7 โรคติดเชื้อที่คนท้องต้องระวัง อันตรายต่อลูกในท้อง!

7 โรคติดเชื้อที่คนท้องต้องระวัง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น คลอดก่อนกำหนด พิการแต่กำเนิด หรือทารกเสียชีวิต
การดูแลสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตั้งครรภ์ และต้องระวังความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์มากเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น คลอดก่อนกำหนด พิการแต่กำเนิด หรือทารกเสียชีวิต เรามาดูกันว่า โรคติดเชื้อที่คนท้องต้องระวัง มีอะไรบ้าง และคุณแม่ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคเหล่านี้
โรคติดเชื้อที่คนท้องต้องระวัง
การตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและบอบบาง คุณแม่อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อต่างๆ ซึ่งบางโรคอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์ นี่คือ 7 โรคติดเชื้อที่คนท้องต้องระวัง พร้อมวิธีดูแลตัวเองและลูกน้อยให้ปลอดภัย
1.โรคอีสุกอีใส (Chickenpox)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อโดยการสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรง หรือการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป
วิธีสังเกตอาการ:
- ระยะฟักตัว: โดยทั่วไปประมาณ 10-21 วันหลังได้รับเชื้อ
- อาการเริ่มต้น: มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ
- ผื่น: เริ่มจากผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัวก่อน แล้วลามไปที่หน้าและแขนขา จากนั้น ผื่นจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน (ตุ่มน้ำ) เมื่อตุ่มน้ำแตกออกจะเป็นแผล แล้วตกสะเก็ด โดยผื่นจะขึ้นเป็นชุดๆ ทำให้มีผื่นหลายระยะในเวลาเดียวกัน (มีทั้งผื่นแดง ตุ่มน้ำ และสะเก็ด) ซึ่งจะมีอาการคันมาก
อันตราย:
- ต่อแม่: อาจมีอาการปอดอักเสบ สมองอักเสบ
- ต่อทารก: หากแม่เป็นอีสุกอีใสในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิด เช่น แขนขาพิการ สมองเล็ก ตาเป็นต้อกระจก หากแม่เป็นอีสุกอีใสใกล้คลอด ทารกแรกเกิดอาจเป็นอีสุกอีใสชนิดรุนแรง ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตสูง
วิธีป้องกัน:
- ฉีดวัคซีนก่อนตั้งครรภ์: เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากคุณแม่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนตั้งครรภ์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย: หากมีคนในบ้านหรือคนใกล้ชิดเป็นอีสุกอีใส ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด
2. โรคหัดเยอรมัน (Rubella)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป
วิธีสังเกตอาการ:
- อาการของโรคหัดเยอรมันในระยะแรก ๆ อาจคล้ายกับอาการของโรคหวัดทั่วไป จึงทำให้การสังเกตอาการในเบื้องต้นนั้นทำได้ยาก
- อาการเริ่มต้น: มีไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังหู ท้ายทอย หรือด้านหลังลำคอโตขึ้น
- ผื่น: เริ่มจากผื่นแดงเล็ก ๆ ขึ้นที่ใบหน้าก่อน แล้วลามไปที่ลำตัวและแขนขา ผื่นจะมีลักษณะเป็นจุดสีชมพูหรือแดงเล็ก ๆ ขึ้นกระจายตามผิวหนัง ผื่นมักจะหายไปภายใน 2-3 วัน โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น อาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้หญิง
อันตราย:
- ต่อแม่: อาจมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
- ต่อทารก: หากแม่เป็นหัดเยอรมันในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิดได้สูงมาก เช่น หัวใจพิการ หูหนวก ตาเป็นต้อกระจก สมองพิการ
วิธีป้องกัน:
- ฉีดวัคซีนก่อนตั้งครรภ์: เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากคุณแม่ไม่เคยเป็นหัดเยอรมันมาก่อน ควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนตั้งครรภ์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย: หากมีคนในบ้านหรือคนใกล้ชิดเป็นหัดเยอรมัน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด
3. ตกขาวระหว่างตั้งครรภ์
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้มีตกขาวมากขึ้นได้ แต่หากตกขาวมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีสีเขียว เหลือง มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันหรือแสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือปรสิต
วิธีสังเกตอาการ:
- ตกขาวปกติระหว่างตั้งครรภ์: มีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติ มีสีขาวใส หรือสีขาวขุ่นเล็กน้อย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีอาการคัน หรือแสบช่องคลอด
- ตกขาวผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ (อาจเกิดจากการติดเชื้อ):
– ตกขาวจากเชื้อรา: มีสีขาวข้น คล้ายนมบูด หรือมีลักษณะเป็นก้อนมีอาการคัน หรือแสบร้อนบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด อาจมีอาการบวมแดงบริเวณช่องคลอด
– ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย: มีสีเทา หรือสีขาว มีกลิ่นเหม็นคาว อาจมีอาการคัน หรือแสบร้อนเล็กน้อย
– ตกขาวจากเชื้อปรสิต: มีสีเหลือง หรือสีเขียว มีฟอง มีกลิ่นเหม็น มีอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บขณะปัสสาวะ
– ตกขาวจากหนองใน: มีสีเหลือง หรือสีเขียว มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวดท้องน้อย หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
อันตราย:
- ต่อแม่: อาจมีอาการอักเสบในช่องคลอดและปากมดลูก
- ต่อทารก: อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด หรือทารกติดเชื้อขณะคลอดได้
วิธีป้องกัน:
- รักษาความสะอาด: ล้างอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ซับให้แห้ง
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด: เพราะอาจทำให้เสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด
- สวมกางเกงชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย: เพื่อระบายอากาศได้ดี
- หากมีอาการผิดปกติ: ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา
4. โรคขี้แมว (Toxoplasmosis)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อปรสิต ซึ่งติดต่อได้จากการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อ การสัมผัสกับดินหรือทรายที่มีอุจจาระแมวที่มีเชื้อ การรับประทานผักหรือผลไม้ที่ปนเปื้อนเชื้อ
วิธีสังเกตอาการ:
- อาการในผู้ใหญ่ (ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง): ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต (โดยเฉพาะบริเวณคอ) เจ็บคอ ในบางรายอาจมีอาการตาอักเสบ (Toxoplasmic retinochoroiditis) ทำให้มีอาการตาพร่ามัว หรือมองเห็นไม่ชัด
- อาการในทารกที่ติดเชื้อแต่กำเนิด: อาการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่แม่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ทารกบางรายอาจไม่มีอาการเมื่อแรกเกิด แต่จะแสดงอาการในภายหลัง
- อาการที่อาจพบได้: ศีรษะเล็ก (Microcephaly) หรือศีรษะโต (Hydrocephalus) มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา เช่น ตาบอด ตาอักเสบ มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เช่น สมองพิการ พัฒนาการช้า มีอาการชัก มีภาวะดีซ่าน มีจุดหินปูนเกาะในสมอง
อันตราย:
- ต่อแม่: ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง อาจมีไข้ ปวดเมื่อย
- ต่อทารก: หากแม่ติดเชื้อครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิดได้ เช่น สมองพิการ ตาบอด
วิธีป้องกัน: ปรุงอาหารให้สุก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด แม่ท้องห้ามสัมผัสขี้แมว หากเลี้ยงแมวตอนท้อง ควรให้คนอื่นทำความสะอาดกระบะทราย และควรสวมถุงมือเมื่อทำสวน
ไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด
วิธีสังเกตอาการ:
- อาการในผู้ใหญ่: ผู้ใหญ่หลายรายที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ในระยะแรกจะไม่แสดงอาการใด ๆ
- อาการในระยะเฉียบพลัน (Acute Hepatitis B): อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณด้านขวาบน ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ปวดตามข้อ
- อาการในระยะเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B): ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย อาการที่อาจพบได้ เช่น อ่อนเพลีย ปวดท้องเล็กน้อย อาจตรวจพบความผิดปกติของตับจากการตรวจเลือด
- อาการในทารกที่ติดเชื้อจากแม่: ทารกส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการเมื่อแรกเกิด หากไม่ได้รับการรักษา ทารกมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
อันตราย:
- ต่อแม่: อาจมีอาการตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
- ต่อทารก: ทารกแรกเกิดมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อจากแม่ขณะคลอด และอาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังได้
วิธีป้องกัน:
- ฉีดวัคซีนก่อนตั้งครรภ์: หากคุณแม่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนตั้งครรภ์
- ใช้ถุงยางอนามัย: เมื่อมีเพศสัมพันธ์
- หากแม่มีเชื้อ: ทารกแรกเกิดจะได้รับวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลิน (HBIG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
6. เริม (Herpes Simplex Virus)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัสเริม ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
วิธีสังเกตอาการ:
- อาการในผู้ใหญ่: ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ
- อาการครั้งแรก: อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ มีอาการเจ็บปวด คัน หรือแสบร้อนบริเวณอวัยวะเพศ หรือบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย มีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ต้นขา หรือบริเวณอื่นๆ ตุ่มน้ำจะแตกออกเป็นแผล แล้วตกสะเก็ด อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือเจ็บขณะปัสสาวะ อาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต
- อาการเป็นซ้ำ: อาการมักจะรุนแรงน้อยกว่าครั้งแรก อาจมีอาการเตือนก่อนมีตุ่มขึ้น เช่น มีอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บแปล๊บๆ บริเวณที่จะมีตุ่มขึ้น ตุ่มน้ำมักจะขึ้นในบริเวณเดิมๆ
- อาการในทารกที่ติดเชื้อจากแม่ (Neonatal Herpes): อาการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าทารกติดเชื้อเมื่อใด และเชื้อเข้าสู่ร่างกายทารกทางใด อาการอาจปรากฏภายใน 2-12 วันหลังคลอด
อาการที่อาจพบได้: มีตุ่มน้ำขึ้นตามผิวหนัง ตา หรือปาก มีอาการซึม ไม่ดูดนม มีไข้ หรือตัวเย็น มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ มีอาการชัก มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เช่น สมองอักเสบ
อันตราย:
- ต่อแม่: อาจมีอาการเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ
- ต่อทารก: หากแม่มีอาการเริมที่อวัยวะเพศขณะคลอด ทารกอาจติดเชื้อขณะคลอดได้ ซึ่งอาจมีอาการรุนแรง เช่น สมองอักเสบ
วิธีป้องกัน: หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หากแม่มีอาการเริม แพทย์อาจพิจารณาให้คลอดโดยการผ่าตัดคลอด เพื่อลดความเสี่ยงที่ทารกจะติดเชื้อ
7. ไวรัสซิกา (Zika Virus)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัสซิกา ติดต่อโดยการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ
วิธีสังเกตอาการ:
- อาการในผู้ใหญ่: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยอาการมักไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน 2-7 วัน
- อาการที่อาจพบได้: มีไข้ต่ำๆ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ) อ่อนเพลีย ปวดหลัง
- อาการในทารกที่ติดเชื้อจากแม่: ทารกที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจากแม่ขณะอยู่ในครรภ์ อาจมีความพิการแต่กำเนิดได้ อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly)
- อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้: มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เช่น สมองพิการ พัฒนาการช้า มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
อันตราย:
- ต่อแม่: ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง อาจมีไข้ ผื่น ปวดข้อ
- ต่อทารก: หากแม่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิดได้ ที่รุนแรงที่สุดคือภาวะศีรษะเล็ก
วิธีป้องกัน: ป้องกันยุงกัด ทายากันยุง สวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาว นอนในมุ้ง หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
การสังเกตอาการของโรคติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่พบอาการผิดปกติได้เร็ว หากคุณแม่มีอาการที่น่าสงสัย หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งต่อตัวคุณแม่เองและต่อทารกในครรภ์
ที่มา : โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล , โรงพยาบาลพญาไท
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
6 เคล็ดลับลดความเสี่ยง ทารกพิการแต่กำเนิด เพื่อลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์
โฟลิก ห้ามกินพร้อมอะไร ? วิตามินบำรุงครรภ์ที่แม่ท้องต้อง “กินเป็น”
ค่าใช้จ่ายฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ ต้องจ่ายเพิ่มมั้ย เช็กเลย!