กรมควบคุมโรค (คร.) โดย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมฯ ได้ออกมาเตือนภัย “โรคหัดระบาด” เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
สถานการณ์หัดในไทย พบผู้ป่วยกว่า 1,000 ราย
ข้อมูลล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นที่สงสัยหัดหรือหัดเยอรมันสะสมสูงถึง 1,928 ราย และในจำนวนนี้ 1 ใน 4 (511 ราย หรือ 26.5%) ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหัด ซึ่งมีผู้ป่วยถึง 23 ราย (4.5%) มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงคือ ปอดอักเสบ
- ช่วงอายุผู้ป่วย: พบตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ 66 ปี แต่ค่าเฉลี่ยยังคงพบมากใน เด็กโต
- พื้นที่เสี่ยงสูงสุด: จังหวัดชายแดนใต้ พบอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่ม เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากปัญหาการครอบคลุมของวัคซีน
- พื้นที่ที่พบการระบาด: เดือน ก.ย. – ต.ค. 2568 พบผู้ป่วยสงสัยโรคหัดในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เช่น ระยอง พิษณุโลก หนองคาย นครปฐม นครศรีธรรมราช รวมถึงกลุ่มจังหวัดภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส สงขลา) และมีการพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทาง ภาคเหนือ (จ.เชียงราย)
- การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน: พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในโรงพยาบาลและชุมชนในเชียงราย โดยบางรายมีความเชื่อมโยงกับการระบาดในแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

เตือนพ่อแม่เร่งพาลูกฉีดวัคซีน
พญ.จุไร เน้นย้ำว่า การระบาดของโรคหัดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ หากการครอบคลุมของวัคซีนลดต่ำลง โดยเกณฑ์ที่ถือว่าเพียงพอต่อการควบคุมโรคคือ ต้องครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 95
“ขณะนี้ จังหวัดที่มีการครอบคลุมวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ” โฆษกกรมควบคุมโรคกล่าว
จึงขอเตือนพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้เร่งพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และป้องกัน โรคหัดระบาด ในวงกว้าง
สรุปคำแนะนำ การป้องกัน โรคหัดระบาด
- เร่งฉีดวัคซีน: ผู้ปกครองต้องพาเด็กเข้ารับ วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบ 2 เข็ม โดยเร็วที่สุด (เข็มแรก 9-12 เดือน)
- ป้องกันในพื้นที่ระบาด: หลีกเลี่ยงพื้นที่คนหนาแน่น, สวมหน้ากาก, ล้างมือบ่อยๆ, รักษาระยะห่าง
- ก่อนเดินทาง: ผู้ที่ต้องเดินทางไปประเทศที่มี โรคหัดระบาด (เช่น สหรัฐฯ, แคนาดา, ลาว, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์) และไม่เคยได้รับวัคซีน ควรฉีดให้ครบ 2 เข็ม หรืออย่างน้อย 1 เข็ม ก่อนเดินทาง 2 สัปดาห์
- สังเกตอาการหลังเดินทาง: หากกลับจากพื้นที่เสี่ยงแล้วมีอาการ ไข้, ผื่น, ตาแดง, น้ำมูกไหล, หรือมีจุดขาวเล็กๆ ในกระพุ้งแก้ม ให้รีบพบแพทย์ ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและสวมหน้ากากอนามัย

โรคหัดคืออะไร?
โรคหัดเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสหัด (Measles Virus) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Morbillivirus เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อและแพร่กระจายได้ง่ายมาก สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่มีแนวโน้มที่จะพบ โรคหัดระบาด เพิ่มขึ้นในช่วง ฤดูหนาวและช่วงอากาศเย็น
การติดต่อ
เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้มากถึง 15 คน การติดต่อเกิดได้จาก:
- การหายใจ: สูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ในอากาศ
- การสัมผัสโดยตรง: สัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยโดยตรง
ระยะฟักตัวและอาการ
เชื้อหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการดังนี้:
- ระยะเริ่มแรก ไข้สูง ร่วมกับอาการคล้ายหวัด ได้แก่ ไอ, น้ำมูกไหล, เจ็บคอ, และตาแดง/ตาอักเสบ
- ระยะออกผื่น ภายใน 3-4 วัน หลังมีไข้ จะมี ผื่นแดง ขึ้น โดยเริ่มจากบริเวณใบหน้า (ตีนผม/ซอกคอ) ก่อนจะลามไปทั่วลำตัวและแขนขา เมื่อผื่นกระจายทั่วตัวแล้ว อาการไข้จะค่อย ๆ ลดลง และเมื่อผื่นใกล้หายจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ (น้ำตาลแดง)
จุดสังเกตสำคัญ
ก่อนที่ผื่นจะขึ้น อาจพบ จุดสีเทาขาวขอบแดง เล็ก ๆ บริเวณกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามซี่ใน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคหัดได้ค่อนข้างแน่นอน
แนวทางการรักษาและการป้องกัน

การรักษา
ปัจจุบัน โรคหัดยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเน้นที่การดูแลตามอาการ เพื่อลดความไม่สบายและป้องกันภาวะแทรกซ้อน:
- ให้ยาลดไข้เพื่อควบคุมอาการไข้
- พักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำสะอาด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- คำแนะนำทางการแพทย์: การให้วิตามินเอเสริมแก่ผู้ป่วยโรคหัดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง และลดอัตราการเสียชีวิตได้
การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด
การป้องกันโรคหัดทำได้ดีที่สุดด้วยการฉีด วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ซึ่งโดยทั่วไปต้องฉีด 2 เข็ม:
- เด็ก:
- เข็มที่ 1: อายุ 9-12 เดือน
- เข็มที่ 2: อายุ 2 ปี – 2 ปีครึ่ง
- ผู้ใหญ่: ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน (ไม่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยป่วยมาก่อน) สามารถเข้ารับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มอย่างน้อย 28 วัน
- ผลข้างเคียง: หลังการฉีดวัคซีน อาจมีอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น มีไข้ หรือมีผื่นขึ้นคล้ายผื่นหัด ซึ่งจะหายไปได้เอง
ที่มา: Hfocus , Samitivej Hospital , Ramathibodi Hospital
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
โรคหัด กลับมาระบาด! ปู่จ๋าน แร็พเปอร์ดัง ติดเชื้อไวรัส ป่วยหนักจนต้องเข้าไอซียู
โรคหัด อาการ แบบนี้ใช่เลย ลูกแรกเกิด – 4 ปี สุ่มเสี่ยงป่วยโรคหัด ต้องระวัง
แพทย์เตือน เฝ้าระวัง! RSV นอกฤดูกาล โดยเฉพาะ “ทารกคลอดก่อนกำหนด”
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!