“ยุงกัดตัวเดียว… แต่คนเป็นแม่เจ็บไปทั้งใจ” เชื่อว่าปัญหายุงกวนใจลูกน้อยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกบ้านเสมอค่ะ ไหนจะรอยแดง ผดผื่นคัน หรือความเสี่ยงจากโรคร้ายที่มากับยุง ทำให้คุณแม่ต้องคอยหา วิธีป้องกันยุง ที่ดีที่สุด แต่จะเลือกใช้อะไรให้มั่นใจว่า ‘ปลอดภัย’ และ ‘ไม่แพ้’ สำหรับผิวเด็กจริงๆ?
วันนี้ theAsianparent อาสาพาทุกคนไปหาคำตอบแบบเจาะลึกกับ นพ.วรุตม์ ทองใบ (คุณหมอเดียร์) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้ รพ.พญาไท นวมินทร์ ที่จะมาเคลียร์ชัดทุกข้อสงสัย ตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ไปจนถึงวิธีดูแลผิวลูกให้ห่างไกลยุงร้ายอย่างถูกวิธี มาเก็บข้อมูลไปพร้อมกันเลยค่ะ
เพราะ “ยุง” ไม่ได้น่ากลัวแค่ช่วงหน้าฝน ทำไมแม่ต้องปกป้องลูกตลอดเวลา?
แม้เรามักจะคุ้นชินกับการระวังยุงในช่วงหน้าฝน แต่คุณหมอเดียร์ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในประเทศไทยที่เป็นเขตร้อนชื้น “ยุง” สามารถเพาะพันธุ์และแพร่กระจายเชื้อโรคได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อนที่ยุงมักจะหนีร้อนเข้ามาแอบในบ้าน หรือหน้าหนาวที่ยุงบางชนิดยังคงขยายพันธุ์ได้ดีในแหล่งน้ำนิ่ง
การป้องกันยุงจึงไม่ใช่ “กิจกรรมตามฤดูกาล” แต่คือ “ภารกิจประจำวัน” ของคนเป็นแม่ค่ะ เพราะยุงไม่ได้นำมาแค่ความรำคาญหรือรอยแดงเท่านั้น แต่ยังเป็นพาหะของโรคร้ายแรงที่อันตรายต่อเด็กเล็กมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า
- โรคไข้เลือดออก: ที่อาจรุนแรงถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้
- โรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิกุนกุนยา): ทำให้ลูกน้อยทรมานจากอาการปวดข้อและไข้สูง
- ไวรัสซิกา: ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทและสมอง
นอกจากเรื่องโรคแล้ว ผิวของเด็ก (โดยเฉพาะเด็กทารก) มีความบอบบางและไวต่อการกระตุ้นมากกว่าผู้ใหญ่มากค่ะ เมื่อโดนยุงกัด ร่างกายเด็กจะหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมาในปริมาณมาก ทำให้เกิดอาการบวมแดงอย่างรวดเร็ว สำหรับเด็กที่มีภาวะ “แพ้น้ำลายยุง” อาการอาจรุนแรงจนกลายเป็นตุ่มใส คันทรมานจนลูกเกาเป็นแผล ซึ่งเป็นประตูเปิดให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย จนเกิดการอักเสบลามกลายเป็นแผลเป็นทิ้งรอยดำไว้ให้คุณแม่ปวดใจในระยะยาว
ดังนั้น การมองหา วิธีป้องกันยุง ที่ได้ผลและปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องให้ความสำคัญสม่ำเสมอในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูไหนก็ตามค่ะ

4 วิธีป้องกันยุง พื้นฐานที่คุณแม่ต้องทำให้ครบ
เพื่อให้การปกป้องลูกน้อยมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณหมอแนะนำว่าไม่ควรพึ่งพาเพียงผลิตภัณฑ์กันยุงอย่างเดียว แต่ต้องใช้หลายวิธีร่วมกันดังนี้ค่ะ
1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่สุด คุณหมอแนะนำให้สำรวจรอบบ้านทุกๆ 7 วัน อย่าปล่อยให้มีน้ำขังนิ่ง โดยเฉพาะในจุดที่มองข้าม เช่น จานรองกระถางต้นไม้ แจกันดอกไม้ ตู้ปลา หรือแม้แต่ถาดรองน้ำหลังตู้เย็น หากมีบ่อน้ำหรืออ่างบัว ควรเลี้ยงปลาหางนกยูงเพื่อกินลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทเพื่อป้องกันการวางไข่
2. กางเกราะป้องกันทางกายภาพ การใช้มุ้งลวดติดหน้าต่างและประตูบ้านยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ เมื่อลูกหลับควรใช้มุ้งครอบเตียง หรือหากต้องพาลูกออกไปเดินเล่นข้างนอกในรถเข็น ควรเลือกใช้มุ้งคลุมรถเข็นเด็กเพื่อป้องกันยุงที่อาจแฝงตัวอยู่ตามพุ่มไม้
3. การเลือกผลิตภัณฑ์กันยุงที่ปลอดภัย ในท้องตลาดมีให้เลือกมากมาย แต่สำหรับเด็กเล็ก คุณแม่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โดยเลือกสูตรที่ระบุว่า “สำหรับเด็ก” หรือสูตรอ่อนโยนเท่านั้น ซึ่งเราจะไปเจาะลึกวิธีเลือกในหัวข้อถัดไปค่ะ
4. การแต่งกายอย่างเหมาะสม เวลาที่ยุงออกหากินบ่อยที่สุดคือช่วงเช้ามืดและช่วงพลบค่ำ หากต้องพาลูกไปทำกิจกรรมในช่วงนี้ ควรให้ลูกใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ปกปิดมิดชิด แนะนำให้เลือกเนื้อผ้าที่บางเบา ระบายอากาศได้ดี (เช่น ผ้าฝ้ายคอตตอน) เพื่อไม่ให้ลูกร้อนจนเกิดผดผื่นความร้อนตามมา
ไขข้อสงสัย วิธีป้องกันยุง ผลิตภัณฑ์กันยุงแบบไหน “ปลอดภัย” สำหรับลูกเล็ก?
การใช้ผลิตภัณฑ์กันยุงในเด็ก คุณหมอเดียร์แนะนำว่า “ใช้ได้แต่ต้องเลือกให้ถูกวิธี” โดยมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้
- ห้ามใช้สารเคมีรุนแรงในห้องเด็ก: ห้ามใช้สเปรย์ฉีดฆ่ายุงที่มีฤทธิ์ตกค้างนาน หรือยาจุดกันยุงที่มีควันคลุ้งในห้องที่เด็กอยู่อาศัยเด็ดขาด เพราะระบบทางเดินหายใจของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือหอบหืดได้
- เลี่ยงสาร DEET (Diethyltoluamide): สารนี้เป็นส่วนประกอบหลักในยากันยุงของผู้ใหญ่ที่ประสิทธิภาพสูง แต่สำหรับเด็กเล็กอาจซึมเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลต่อระบบประสาทได้ หากจำเป็นต้องใช้ในเด็กโต ควรเลือกที่มีความเข้มข้นต่ำและใช้ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุอายุชัดเจน: ผลิตภัณฑ์กันยุงบางชนิดอนุญาตให้ใช้ได้ตั้งแต่วัยแรกเกิด ในขณะที่บางชนิดเหมาะสำหรับเด็ก 6 เดือน หรือ 2 ปีขึ้นไป คุณแม่ต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อทุกครั้ง
เจาะลึก! ลูกเป็น “ภูมิแพ้” หรือผิวแพ้ง่าย ควรเลือกอย่างไร?
สำหรับบ้านที่มีลูกน้อยผิวบอบบางเป็นพิเศษ หรือมีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง คุณหมอเดียร์ให้คำแนะนำเป็นพิเศษว่า
- มองหาสัญลักษณ์การันตีความปลอดภัย: เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า Hypoallergenic (ไม่ก่อให้เกิดการแพ้) หรือ Dermatologically Tested (ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดผื่นแพ้สัมผัสได้มาก
- พลังจากธรรมชาติ (Natural & Organic): คุณหมอแนะนำให้เลือกใช้สารสกัดจากพืชธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม (Citronella), ยูคาลิปตัส (Eucalyptus), หรือเปปเปอร์มินต์ (Peppermint) ซึ่งให้กลิ่นที่ยุงไม่ชอบและปลอดภัยต่อเด็กมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ แต่ต้องตรวจสอบว่าไม่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำหอมฉุนๆ ผสมอยู่
- ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริง (Patch Test): ก่อนจะทาทั้งตัว ให้ลองแต้มผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขนหรือข้อพับของลูก แล้วสังเกตอาการภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่มีรอยแดง ตุ่มคัน หรือผื่นขึ้น จึงจะถือว่าปลอดภัยสำหรับลูกเรา
- นวัตกรรม “แบบไม่สัมผัสผิว”: หากกังวลเรื่องการระคายเคืองผิวจริงๆ คุณหมอแนะนำให้ใช้ สติกเกอร์กันยุง (Mosquito Patches) ที่ใช้ติดบนเสื้อผ้า รถเข็น หรือหัวเตียงแทน หรือใช้สเปรย์กันยุงฉีดพ่นลงบนชุดที่ลูกใส่ วิธีนี้จะช่วยป้องกันยุงได้โดยที่สารกันยุงไม่สัมผัสกับผิวหนังของเด็กโดยตรง
เคล็ดลับการใช้และดูแลผิวหลังกันยุง
เพื่อให้การปกป้องยาวนานและปลอดภัยในระยะยาว คุณหมอได้ให้ทริคเพิ่มเติมไว้ดังนี้ค่ะ
- เลี่ยงจุดเสี่ยง: ห้ามทายากันยุงบริเวณใบหน้า รอบดวงตา รอบปาก รวมถึง “ฝ่ามือ” ของลูก เพราะเด็กเล็กมักจะมีพฤติกรรมเอามือเข้าปาก หรือขยี้ตา ซึ่งอาจทำให้สารกันยุงเข้าสู่ร่างกายได้
- ความบ่อยในการใช้: หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรธรรมชาติและอ่อนโยน สามารถทาซ้ำได้ทุก 2-3 ชั่วโมง หรือตามที่ฉลากระบุ เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันที่ต่อเนื่อง โดยไม่เป็นอันตรายค่ะ
- การทำความสะอาดคือหัวใจ: เมื่อลูกกลับเข้าบ้านหรือหมดช่วงเวลาที่ยุงชุมแล้ว คุณแม่ต้องล้างยากันยุงออกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ หรือใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดผิวบริเวณที่ทายาให้หมดจด เพื่อลดการสะสมของสารต่างๆ บนชั้นผิวหนังซึ่งอาจก่อให้เกิดการอุดตันหรือระคายเคืองในภายหลัง
การปกป้องลูกน้อยจากยุงร้ายไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลจนเกินไปหากเรามีความรู้ที่ถูกต้อง หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพผิวของลูกควบคู่ไปกับการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาด
สุดท้ายนี้ หากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการแพ้ยุงอย่างรุนแรง เช่น มีตุ่มบวมใหญ่ มีน้ำเหลืองซึม หรือลูกเคยมีประวัติแพ้สารเคมีรุนแรง คุณหมอแนะนำว่าควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อวางแผนหา วิธีป้องกันยุง และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อให้เจ้าตัวเล็กสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีค่ะ
หวังว่า Ask The Expert จะเป็นแนวทางให้คุณแม่ทุกท่านในการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากยุงร้ายนะคะ สามารถรับชมคำแนะนำ วิธีป้องกันยุง ได้เพิ่มเติมตาม VDO ด้านล่างนี้ค่ะ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!