น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่? พร้อมเช็กลิสต์ สัญญาณลูกกินอิ่มดี

น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่? ทารกแรกเกิดน้ำหนักลดลงปกติไหม เกณฑ์น้ำหนักที่เหมาะสมของเด็ก พร้อมเช็กลิสต์สัญญาณลูกกินอิ่มดี

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณแม่มือใหม่มักมีความกังวลใจเกี่ยวกับน้ำหนักทารก น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่? ลูกกินนมพอไหม? ลูกตัวเล็กไปหรือเปล่า? เราจึงอยากจะชวนคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ คลายกังวล และมีความสุขกับการเฝ้าดูการเติบโตของแก้วตาดวงใจในทุกๆ วันนะคะ

ทารกน้ำหนักลดหลังคลอด…คุณแม่ไม่ต้องตกใจ!

เมื่อพาลูกกลับมาบ้านได้ไม่กี่วันพบว่า ทารกน้ำหนักลดลง จากน้ำหนักตัวตอนแรกเกิดสมมติว่า 3,000 กรัม อาจจะเหลือ 2,800 กรัม คุณแม่ไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่ ไม่ได้แปลว่าคุณแม่เลี้ยงลูกไม่ดี หรือน้ำนมไม่พอ แต่คือภาวะปกติที่เรียกว่า “น้ำหนักลดลงตามสรีระ (Physiologic Weight Loss)” ค่ะ

 

ทำไมทารกน้ำหนักลดหลังคลอด? 

ตอนที่ลูกอยู่ในท้องคุณแม่ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำคร่ำล้อมรอบตัว เมื่อคลอดออกมาสู่โลกภายนอก ร่างกายของลูกจะเริ่มปรับตัวครั้งใหญ่ โดยจะมีการขับของเหลวส่วนเกินที่สะสมอยู่ออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ และที่สำคัญคือการขับ “ขี้เทา” ซึ่งเป็นอุจจาระแรกของทารกที่สะสมมาตั้งแต่ในครรภ์ กระบวนการเหล่านี้เองที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบต่างๆ ในร่างกายของลูกกำลังเริ่มทำงานอย่างที่ควรจะเป็น

 

น้ำหนักทารกจะลดลงมากแค่ไหน? 

ข้อมูลจาก Pobpad ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า โดยทั่วไปแล้วทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2,500-4,000 กรัม และในช่วง 5-7 วันแรกหลังคลอด อัตราการลดลงของน้ำหนักจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างทารกที่กินนมแม่และนมผสม

  • สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่: น้ำหนักตัวอาจลดลงได้ประมาณ 7-10% ของน้ำหนักแรกเกิด
  • สำหรับทารกที่ดื่มนมผสม: น้ำหนักตัวอาจลดลงได้ประมาณ 5% ของน้ำหนักแรกเกิด

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เมื่อไหร่น้ำหนักทารกจะกลับมาเท่าเดิม?

คุณแม่อาจจะสงสัยต่อว่าแล้วเมื่อไหร่น้ำหนักของลูกจะกลับมาเท่าเดิม คำตอบคือ โดยทั่วไปแล้วน้ำหนักของลูกน้อยจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกลับมามีน้ำหนักเท่ากับตอนแรกเกิดได้ภายในอายุ 10-14 วัน ค่ะ แต่สำหรับเด็กบางคนที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีภาวะเจ็บป่วยในช่วงแรก ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ประมาณ 3 สัปดาห์ กว่าน้ำหนักจะกลับมาเทียบเท่ากับตอนแรกเกิดได้ ซึ่งกุมารแพทย์จะคอยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในการนัดตรวจสุขภาพอยู่แล้ว คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ

น้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไหร่?

หลังจากผ่านช่วงน้ำหนักลดลงไปแล้ว ก็มาถึงคำถามสำคัญที่คุณแม่อยากรู้ที่สุด นั่นก็คือ “ในเดือนแรก น้ำหนักลูกควรจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี?”

การประเมินการเจริญเติบโตของทารกนั้น คุณหมอทั่วโลกจะใช้มาตรฐานเดียวกันคือ กราฟการเจริญเติบโต (Growth Charts) ซึ่งจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อเปรียบเทียบการเติบโตของลูกเรากับเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน แต่สำหรับตัวเลขที่เข้าใจง่าย ข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเกณฑ์น้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นสำหรับลูกน้อยไว้ดังนี้

เกณฑ์น้ำหนักทารกที่ควรเพิ่มขึ้น (โดยเฉลี่ย)

  • เดือนที่ 1-2:
    • เด็กชาย: ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 800 กรัม/เดือน
    • เด็กหญิง: ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 700 กรัม/เดือน
  • เดือนที่ 3: เพิ่มขึ้นประมาณ 600 กรัม/เดือน
  • เดือนที่ 4-6: เพิ่มขึ้นประมาณ 500 กรัม/เดือน

ดังนั้น โดยสรุปแล้วในเดือนแรก เด็กผู้ชายควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 800 กรัม ส่วน เด็กผู้หญิงควรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 700 กรัม ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎเหล็กที่เด็กทุกคนจะต้องทำได้เป๊ะๆ เด็กบางคนอาจจะขึ้น 900 กรัม บางคนอาจจะขึ้น 650 กรัม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผิดปกติเสมอไป เด็กแต่ละคนมีอัตราการเผาผลาญและโครงสร้างร่างกายที่สืบทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่แตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น แต่คือการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักขึ้นอย่างสม่ำเสมอและเติบโตไปตาม “เส้นกราฟของตัวเอง” ค่ะ

 

เกณฑ์น้ำหนักเฉลี่ยของลูกในแต่ละช่วงวัย

หลังจากที่เราเจาะลึกเรื่องน้ำหนักในเดือนแรกกันไปแล้ว เพื่อให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของลูกน้อยในระยะยาว มาดูกันดีกว่าว่าเกณฑ์น้ำหนักโดยเฉลี่ยของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยนั้นเป็นยังไง

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ตารางน้ำหนักเด็กตามเกณฑ์มาตรฐานโดยเฉลี่ย

น้ำหนักทารกแรกเกิด 3.0 – 3.5 กิโลกรัม
น้ำหนักทารก 3 เดือน 5.5 – 7.0 กิโลกรัม
น้ำหนักทารก 6 เดือน 7.0 – 8.5 กิโลกรัม
น้ำหนักทารก 9 เดือน 8.0 – 9.5 กิโลกรัม
น้ำหนักเด็ก 1 ปี 9.0 – 10.0 กิโลกรัม
น้ำหนักเด็ก 2 ปี 11.0 – 13.0 กิโลกรัม
น้ำหนักเด็ก 3 ปี 13.0 – 15.5 กิโลกรัม 

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น และเป็นเรื่องปกติที่เด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มน้ำหนักตัวมากกว่าเด็กผู้หญิงเล็กน้อยในช่วงขวบปีแรกๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพาลูกไปตรวจสุขภาพและรับวัคซีนตามนัด ซึ่งคุณหมอจะช่วยประเมินการเติบโตของลูกเทียบกับกราฟมาตรฐานให้คุณแม่เอง ไม่ต้องกังวลค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าลูกกินอิ่ม? เช็กลิสต์สัญญาณลูกกินอิ่มดี

นอกจากน้ำหนักทารกแล้ว การสังเกตสัญญาณอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยได้รับน้ำนมเพียงพอและเติบโตได้ดี 

1. การขับถ่าย

  • ปัสสาวะ: ในช่วงสัปดาห์แรก ลูกควรจะปัสสาวะเพิ่มขึ้นวันละ 1 ครั้ง (วันที่ 1 = 1 ครั้ง, วันที่ 2 = 2 ครั้ง) หลังจากนั้นควรมีผ้าอ้อมเปียกชุ่ม อย่างน้อยวันละ 6-8 ครั้ง ปัสสาวะทารกควรเป็นสีเหลืองอ่อนๆ หรือใส ไม่มีกลิ่นฉุนจัด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าลูกได้รับน้ำเพียงพอครับ
  • อุจจาระ: สำหรับทารกที่กินนมแม่ อุจจาระทารกมักจะมีสีเหลืองทองคล้ายเมล็ดมัสตาร์ด เนื้อเหลว มีเม็ดๆ ปน และอาจถ่ายบ่อย 3-4 ครั้งต่อวัน หรือบางคนอาจจะถ่ายทุกครั้งที่กินนมก็เป็นได้ ส่วนทารกนมผสม อุจจาระจะมีสีออกเหลืองน้ำตาลหรือเขียวกว่า เนื้อข้นกว่า และอาจจะถ่ายวันละ 1-2 ครั้ง การที่ลูกขับถ่ายได้ดีเป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและได้รับสารอาหารเพียงพอครับ

2. ท่าทีของลูก

  • หลังกินอิ่ม: สังเกตง่ายๆ เลยนะคะ หลังกินนมอิ่ม ลูกจะดูสงบ ผ่อนคลาย มือที่เคยกำแน่นอาจจะคลายออก หรืออาจจะผล็อยหลับไปคาเต้านมหรือขวดนมเลยทีเดียว บางคนมีอาการเหมือนเมานม ดูมีความสุขมากๆ
  • ช่วงเวลาตื่น: เมื่อลูกตื่น เขาจะดูสดชื่น ตื่นตัว สบตาคุณแม่ได้ มีช่วงเวลาที่ตื่นและเล่นอย่างมีความสุข ไม่ได้ร้องไห้งอแงหรือดูซึมเซาตลอดเวลา

 

3. การนอนหลับ

ทารกที่อิ่มท้องจะนอนหลับได้ดี อาจจะตื่นมากินนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวงจรปกติของทารกแรกเกิด

4. ความรู้สึกของคุณแม่ (สำหรับแม่ให้นม)

  • คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าเต้านม “เบา” หรือนิ่มลงหลังจากที่ลูกดูดนมเสร็จ เมื่อเทียบกับตอนก่อนให้นมที่เต้านมอาจจะคัดตึง
  • ขณะที่ลูกดูดนม คุณแม่อาจจะได้ยินเสียงลูกกลืนนมเป็นจังหวะ “อึกๆ” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าน้ำนมกำลังไหลดี

ถ้าลูกน้อยมีสัญญาณเหล่านี้ครบถ้วน ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะขึ้นไม่ตรงตามค่าเฉลี่ยเป๊ะๆ ก็ขอให้คุณแม่สบายใจได้ในระดับหนึ่งเลยค่ะว่า ลูกของเราได้รับน้ำนมเพียงพอและกำลังเติบโตอย่างมีความสุข

สัญญาณเตือนแบบไหน ที่ควรพาลูกไปพบคุณหมอ?

มีสัญญาณอันตรายบางอย่างที่เราไม่ควรมองข้าม หากคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินทันที

  • น้ำหนักไม่กลับมาเท่าแรกเกิดภายใน 2 สัปดาห์: นี่อาจเป็นสัญญาณว่าลูกได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ หรืออาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ซ่อนอยู่
  • น้ำหนักขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์มาก: หากน้ำหนักขึ้นน้อยกว่า 120 กรัมต่อสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาคุณหมอ
  • ลูกดูซึมลง ไม่สดชื่น: หากลูกนอนเยอะผิดปกติ ปลุกมากินนมยาก ไม่ค่อยอยากดูดนม หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีครับ
  • มีสัญญาณของการขาดน้ำ: เช่น ปากแห้ง ไม่ค่อยมีน้ำลาย ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยกว่า 6 ครั้งต่อวัน และมีสีเข้มจัด หรือสังเกตเห็นว่ากระหม่อมด้านหน้าบุ๋มลงไป
  • มีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ร่วมด้วย: เช่น มีไข้ ท้องเสียรุนแรง อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังกินนม

จำไว้ว่า สัญชาตญาณของแม่นั้นแม่นยำเสมอ ถ้าคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับลูก อย่าลังเลที่จะพาลูกไปพบคุณหมอนะคะ ให้คุณหมอตรวจเพื่อความสบายใจดีกว่าการนั่งกังวลใจอยู่คนเดียว

ที่มา: ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , Pobpad

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

8 เคล็ดลับปั๊มนมให้ได้น้ำนมข้น ช่วยลูกน้ำหนักขึ้นดี อิ่มนาน หลับสบาย

เสียง White Noise แบบไหน ทารก ชอบที่สุด? ช่วยลูกหลับง่าย ไม่ต้องอุ้มกล่อมเป็นชั่วโมง

10 สิ่งที่ทารกต้องการที่สุด จดไว้เลย! แม่ควรทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเกิด

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา