เชื่อไหมคะว่า เด็กที่จับจังหวะเก่ง ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเต้นหรือร้องเพลงเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีแนวโน้มที่จะ “อ่านหนังสือเก่ง” และเรียนรู้ภาษาได้ไวกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ!
วันนี้ theAsianparent จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปไขความลับการทำงานของสมองลูกน้อย ว่าจังหวะเกี่ยวข้องกับการอ่านหนังสือได้อย่างไร และเราจะฝึกจังหวะให้ลูกเป็น เด็กที่จับจังหวะเก่ง เพื่ออนาคตทางการเรียนรู้ที่ดีได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ
เปิดประตูสมอง เมื่อ “ดนตรี” คือกุญแจสู่ “การอ่าน”
หลายครอบครัวอาจจะแยกเรื่อง “วิชาการ” กับ “ดนตรี” ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เรามักคิดว่าถ้าอยากให้ลูกอ่านเก่ง ก็ต้องให้ลูกนั่งท่อง ก-ฮ หรือสะกดคำบ่อยๆ ส่วนดนตรีก็เอาไว้ผ่อนคลาย แต่ในมุมมองของ Neuroscience สมองของเด็กไม่ได้แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง Northwestern University และ Vanderbilt University ยืนยันตรงกันว่า ทักษะทางดนตรี โดยเฉพาะจังหวะ เป็นตัวทำนายทักษะการอ่านของเด็กในอนาคตได้แม่นยำมาก นั่นหมายความว่า เด็กที่จับจังหวะเก่ง มักจะมีรากฐานทางภาษาที่แข็งแรงกว่า
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? คำตอบอยู่ที่กระบวนการ “ถอดรหัส” ของสมองค่ะ
การอ่านหนังสือไม่ใช่แค่การใช้ตามองตัวอักษรแล้วเข้าใจความหมายทันที แต่สมองของเด็กต้องทำหน้าที่แปลงตัวหนังสือเหล่านั้นกลับมาเป็นเสียงในหัวเสียก่อน ซึ่งภาษาพูดของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย อังกฤษ หรือภาษาไหนๆ ล้วนมีจังหวะจะโคน มีเสียงสั้น เสียงยาว เสียงหนัก เสียงเบา ไม่ต่างอะไรกับดนตรีเลย
ดังนั้น สมองของ เด็กที่จับจังหวะเก่ง จึงมีความได้เปรียบ เพราะสมองของพวกเขาถูกฝึกมาให้ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเสียง ทำให้สามารถแยกแยะพยางค์ คำ และประโยคได้คมชัดกว่าเด็กที่ไม่คุ้นเคยกับจังหวะนั่นเองค่ะ
วิทยาศาสตร์ยืนยัน “จังหวะ” สร้างสมองนักอ่าน
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราลองมาดูข้อมูลจากงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลกันค่ะ
1. สมองที่ “ซิงค์” กับเสียง
งานวิจัยจากห้องแล็บ Brainvolts ของ Dr. Nina Kraus พบว่า เมื่อเด็กๆ ได้ยินเสียงพูด สมองจะเกิดคลื่นไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อเสียงนั้น เด็กที่จับจังหวะเก่ง คลื่นสมองของพวกเขาจะ “ซิงค์” (Sync) หรือจับคู่กับจังหวะของเสียงพูดได้อย่างแม่นยำ ทำให้แยกแยะเสียงพยัญชนะและสระได้คมชัด
3. ตัวเลขที่พิสูจน์ได้จริง
การศึกษาจาก Dr. Reyna Gordon ในปี 2020 ระบุว่า เด็กอนุบาลที่สามารถปรบมือตามจังหวะดนตรีได้อย่างแม่นยำ มีคะแนนทักษะการตระหนักรู้ทางเสียงสูงกว่าเด็กที่มีทักษะจังหวะอ่อนแอกว่าถึง 30%
และในปี 2024 ยังพบว่า การให้เด็กประถมเล่นเกมดนตรีและจังหวะเพียงวันละ 20 นาที ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ ช่วยให้ทักษะการอ่านคล่อง ดีขึ้นถึง 15-20%
3. ความสัมพันธ์กับภาวะบกพร่องทางการอ่าน
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ เด็กที่มีภาวะ Dyslexia หรือมีความบกพร่องในการอ่าน ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องการจับจังหวะดนตรีร่วมด้วย นักวิจัยจึงเชื่อว่า การฝึกจังหวะดนตรีอาจเป็นหนึ่งในวิธีบำบัดและช่วยเหลือเด็กๆ กลุ่มนี้ให้มีการอ่านที่ดีขึ้นได้

3 เหตุผลที่ทำให้ “จังหวะ” ช่วยลูกอ่านหนังสือแตกฉาน
คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสงสัยว่า แค่เคาะโต๊ะให้ตรงจังหวะ มันไปช่วยให้อ่านหนังสือเรียนออกได้อย่างไร? นี่คือ 3 กลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกันค่ะ
1. การแบ่งวรรคตอน
ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ล้วนประกอบไปด้วยกระแสเสียงที่ต่อเนื่องกัน สำหรับเด็กเล็ก การฟังประโยคยาวๆ ก็เหมือนการฟังดนตรีที่ไม่มีการหยุดพัก สมองต้องทำหน้าที่หั่นเสียงยาวๆ นั้นออกมาเป็นคำๆ
เด็กที่จับจังหวะเก่ง จะมีความสามารถในการจับ “ขอบเขต” ของเสียงได้ดี พวกเขารู้ว่าเสียงนี้จบตรงไหน และเสียงใหม่เริ่มตรงไหน ทักษะนี้จะถูกนำมาใช้เมื่อเขาเริ่มหัดอ่าน เพื่อสะกดคำและแบ่งวรรคตอนประโยคได้อย่างถูกต้อง
2. การคาดเดาล่วงหน้า
หัวใจของดนตรีคือการคาดเดา เช่น เมื่อเราได้ยินเสียง “ตึ้ง-โป๊ะ-ตึ้ง-…” สมองเราจะเดาได้ทันทีว่าเสียงต่อไปต้องเป็น “โป๊ะ”
การอ่านที่คล่องแคล่วก็ใช้หลักการเดียวกันค่ะ นักอ่านที่ดีไม่ได้อ่านทีละตัวอักษร แต่สมองจะคาดเดาเสียงและคำที่จะตามมาล่วงหน้าเพื่อให้การอ่านลื่นไหล การฝึกจังหวะช่วยให้สมองของลูกเก่งเรื่องการคาดการณ์ ทำให้เมื่อไปอ่านหนังสือ เขาจะอ่านได้เร็วและสะดุดน้อยกว่า
3. สมาธิและความจำ
การรักษาจังหวะต้องใช้สมาธิสูงมาก และต้องใช้ความจำเพื่อจดจำรูปแบบของจังหวะ ทักษะเหล่านี้คือทักษะสมอง EF (Executive Functions) ที่จำเป็นมากในการอ่านจับใจความ เด็กต้องจำประโยคต้นเรื่องให้ได้ถึงจะเข้าใจประโยคท้ายเรื่อง ซึ่ง เด็กที่จับจังหวะเก่ง มักจะมีความจำใช้งาน (Working Memory)
กิจกรรมฝึกจังหวะง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน
เราไม่ต้องส่งลูกไปเรียนดนตรีราคาแพง หรือต้องซื้อเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ๆ เพื่อจะฝึกสมองส่วนนี้ พ่อแม่สามารถสร้างกิจกรรมสนุกๆ เพื่อฝึกให้ลูกเป็น เด็กที่จับจังหวะเก่ง ได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้ค่ะ
Level 1: สำหรับเด็กเล็ก (วัยเตาะแตะ – อนุบาล)
เป้าหมาย: ให้ลูกรู้สึกถึงจังหวะผ่านร่างกาย
- เดินสวนสนามตามเพลง: เปิดเพลงที่มีจังหวะชัดๆ (เช่น เพลงมาร์ช เพลงเด็กที่มีบีทหนักๆ) แล้วชวนลูกเดินย่ำเท้าซ้าย-ขวา ให้ลงจังหวะ “ตุ๊บ-ตุ๊บ”
- เคล็ดลับ: ลองหยุดเพลงกะทันหัน แล้วให้ลูกหยุดเดินทันที (Freeze) เป็นการฝึกการฟังและการยั้งคิดไตร่ตรอง
- ตบมือแยกพยางค์: สอนให้ลูกรู้จักพยางค์ผ่านชื่อคนหรือสิ่งของ โดยการตบมือตามจำนวนเสียง
- เช่น “พ่อ” (แปะ! = 1 ที)
- “แม่-จ๋า” (แปะ-แปะ! = 2 ที)
- “ไอ-ศก-รีม” (แปะ-แปะ-แปะ! = 3 ที)
- กิจกรรมนี้ช่วยปูพื้นฐานการตระหนักรู้หน่วยเสียง (Phonological Awareness) ได้ดีที่สุด

Level 2: สำหรับเด็กโต (อนุบาลปลาย – ประถมต้น)
เป้าหมาย: ฝึกความแม่นยำและการคาดคะเน
- นักเลียนแบบจังหวะ: คุณพ่อคุณแม่ลองเคาะโต๊ะหรือปรบมือเป็นจังหวะสั้นๆ แล้วให้ลูกทำตาม
- เริ่มจากง่ายๆ: “แปะ-แปะ—แปะ”
- ยากขึ้น: “แปะ-แปะ-โป๊ะ-แปะ”
- สลับกันให้ลูกเป็นคนนำ แล้วพ่อแม่ทำตามบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ
- อ่านนิทานใส่จังหวะ: เลือกหนังสือนิทานคำกลอน (เช่น นิทานของตุ๊บปอง) แล้วอ่านโดยเน้นจังหวะจะโคนให้ชัดเจน อาจจะใช้การเคาะนิ้วเบาๆ ตามจังหวะการอ่าน
- การทำแบบนี้ช่วยให้ เด็กที่จับจังหวะเก่ง สามารถเชื่อมโยงจังหวะเข้ากับตัวอักษรที่เห็นได้โดยตรง
- ตีกลองหม้อไห: วันไหนเข้าครัว ลองเอาหม้อ จานพลาสติก หรือกล่องมาวาง แล้วใช้ตะเกียบเคาะ เปิดเพลงโปรดของลูกแล้วให้เขาเคาะให้ลงจังหวะกลองของเพลงนั้นๆ
- ข้อควรระวัง: อาจจะเสียงดังหน่อย แต่รับรองว่าได้ผลดีมากต่อสมองค่ะ!
การฝึกให้ลูกจับจังหวะเก่ง ไม่ใช่การกดดันให้ลูกต้องเล่นดนตรีได้เป๊ะๆ เหมือนมืออาชีพนะคะ แต่ควรโฟกัสที่ ความสม่ำเสมอ และความสนุก เป็นหลัก
- อย่าบังคับ: ถ้าลูกไม่อยากเล่น ให้หยุดก่อน แล้วค่อยหาจังหวะใหม่
- ทำสั้นๆ แต่บ่อยๆ: แค่วันละ 10-20 นาที ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน หรือก่อนนอน ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นสมองได้แล้ว
- พ่อแม่ต้องเล่นด้วย: เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ การร้องเพลงด้วยกัน เต้นด้วยกัน จะช่วยกระตุ้นสมองได้ดีที่สุด
วันนี้เรารู้แล้วว่า เด็กที่จับจังหวะเก่ง คือเด็กที่มีต้นทุนทางสมองที่ดีเยี่ยมสำหรับการเรียนรู้ภาษา การอ่าน และการสื่อสาร ข้อมูลจากงานวิจัยทั่วโลกยืนยันแล้วว่า ดนตรีกับหนังสือเป็นของคู่กัน
เริ่มตั้งแต่วันนี้ ลองเปิดเพลงแล้วชวนลูกขยับแข้งขยับขา ปรบมือตามจังหวะ หรือร้องเพลงด้วยกันดูสิคะ เพราะทุกจังหวะดนตรีที่เกิดขึ้น คือก้าวย่างที่มั่นคงสู่การเป็นนักอ่านที่เก่งกาจในอนาคตค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
20 นิทานชาดก นิทานสอนใจพร้อมข้อคิด เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี
MIT ชี้! อยากให้ลูกฉลาดรอบด้าน ควรให้เรียนดนตรี? หรือเรียน Coding?
บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์และพัฒนาการเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ปกครองนำไปปรับใช้
(อ้างอิง: Brainvolts Lab, Northwestern University; Vanderbilt University, Developmental Cognitive Neuroscience, and recent studies on Auditory and Visual Rhythm Memory in Primary School Children)
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!