ค่ะ เราก็เลยคุยกับคุณพยาบาลว่าน้องหลับนานหรือยังคะ คุณพยาบาลบอกว่าตอนแปดโมงเช้าน้องตื่นมากินนมและยังจับปูดำให้ดูอยู่แต่หลังจากนั้นน้องก็หลับ คุณพยาบาลก็เอะใจ เพราะปกติน้องจะตื่นมาขอหม่ำๆ  เค้าเลยตามคุณหมอมาตรวจ แล้วพาน้องตรวจ CT Scan อีกครั้ง ผลออกมาเริ่มไม่ดีคะ พอประมาณบ่าย 2-3 น้องเริ่มมีอาการชักอีกครั้ง (น้องเคยชักมา 1 ครั้ง ตอนอยู่ห้องไอซียู เลยต้องให้กันชักทุกเที่ยงวันและเที่ยงคืน) เพราะน้องไม่ได้ยากันชักคะ พอคุณพยาบาลเอายามาให้ น้องไม่ชักแต่ทุกอย่างในตัวน้องตกคะ ผลออกมาไม่ดี คุณหมอเรียกเรากับแฟนเราไปคุยอีกครั้ง

หมอบอกว่าอาการน้องไม่สู้ดีนัก ผลชิ้นเนื้อออกมาชนิดที่น้องเป็นคือเนื้อร้าย(มะเร็ง) แต่เราเองทำใจมาแล้วเพราะคุณหมอได้บอกเราบ้างแล้ว ส่วนหนทางรักษา คุณหมอบอกว่า น้องยังเล็กเกินไปที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดหรือฉายแสง ส่วนคีโมก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะมะเร็งชนิดที่น้องเป็นไม่มีผลกับการให้คีโม การรักษาต่างๆ อาจทำให้น้องสมองบวม สมองฝ่อ  ยิ่งทำ อาจยิ่งทำให้น้องจากไปเร็วขึ้น เพราะชนิดที่น้องเป็นมันโตเร็วมาก คุณหมอบอกตามตรงว่าน้องจะอยู่กับเราได้อีกไม่นาน เรากับแฟนเลยเลือกที่จะไม่รักษาต่อ เพราะไม่อยากให้น้องต้องเจ็บและทรมานไปมากกว่านี้ และขอใช้เวลาอยู่กับน้องให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้

มะเร็งสมอง 11

แม่เอ๋ขออยู่กับน้องในช่วงชีวิตสุดท้ายของเค้า เรากอดและหอมแก้มเค้าทุกวัน โดยระหว่างนี้ก็พยายามทำใจในความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น พอวันที่ 12 กันยายน น้องก็จากเราอย่างสงบ รวมอายุได้ 11 เดือน 2 วัน  แม่เอ๋ขอขอบคุณแม่ๆ ทุกคนมากนะคะที่ตามอ่านจนจบ  สุดท้ายครอบครัวเราต้องขอขอบคุณทีมแพทย์ศิริราชและพยาบาลที่ศิริราช  ที่รับน้องรักษา ดูแลน้อง ช่วยน้องอย่างเต็มที่ ถ้าเราไม่ได้รักษาที่นี่น้องคงไปตั้งวันแรกที่รู้แล้วค่ะ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของแม่เอ๋ที่ใครได้ทราบต่างก็รับรู้ได้ถึงความปวดร้าวที่ต้องเสียแก้วตาดวงใจไปเพราะโรคมะเร็งสมอง ทางดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ต้องขอขอบคุณแม่เอ๋ที่อนุญาตให้แบ่งปันเรื่องราว และขอเป็นกำลังให้คุณแม่และครอบครัวกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งนะคะ

ที่มา:  My’Gril Nooaey

บทความที่น่าสนใจ

บทความจากพันธมิตร
PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
ครบจบที่เดียว! คู่มือดูแล "แม่และลูกรัก" ฉบับมืออาชีพ จาก ศูนย์แม่และเด็ก 24 ชม. โรงพยาบาลนวเวช
ครบจบที่เดียว! คู่มือดูแล "แม่และลูกรัก" ฉบับมืออาชีพ จาก ศูนย์แม่และเด็ก 24 ชม. โรงพยาบาลนวเวช
ลืมน้ำผลไม้แบบเดิมไปได้เลย! เมื่อ "น้ำผลไม้เด็ก" ยุคใหม่ อัดแน่น DHA สูงไม่แพ้นมกล่อง และยังหวานน้อยจากธรรมชาติ
ลืมน้ำผลไม้แบบเดิมไปได้เลย! เมื่อ "น้ำผลไม้เด็ก" ยุคใหม่ อัดแน่น DHA สูงไม่แพ้นมกล่อง และยังหวานน้อยจากธรรมชาติ
ลูกโตไวเกินไป...อาจไม่ใช่เรื่องดี! เช็กสัญญาณ "ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย" ภัยเงียบที่ทำร้ายความสูงและจิตใจลูก
ลูกโตไวเกินไป...อาจไม่ใช่เรื่องดี! เช็กสัญญาณ "ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย" ภัยเงียบที่ทำร้ายความสูงและจิตใจลูก

ลูกกระดูกเปราะเพระผงชูรสจริงหรือ? คำอธิบายจากหมอ

โฆษณาซึ้ง ๆ เกี่ยวกับแม่ จากเค้าโครงเรื่องจริง

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

ชื่นชนก เชื้อพันธุ์

  • หน้าแรก
  • /
  • พัฒนาการลูก
  • /
  • ลูกหัวกระแทก มีอาการซึม พาไปตรวจกลับเจอมะเร็งอย่างไม่คาดฝัน
แชร์ :
  • ลูกติดจอเสี่ยง Tech Neck Syndrome ภาวะปวดคอ บ่า ไหล่ จากการก้มเล่นมือถือนานเกินไป

    ลูกติดจอเสี่ยง Tech Neck Syndrome ภาวะปวดคอ บ่า ไหล่ จากการก้มเล่นมือถือนานเกินไป

  • 4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

    4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

  • PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
    บทความจากพันธมิตร

    PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว

  • ลูกติดจอเสี่ยง Tech Neck Syndrome ภาวะปวดคอ บ่า ไหล่ จากการก้มเล่นมือถือนานเกินไป

    ลูกติดจอเสี่ยง Tech Neck Syndrome ภาวะปวดคอ บ่า ไหล่ จากการก้มเล่นมือถือนานเกินไป

  • 4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

    4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

  • PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
    บทความจากพันธมิตร

    PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว