7 สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก บนโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ต้องรู้ก่อนโพสต์

รู้หรือไม่? 7 สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก บนโซเชียลมีเดีย เสี่ยงทั้งลักพาตัว ละเมิดสิทธิ์ และ Cyberbullying อ่านก่อนโพสต์เพื่อความปลอดภัยของลูกรัก

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ในยุคที่สมาร์ทโฟนอยู่ในมือตลอดเวลา ความสุขของลูกมักกลายเป็นโพสต์แรกที่พ่อแม่อยากแชร์ให้โลกรู้ แต่รู้หรือไม่ว่ามีหลายอย่างที่เป็น สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก บนโซเชียลมีเดียโดยเด็ดขาด เพราะภาพหนึ่งภาพหรือข้อมูลเพียงชิ้นเดียวอาจเปิดประตูให้คนไม่หวังดีเข้าถึงตัวลูกได้ง่ายกว่าที่คิด บทความนี้รวบรวม 7 ประเภทข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเด็กและนักจิตวิทยาเตือนให้พ่อแม่ระวังเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพจิตของลูกน้อย

 

ทำไม “Sharenting” ถึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง?

คำว่า Sharenting (Share + Parenting) คือพฤติกรรมของพ่อแม่ที่นำเสนอชีวิตลูกผ่านสื่อโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในยุคนี้แทบทุกครอบครัวทำโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Media and Communication Inquiry ของนักวิชาการไทยชี้ว่า พฤติกรรม Sharenting สร้างความเสี่ยงต่อตัวเด็กในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัยจากอาชญากรรม การแอบอ้างตัวตน และสภาพจิตใจจากการเลี้ยงดูในยุคดิจิทัล

เมื่อข้อมูลของเด็กขึ้นสู่โลกออนไลน์แล้ว จะไม่มีวันลบเลือนได้จริง และอาจอยู่ไปอีกหลายสิบปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กเมื่อโตขึ้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในด้านกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 27 ระบุชัดเจนว่าห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กผ่านสื่อใดก็ตาม หากมีเจตนาทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก 

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

7 สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก บนโซเชียลมีเดีย

1. ภาพลูกในชุดนักเรียนที่มีข้อมูลโรงเรียน

ภาพน่ารักของลูกในชุดยูนิฟอร์มวันแรกเข้าเรียน คือหนึ่งในประเภทของ สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก มากที่สุด เพราะโลโก้บนเสื้อ ป้ายชื่อโรงเรียน หรือแม้แต่ฉากหลังที่เป็นอาคารเรียนล้วนเผยตำแหน่งที่ลูกจะอยู่เป็นประจำทุกวัน ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ติดตามเส้นทางของเด็ก เพิ่มความเสี่ยงต่อการลักพาตัวหรือการคุกคามได้อย่างมีนัยสำคัญ

ควรทำอย่างไร: หากอยากบันทึกความทรงจำ ให้ถ่ายภาพในมุมที่ไม่เห็นโลโก้หรือชื่อสถาบัน หรือแชร์เฉพาะในกลุ่มส่วนตัวที่จำกัดผู้ชม

 

2. ภาพเด็กใส่ชุดว่ายน้ำที่ดูโป๊

แม้พ่อแม่มองว่าเป็นภาพน่ารักของลูกที่กำลังเล่นน้ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เคยเปิดเผยว่า รูปภาพของเด็กในสภาพเปิดเผยร่างกายสามารถถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในกลุ่มลับออนไลน์ได้ โดย DSI พบว่าในโลกอินเทอร์เน็ต ภาพหนึ่งภาพสามารถกระจายไปทั่วโลกได้เพียงไม่กี่วินาที และเครือข่ายล่วงละเมิดทางเพศเด็กออนไลน์มักเริ่มต้นจากการรวบรวมภาพจากโซเชียลมีเดียของครอบครัวทั่วไปนั่นเอง

ควรทำอย่างไร: เก็บภาพเหล่านี้ไว้เป็นความทรงจำส่วนตัวในอุปกรณ์ของคุณเท่านั้น ไม่ควรเผยแพร่สู่สาธารณะในทุกกรณี

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

3. ภาพบัตรประชาชน เอกสารราชการ หรือข้อมูลส่วนตัวของลูก

วันเกิด ชื่อ-นามสกุลเต็ม เลขบัตรประชาชน หรือแม้แต่ชื่อโรงพยาบาลที่คลอด ล้วนเป็นข้อมูลที่ ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก อย่างเด็ดขาด เพราะสามารถนำไปใช้ในการโจรกรรมอัตลักษณ์ (Identity Theft) ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ระบบดิจิทัลเชื่อมโยงกับทุกบริการ ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคารไปจนถึงการสมัครบริการออนไลน์ต่าง ๆ

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กำหนดว่าข้อมูลสุขภาพและข้อมูลชีวภาพเป็น “ข้อมูลอ่อนไหว” ที่มีการคุ้มครองพิเศษ การเผยแพร่โดยไม่ระมัดระวังจึงอาจมีผลทางกฎหมายได้

ควรทำอย่างไร: หากต้องการแชร์ภาพเอกสารสำคัญเพื่อจุดประสงค์ใด ควรปิดบังข้อมูลส่วนตัวทุกส่วนออกก่อนเสมอ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

4. พิกัดสถานที่แบบ Real-time หรือการไลฟ์สดระบุตำแหน่ง

การแท็กตำแหน่งแบบทันทีทันใดขณะที่ลูกอยู่ที่โรงเรียน สวนสาธารณะ หรือสถานที่ใดก็ตาม คือหนึ่งใน สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก ที่เป็นอันตรายสูงสุด เพราะทำให้คนแปลกหน้ารู้ตำแหน่งของลูกแบบทันที เสี่ยงต่อการลักพาตัวอย่างมาก

ไทยพีบีเอสรายงานถึงกรณีการลักพาตัวเด็กในประเทศไทยที่ผู้ก่อเหตุมักใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียในการวางแผน แม้แต่การเปิดเผยว่าลูก “กำลังอยู่ที่บ้านคนเดียว” หรือ “พ่อแม่ไม่อยู่” ในโพสต์ก็เป็นข้อมูลที่เป็นอันตรายได้

ควรทำอย่างไร: ปิดการแท็กตำแหน่งอัตโนมัติในการโพสต์รูปลูก และหากต้องการแชร์ภาพจากสถานที่ท่องเที่ยว ควรโพสต์หลังจากออกจากสถานที่นั้นแล้ว

 

5. ภาพเด็กในอารมณ์อ่อนไหว เช่น ร้องไห้ โกรธ หรือเจ็บป่วย

ภาพลูกกำลังร้องไห้โฮหรืออารมณ์โกรธจัดอาจดูน่าเอ็นดูในสายตาพ่อแม่ แต่เมื่อขึ้นสู่โลกออนไลน์ ภาพเหล่านี้อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงให้เกิด Cyberbullying ได้ในอนาคต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปีที่สัมผัสกับโซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิตและภาพลักษณ์ของตนเอง ยิ่งเมื่อเด็กโตขึ้นและค้นพบว่าช่วงเวลาที่เปราะบางถูกแชร์ต่อสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกและสุขภาพจิตของเด็กได้อย่างมาก

ควรทำอย่างไร: เคารพอารมณ์และความรู้สึกของลูก ถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า “ถ้าเป็นเรา เราอยากให้คนอื่นเห็นรูปแบบนี้ของเราหรือไม่?”

 

6. ข้อมูลสุขภาพหรือปัญหาด้านพัฒนาการของลูก

การโพสต์ว่าลูกป่วยเป็นโรคอะไร มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ หรือกำลังรับการรักษาอยู่ คือ สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก อย่างยิ่ง เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มาตรา 26 จัดให้ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ นอกจากนั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจติดตัวลูกไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา การสมัครงาน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวของลูกในอนาคต

ควรทำอย่างไร: แสวงหาการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ส่วนตัวหรือผู้เชี่ยวชาญ แทนการแชร์ข้อมูลสุขภาพของลูกในที่สาธารณะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

7. เรื่องทะเลาะวิวาทในบ้านหรือการลงโทษเด็ก

การโพสต์เรื่องที่ลูกถูกลงโทษ ถูกดุ หรือเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว แม้จะดูเหมือนระบายความเครียด แต่กลับสร้างความอับอายและบาดแผลทางใจให้กับเด็กได้อย่างถาวร พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 27 คุ้มครองเด็กจากการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเสียหายต่อจิตใจและชื่อเสียงของเด็ก นอกจากนี้ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เตือนว่าบาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กที่เกิดจากความอับอายต่อสาธารณะสามารถส่งผลระยะยาวต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเด็กได้

ควรทำอย่างไร: หากต้องการขอคำแนะนำจากคนอื่น ให้อธิบายสถานการณ์โดยไม่ระบุชื่อหรือข้อมูลที่ชี้ตัวลูกได้

 

สิทธิของลูกในโลกดิจิทัล มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ประเด็น สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก ไม่ใช่เพียงเรื่องความปลอดภัย แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ของเด็กอย่างตรงๆ ในสหภาพยุโรป กฎหมาย GDPR มีหลักที่เรียกว่า “สิทธิการถูกลืม” (Right to be Forgotten) ให้ผู้ที่ถูกเผยแพร่ข้อมูลสามารถสั่งลบข้อมูลส่วนตัวออกจากโลกออนไลน์ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มกฎหมายโลกกำลังให้ความสำคัญกับสิทธิ์ดิจิทัลของเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิชาการไทยที่ศึกษาเรื่อง Sharenting ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหานี้มีรากมาจากแนวคิดที่หล่อหลอมสังคมไทยซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญด้านสิทธิส่วนบุคคลของเด็กมากนัก ทำให้พ่อแม่มักมองว่าลูกเป็น “ทรัพย์สิน” ที่นำมาแสดงได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

 

เช็กลิสต์ 5 คำถามที่พ่อแม่ควรถามตัวเอง ก่อนโพสต์รูปลูก

ก่อนกดปุ่ม “โพสต์” ทุกครั้ง ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้

  1. ภาพนี้เปิดเผยตำแหน่งหรือกิจวัตรของลูกหรือไม่? หากใช่ ควรระมัดระวังหรืองดโพสต์
  2. มีข้อมูลส่วนตัวของลูกในภาพหรือไม่? เช่น ชื่อโรงเรียน เลขบัตร ที่อยู่
  3. ลูกจะรู้สึกอย่างไรถ้าเห็นโพสต์นี้เมื่อโตขึ้น? นึกถึงความรู้สึกของลูกในอนาคต
  4. ใครสามารถเห็นโพสต์นี้ได้บ้าง? ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวก่อนเสมอ
  5. เนื้อหานี้อาจถูกนำไปใช้ผิดประโยชน์ได้หรือไม่? ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งโพสต์

 

รักลูก อย่าลืมปกป้องลูกในโลกออนไลน์ด้วย

ความรักและความภูมิใจที่พ่อแม่มีต่อลูกเป็นสิ่งสวยงาม แต่การแสดงออกซึ่งความรักนั้นบนโซเชียลมีเดียต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม การทำความเข้าใจว่ามีอะไรบ้างที่เป็น สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องหยุดแชร์ชีวิตครอบครัวทั้งหมด แต่เป็นการแชร์อย่างชาญฉลาดและมีสติ เพื่อปกป้องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และสุขภาพจิตของลูกในระยะยาว

เพราะในวันที่ลูกโตขึ้นและสามารถตัดสินใจเองได้ เขาหรือเธอควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะนำเสนอตัวเองในโลกออนไลน์อย่างไร ไม่ใช่พบว่าตัวเองถูกนำเสนอมาแล้วนับพันโพสต์โดยที่ไม่เคยยินยอม

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ราชกิจจาฯ ประกาศใช้กฎหมาย “พ.ร.บ.ห้ามตีเด็ก” ลงโทษลูก โดยไม่ตี ทำยังไง?

ลูกติดมือถือ? ส่อง 4 ภัยออนไลน์ในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน พร้อมวิธีป้องกัน

พัฒนาการเด็ก Gen Alpha – Beta เสี่ยงล่าช้า พ่วงภาวะ “ออทิสติกเทียม” เพราะหน้าจอทำพิษ

ที่มา: มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทย , The101.world , คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , pdpathailand , วารสาร Media and Communication Inquiry , กรมกิจการเด็กและเยาวชน