ระวัง! ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา เด็กเล็กป่วยหลายราย อาการคล้ายไข้หวัด

ช่วงนี้หลายบ้านโพสต์แชร์ประสบการณ์ลูกติดเชื้อ ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (HPIVs) แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงแต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน มาดูวิธีป้องกันและดูแลลูกรักที่นี่

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ช่วงนี้เห็นคุณแม่หลายบ้านออกมาโพสต์เตือนด้วยความกังวลว่า ลูกน้อยกำลังป่วยด้วย ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Human Parainfluenza Viruses: HPIVs) กันหลายรายเลยค่ะ แม้ว่าชื่อจะฟังดูคล้าย “อินฟลูเอนซา” หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ความจริงแล้วเป็นไวรัสคนละชนิดกันนะคะ! วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้าไวรัสตัวนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่คุณแม่จะได้เตรียมรับมือและเฝ้าระวังลูกรักได้อย่างถูกต้องค่ะ

ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา คืออะไร?

พาราอินฟลูเอนซา คือกลุ่มของเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก สามารถติดเชื้อซ้ำได้ตลอดชีวิต โดยมักจะระบาดหนักในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลักๆ คือ

  • HPIV-1 และ HPIV-2: สาเหตุหลักของโรคหวัด และ “โรคครูป” (Croup) ในเด็ก ที่จะมีอาการไอเสียงก้องน่ากลัวเหมือนเสียงสุนัขเห่า
  • HPIV-3: มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ และปอดอักเสบ
  • HPIV-4: แม้ข้อมูลจะน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น แต่เชื่อว่าทำให้อาการคล้ายกับ HPIV-3

 

ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา อาการที่ต้องสังเกต

หากลูกน้อยได้รับเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา มักจะมีอาการแสดงออกมาดังนี้

  • มีไข้ และจาม
  • ไอแห้ง หรือไอมีเสมหะ (บางรายไอเสียงก้อง)
  • น้ำมูกไหล คัดจมูก
  • เจ็บคอ เสียงแหบ
  • ในรายที่มีอาการหนัก อาจมีเสียงหายใจวี๊ด (Wheezing) หรือหายใจหอบเหนื่อย

ข้อควรระวัง: แม้ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอาการมักไม่รุนแรง แต่สำหรับ “กลุ่มเสี่ยง” อย่างเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี, ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดและภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงและฟื้นตัวช้ากว่าปกติได้ค่ะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา ติดต่อได้อย่างไร? 

ไวรัสพาราอินฟลูเอนซาติดต่อง่ายมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ยังดูแลสุขอนามัยตัวเองได้ไม่เต็มที่ เชื้อจะแพร่กระจายผ่าน:

  1. ละอองฝอย: จากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ
  2. การสัมผัส: สัมผัสมือผู้ป่วย หรือพื้นผิวที่มีเชื้อ (ลูกบิดประตู, โทรศัพท์, ของเล่น) แล้วนำมาสัมผัสใบหน้า

พาราอินฟลูเอนซาไวรัส ป้องกันอย่างไร?

เนื่องจากปัจจุบัน “ยังไม่มีวัคซีน” สำหรับป้องกัน HPIVs การป้องกันที่ดีที่สุดคือ

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องออกไปในที่ชุมชนหรืออยู่ใกล้ผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน เช่น ช้อน จาน ชาม หรือของเล่น
  • สอนลูกให้ปิดปาก เวลาไอหรือจามด้วยทิชชู่หรือข้อพับแขน

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

การดูแลรักษาเมื่อลูกติดเชื้อ

หากลูกป่วยด้วย พาราอินฟลูเอนซาไวรัส คุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ตามอาการ ดังนี้ค่ะ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ
  • ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและคัดจมูก
  • ทานยาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ (พาราเซตามอล), ยาลดน้ำมูก หรือยาละลายเสมหะ (ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ)

สัญญาณอันตราย: หากลูกมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือไข้สูงไม่ลด ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที อย่ารอนะคะ!

การดูแลสุขอนามัยที่ดีเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับลูกรักค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลและรับมือกับพาราอินฟลูเอนซาไวรัส ได้ดียิ่งขึ้นนะคะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

ขอบคุณภาพจาก ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

 

แหล่งอ้างอิง

  • คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
  • Cleveland Clinic, CDC, และโรงพยาบาลพญาไท

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

โรคไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร? ทำไมรุนแรงถึงชีวิต? เด็กเล็กกลุ่มเสี่ยง

4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปี 2026 / 2569 มาแล้วจ้าแม่ เตรียมพาลูกไปฉีด