ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม ส่งผลต่อน้ำนมและลูกน้อยหรือเปล่า

บ่อยครั้งที่คุณแม่ให้นมมักกังวลกับการกินยาแก้อักเสบ ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม มียาอะไรที่กินได้อย่างปลอดภัยบ้าง ไปดูกัน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เรื่องการใช้ยาหรือกินยาในขณะในนมลูกนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความซับซ้อน จนสร้างความกังวลใจให้คุณแม่ให้นมอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ โดยเฉพาะยาที่เราอาจจะรู้สึกว่าสามารถเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ต่อร่างกายได้แม้ในคนปกติทั่วไปอย่าง “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งบ่อยครั้งที่คุณแม่ให้นมบางคนมีอาการป่วยและจำเป็นต้องได้รับยากลุ่มนี้ในการรักษา จึงเกิดเป็นคำถามว่า ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม ลูกจะได้รับผลกระทบอะไรผ่านทางน้ำนมหรือเปล่า เรามาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันค่ะ

 

ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม ส่งผลต่อน้ำนมและลูกน้อยหรือเปล่า

เนื่องจากลูกน้อยควรกินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน และกินควบคู่กับอาหารหลักตามวัยไปจนถึง 2 ขวบ ดังนั้น ในช่วงระหว่างนี้ หากคุณแม่มีอาการป่วยและต้องกินยาแก้อักเสบ ก็เป็นธรรมดาที่จะกังวลว่ายาที่กินเข้าไปจะส่งผลต่อน้ำนมไหม ลูกจะได้รับผลกระทบจากการกินยาหรือเปล่า ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม

ต้องบอกว่า “ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ค่ะ” หากคุณแม่เพียงแค่เคล็ดขัดยอก มีไข้ ปวดศีรษะ หรืออาการที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถใช้บรรเทาอาการปวดหรืออักเสบทั่วไป เช่น ไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ ได้

โดยองค์การอาหารและยา แนะนำว่า ในกรณีที่คุณแม่ให้นมจำต้องใช้ยา สามารถ “เลือกใช้ยาพาราเซตามอล (paracetamol) หรือ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ได้”

ยาแก้อักเสบส่วนใหญ่ถูกขับออกทางน้ำนมได้ แต่มักมีปริมาณต่ำและไม่เป็นอันตรายต่อทารกที่ดื่มกินแม่ คือน้อยกว่า 1% และน้อยกว่าระดับยาที่ใช้รักษาสำหรับทารก การใช้ยาในแม่จึงผลน้อยต่อทารก และมียาเพียงไม่กี่ชนิดที่ห้ามใช้ในช่วงที่ให้นม คุณแม่จึงไม่ควรเป็นกังวลมากเกินไปจนกินยาแล้วหยุดให้นมลูก หรือไม่ยอมกินยาเลย เช่น ยาแก้ปวด ลดไข้ หรือยาแก้อักเสบ (ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs)

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาการแบบไหนทำให้แม่ต้องกินยาแก้อักเสบ

กรณีที่คุณแม่ต้องใช้ยาแก้อักเสบที่ให้ผลต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ไม่ใช่การติดเชื้อ มีดังนี้

  • กล้ามเนื้อ-เอ็นอักเสบจากการยกของ เคล็ดขัดยอกจากการออกกำลังกาย
  • มีไข้ หรือมีอาการปวดศีรษะ ปวดไมเกรน
  • ปวดประจำเดือน และปวดหลังการผ่าตัด
  • การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี
  • เพื่อลดการอักเสบโดยตรง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 

ปรับความคิด ลบความเข้าใจผิดเรื่อง “ยาแก้อักเสบ”

หนึ่งในความเข้าใจผิดของคุณแม่รวมถึงบุคคลทั่วไปคือเรื่องของ “ยาแก้อักเสบ” และ “ยาปฏิชีวนะ” หรือยาฆ่าเชื้อ (ในรูปแบบแคปซูลสีฟ้า-เขียว ซึ่งเราน่าจะคุ้นเคยกันดี) โดยยาทั้งสองนี้ “ไม่ใช่ยาตัวเดียวกัน” ซึ่งเหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดนั้นไม่แน่ชัด แต่อาจเกิดจาก…

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • การเรียกชื่อยาผิดแบบปากต่อปากแล้ว
  • ผู้ป่วยไม่ได้ทราบว่าอาการที่เป็นอยู่เกิดจากสาเหตุอะไรแน่ เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ จึงเข้าใจผิดว่าเป็นยาแก้อักเสบ ซึ่งหากอาการป่วยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การกินยาฆ่าเชื้อเข้าไปก็จะช่วยรักษาให้หายได้ แต่ถ้าคิดว่าอาการที่เป็นคือ อักเสบทั่วไป เมื่อเภสัชกรจ่ายยาฆ่าเชื้อให้แล้วอาการดีขึ้น ก็เข้าใจผิดว่ายาที่กินเข้าไปคือ ยาแก้อักเสบ นั่นเอง

เห็นไหมคะว่า การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนมากจริง ๆ เอาเป็นว่า มาดูความแตกต่างกันอย่างง่าย ๆ ตามตารางค่ะ

ความแตกต่างของ ยาแก้อักเสบ vs ยาปฏิชีวนะ

ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ
  • มีฤทธิ์ลดการอักเสบ บรรเทาปวด หรือลดบวม รวมถึงลดไข้ได้ด้วย เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคฟรีแนค
  • ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน อะม็อกซีซิลิน ลีโวฟลอกซาซิน
  • ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือฆ่าเชื้อโรคอื่น ๆ
  • ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ
  • ใช้สำหรับกรณีที่เกิดอาการข้างต้นเพราะบาดเจ็บจากการทำงาน เล่นกีฬา หรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นการติดเชื้อ
  • ต้องกินให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะการหยุดยาก่อนกำหนด อาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อที่ยังรักษาไม่หายดี
  • การกินยาแก้อักเสบ ให้กินและหยุดตามอาการ ถ้าอาการดีขึ้นแล้วสามารถหยุดกินได้ ไม่ควรกินต่อเนื่องในระยะยาว
  • โรคหวัด อุจจาระร่วงเฉียบพลัน แผลสด ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ยารักษาตามอาการที่ปลอดภัยสำหรับแม่ให้นม

กลุ่มยา / ตัวอย่างยา

ความปลอดภัยในแม่ให้นมลูก

หมายเหตุ

Paracetamol ✅ ปลอดภัย ตัวเลือกแรกในการลดไข้และบรรเทาปวด
Ibuprofen ✅ ปลอดภัย ผ่านน้ำนมน้อย เหมาะใช้ระยะสั้น
Cetirizine ✅ ปลอดภัย ยาต้านฮีสตามีนรุ่นใหม่ ไม่ทำให้ง่วงมาก
Loratadine ✅ ปลอดภัย ผ่านน้ำนมน้อย ไม่ทำให้เด็กง่วง
Pseudoephedrine ❌ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ อาจยับยั้งการสร้างน้ำนม และทำให้ลูกหงุดหงิด
Dextromethorphan ✅ ปลอดภัย ใช้ขนาดปกติได้ แต่เลี่ยงชนิดผสมแอลกอฮอล์
Domperidone ✅ ปลอดภัย ใช้บรรเทาอาการคลื่นไส้ และบางกรณีใช้กระตุ้นน้ำนม แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์

ยาปฏิชีวนะ กับ แม่ให้นม

เมื่อตอบคำถามได้แล้วว่า ให้นมลูกกินยาแก้อักเสบได้ไหม คราวนี้เรามาดูกรณีแม่ให้นมกับยาปฏิชีวนะที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนกับยาแก้อักเสบกันบ้างค่ะว่ามีอะไรต้องใส่ใจหรือเป็นกังวลไหม

หากคุณแม่ให้นมมีอาการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ ท้องเสีย ปัสสาวะแสบขัด แผลอักเสบ ยาที่ได้รับจะเป็นยาปฏิชีวนะสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียค่ะ ซึ่งในกรณีคุณแม่ให้นมมีอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียต่อไปนี้ เช่น

  • แผลพุพองตามผิวหนัง
  • ภาวะคออักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโทค็อคคัส (Streptococcus)
  • ภาวะหูชั้นกลางอักเสบ
  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยกำจัดแบคทีเรียและป้องกันการติดเชื้อซ้ำในร่างกายค่ะ อย่างไรก็ตาม แพทย์และเภสัชกรจะเป็นผู้จ่ายยาปฏิชีวนะให้คุณแม่ใช้ตามความเหมาะสม และในปริมาณที่ปลอดภัย โดยแพทย์จะต้องประเมินแล้วว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นวิธีการรักษาภาวะติดเชื้อแบคทีเรียได้ดีที่สุดแม้คุณแม่จะอยู่ในช่วงของการให้นมลูกน้อยก็ตาม

ยาปฏิชีวนะที่แม่ให้นมมักจำเป็นต้องกินเมื่อป่วย

กลุ่มเพนิซิลลิน

(Penicillin)

รักษาการติดเชื้อ อาทิ
  • การติดเชื้อในหู
  • ติดเชื้อบนผิวหนัง
  • ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • โรคไข้รูมาติก (Rheumatic Fever)
  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคหนองใน
  • ตัวยาชนิดนี้จะปนเข้าไปในน้ำนมแม่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • อาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แสบกลางอก ผิวช้ำง่าย มึนงง นอนไม่หลับ ท้องเสียติดต่อกันหลายวัน คัน หรือมีอาการลมพิษ
กลุ่มเซฟาโลสปอริน

(Cephalosporins)

  • รักษาการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง หู ลำคอ ไต กระดูก
  • ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
  • โรคปอดอักเสบ
  • ผลข้างเคียงในระหว่างการใช้ยา เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือรู้สึกไม่สบายท้อง ท้องเสีย ติดเชื้อราในปากหรือในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย
ยาอิริโทรมัยซิน

(Erythromycin)

  • ใช้รักษาการติดเชื้อในหู ผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ และระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
  • รักษาโรคคอตีบ
  • โรคไข้รูมาติก
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • หลอดลมอักเสบ
  • โรคลีเจียนแนร์ (Legionellosis)
  • โรคไอกรน หรือโรคปอดอักเสบ
  • ผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร อาเจียน อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเสีย ปวดท้องหรือเกิดตะคริวที่ท้อง
ยาฟลูโคนาโซล

(Fluconazole)

  • รักษาการติดเชื้อราในช่องปากหรือลำคอ
  • เชื้อราในช่องคลอด
  • โรคหลอดอาหารติดเชื้อรา
  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา (Fungal Meningitis)
  • อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผื่น ผมร่วง เวียนหัว ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ ที่แม่ให้นมควรหลีกเลี่ยง

ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ข้อมูลในแม่ให้นมยังมีจำกัด ควรใช้เมื่อจำเป็นและในระยะสั้นเท่านั้น
อินโดเมทาซิน (Indomethacin) อาจทำให้ทารกมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทและทางเดินอาหาร
แอสไพริน (Aspirin) เสี่ยง Reye’s syndrome ในทารกและอาจทำให้เลือดออกง่าย

หลักการเลือกใช้ยาที่แม่ให้นมต้องรู้ 

  1. ใช้ยาเมื่อจำเป็น
  2. เลือกยาที่มีข้อมูลระบุชัดว่าปลอดภัยสำหรับแม่ที่ให้นมลูก
  3. ใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อกินเอง
  4. เลือกใช้ยาขนาดต่ำที่สุด และใช้เป็นระยะเวลาสั้นที่สุด
  5. เลือกยาใช้ภายนอก หรือสูดพ่น แทนการใช้ยาแบบกินหรือยาฉีด เพื่อไม่ทำให้ระดับยาในเลือดคุณแม่สูงเกินไป
  6. เลือกใช้ยาที่มีตัวยาสำคัญเพียงตัวเดียว

การใช้ยาที่ผ่านออกมาทางน้ำนม

หากจำเป็นต้องใช้ยาหลายครั้ง หรือใช้ยาที่ผ่านออกทางน้ำนมบ้าง เพื่อให้มีผลต่อลูกน้อยที่สุด มีข้อแนะนำการใช้ดังนี้ค่ะ

  • แจ้งแพทย์/เภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังให้นมลูก
  • ลดปริมาณยาที่ลูกอาจได้รับผ่านนมแม่ลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยให้แม่รับยานั้นทันทีหลังจากให้นมเสร็จ หรือในช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมงก่อนให้นมลูกมื้อต่อไป
  • กรณีต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์ยาว ควรกินยานั้นก่อนเวลาที่ลูกจะหลับยาว
  • สังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดกับลูกหลังจากคุณแม่กินยาแล้วให้นม เช่น ปัญหาด้านการดูดนม การหลับ ร้องกวน หรือมีผื่นผิวหนังหรือไม่ หากผิดปกติควรรีบพบแพทย์

 

แม้คุณแม่ให้นมลูกจะสามารถกินยาแก้อักเสบ รวมถึงยาปฏิชีวนะบางชนิดได้ แต่คุณแม่ก็ยังควรต้องระมัดระวัง และที่สำคัญคือ ไม่ควรซื้อยามากินเอง ต้องปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์โดยแจ้งว่าอยู่ในช่วงกำลังให้นมลูกน้อยก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่เองและตัวลูกน้อยอันเป็นที่รักด้วยค่ะ

 

ที่มา : www.pobpad.com , thaibf.com , www.fascino.co.th , www.exta.co.th , tmc.or.th , oryor.com

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ให้นมลูกกินหน่อไม้ได้ไหม ส่งผลอะไรต่อน้ำนมบ้าง ลูกกินนมได้หรือเปล่า

ให้นมลูกน้ำหนักไม่ลด ทำไงดี ลดน้ำหนักแม่หลังคลอดอย่างปลอดภัย

คุณแม่อัพไซส์ เสริมหน้าอก ให้นมลูกได้ไหม น้ำนมจะน้อยหรือเปล่า

บทความโดย

จันทนา ชัยมี