ประทับใจ! หนูน้อย 6 ขวบ อุ้มไก่ไปหาหมอ พร้อม 7 วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา พ่อแม่สร้างได้

เรื่องราวสุดประทับใจของเด็ก 6 ขวบที่จักรยานชนไก่แล้วรีบพาไปหาหมอ สะท้อนความไร้เดียงสาที่งดงาม พร้อมเจาะลึก 7 วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา คุณสมบัติสำคัญที่ทุกคนพึงมี

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ภาพไวรัลสุดน่ารักของเด็กชายตัวน้อยที่มีสีหน้ากังวล ในมือข้างหนึ่งอุ้มลูกเจี๊ยบที่ถูกรถชน และอีกมือหนึ่งกำเงินแน่นเพื่อขอให้คุณหมอช่วยรักษา เรามาดูเรื่องราวเบื้องหลังภาพนี้ พร้อม วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนโยนและมีความสุขกันค่ะ

 

ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ของหนูน้อยวัย 6 ขวบ

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่ รัฐมิโซรัม ประเทศอินเดีย พระเอกตัวน้อยของเราคือ ด็กชายเดเร็ก ซี ลาลจันหิมา (Derek C Lalchhanhima) วัย 6 ขวบ

ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เดเร็กกำลังปั่นจักรยานเล่นอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจักรยานของเขาพุ่งชนลูกเจี๊ยบของเพื่อนบ้านเข้าอย่างจัง สำหรับผู้ใหญ่บางคน เรื่องนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย “ก็แค่ไก่ตัวหนึ่ง” แต่สำหรับเดเร็ก นี่คือเรื่องใหญ่หลวง

ด้วยความที่ยังเด็ก เขาไม่เข้าใจเรื่องความตายอย่างถ่องแท้ แต่เขารู้สึกได้ทันทีถึงความเจ็บปวดของผู้อื่น เดเร็กไม่ได้เลือกที่จะปั่นจักรยานหนี หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขารีบอุ้มร่างลูกเจี๊ยบ วิ่งหน้าตั้งไปที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านเพียงลำพัง

ภาพจำที่โลกไม่ลืม

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขายื่นลูกเจี๊ยบให้พยาบาลพร้อมกับยื่นเงิน 10 รูปี (ประมาณ 5 บาท) ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งหมดที่มี เพื่อขอร้องให้หมอช่วยชีวิตไก่ตัวนี้ แม้พยาบาลจะบอกว่าช่วยไม่ได้แล้ว แต่ความพยายามของเดเร็กยังไม่สิ้นสุด เขาวิ่งกลับบ้านไปขอเงินพ่อแม่เพิ่ม แล้วกลับมาพร้อมแบงก์ 100 รูปี ด้วยความหวังว่า “ถ้ามีเงินเยอะขึ้น หมออาจจะช่วยมันได้” จนพ่อแม่ต้องค่อยๆ อธิบายความจริงให้เขาเข้าใจ

พยาบาลที่โรงพยาบาลประทับใจในความไร้เดียงสาและจิตใจที่งดงาม จึงถ่ายรูปแล้วส่งต่อให้เพื่อนนำไปโพสต์ลง Facebook จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ทางโรงเรียนของเดเร็กได้มอบเกียรติบัตรและห่มผ้าคลุมไหล่แบบดั้งเดิม ซึ่งตามประเพณีของชาวมิโซรัม จะมอบให้กับผู้ที่มีความกล้าหาญและน่ายกย่อง

เรื่องนี้โด่งดังจนองค์กร PETA India (องค์กรพิทักษ์สัตว์) มอบรางวัล “Compassionate Kid Award” (รางวัลเด็กผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา) ให้กับเขาอีกด้วย

เรื่องราวของเดเร็กไม่ได้เป็นแค่ข่าวน่ารักๆ แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใหญ่ทั่วโลกเห็นว่า ความเห็นอกเห็นใจ คือพื้นฐานที่บริสุทธิ์ที่สุดของมนุษย์ และเราไม่ควรหลงลืมสิ่งนี้ไปเมื่อโตขึ้น

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

ทำไม “ความเมตตา” ถึงสำคัญกว่าความเก่ง?

ในยุคที่เรามุ่งเน้นให้ลูกเรียนเก่ง มีทักษะรอบด้าน เพื่อแข่งขันในโลกอนาคต เรามักลืมไปว่า ทักษะที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนที่สุดคือ ความเมตตากรุณา (Compassion)

งานวิจัยทางจิตวิทยาเด็กระบุว่า เด็กที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (High Empathy) มักจะ:

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • มีทักษะทางสังคมที่ดีกว่า เข้ากับคนง่าย
  • มีความฉลาดทางอารมณ์สูง (EQ) จัดการอารมณ์ตัวเองได้ดี
  • มีภาวะผู้นำที่คนรักและศรัทธา
  • มีความสุขในการใช้ชีวิตมากกว่า เพราะรู้จักการ “ให้” โดยไม่หวังผล

 

7 วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา

คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้ลูกของเรามีจิตใจที่อ่อนโยน รู้จักผิดชอบชั่วดี และมีความเมตตาเหมือนกับหนูน้อยเดเร็ก? และนี่คือ 7 วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา ที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มทำได้ทันทีที่บ้านค่ะ

1. เป็นต้นแบบแห่งความเมตตา

เด็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น มากกว่าการฟัง หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกใจดี เราต้องแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง

  • เริ่มจากเรื่องเล็กๆ: กล่าวขอบคุณพนักงานเสิร์ฟ, ช่วยถือของให้คุณยาย, หรือพูดจาสุภาพกับแม่บ้าน
  • แสดงความห่วงใย: เมื่อเห็นคนในข่าวประสบภัย ลองพูดคุยกับลูกว่า “น่าสงสารจังเลยลูก ถ้าเราช่วยอะไรได้บ้างก็คงดีนะ” เพื่อให้ลูกซึมซับทัศนคติแห่งความห่วงใย

2. สอนให้ลูกรู้จักและระบุอารมณ์

จุดเริ่มต้นของความเมตตา คือการเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น (Empathy)

  • ถามความรู้สึก: เมื่อลูกร้องไห้หรือเสียใจ อย่าเพิ่งห้าม แต่ให้ถามว่า “หนูเสียใจใช่ไหมลูก?” หรือเมื่อเห็นเพื่อนร้องไห้ ลองถามลูกว่า “หนูคิดว่าเพื่อนรู้สึกยังไงคะ?”
  • เชื่อมโยงการกระทำ: อธิบายว่าการกระทำของเราส่งผลต่อความรู้สึกคนอื่นอย่างไร เช่น “ถ้าหนูแย่งของเล่น เพื่อนจะเสียใจนะลูก เหมือนตอนที่หนูโดนแย่งไงคะ”

3. เลี้ยงสัตว์ หรือดูแลสิ่งมีชีวิต

กรณีของหนูน้อยเดเร็กแสดงให้เห็นชัดเจนว่า สัตว์เลี้ยงเป็นครูที่ดีที่สุดในการสอนเรื่องความอ่อนโยน

  • มอบหมายหน้าที่: หากที่บ้านมีสัตว์เลี้ยง ให้ลูกช่วยเทอาหาร หรือแปรงขน เพื่อฝึกความรับผิดชอบ
  • สอนความอ่อนโยน: สอนลูกเสมอว่า สัตว์ก็เจ็บเป็น ต้องจับเบาๆ ไม่รังแก
  • หากไม่มีสัตว์เลี้ยง: สามารถพาลูกไปให้อาหารปลาตามวัด หรือสอนให้ไม่บี้มด ไม่เด็ดดอกไม้เล่น เพื่อปลูกฝังว่าทุกชีวิตมีค่า

 

4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

การให้คือหัวใจของความเมตตา ลองพาลูกทำกิจกรรมจิตอาสาตามวัย

  • วัยอนุบาล: ชวนคัดแยกของเล่นเก่าสภาพดี ไปบริจาคให้เด็กด้อยโอกาส อธิบายให้ลูกฟังว่า “ของเล่นชิ้นนี้จะทำให้เพื่อนคนอื่นมีความสุขมากแค่ไหน”
  • วัยประถม: พาลูกไปร่วมกิจกรรมปลูกป่า เก็บขยะริมหาด หรือหยอดกระปุกเพื่อการกุศล

5. ระวังคำพูดและการตีตรา

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ลดทอนคุณค่าของความเมตตา เช่น “อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น”, “ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้” หรือ “โลกนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”

เปลี่ยนเป็น: สนับสนุนเมื่อลูกแสดงความกังวลต่อผู้อื่น เช่น “หนูเป็นเด็กดีมากเลยลูก ที่เป็นห่วงเพื่อน” สิ่งนี้จะช่วยยืนยันพฤติกรรมที่ดีให้คงอยู่

6. อ่านนิทานที่สอนเรื่องคุณธรรม

นิทานเป็นเครื่องมือวิเศษในการจำลองสถานการณ์ เลือกนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การแบ่งปัน หรือความเห็นอกเห็นใจ หลังจากอ่านจบ ลองชวนลูกคุยว่า “ถ้าหนูเป็นตัวละครนี้ หนูจะทำอย่างไร?”

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

7. ชื่นชมที่การกระทำ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์

เมื่อลูกทำดี แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ (เหมือนหนูน้อยเดเร็กที่ช่วยไก่ไม่ได้ แต่เขาได้พยายามแล้ว) คุณพ่อคุณแม่ต้องชื่นชมในเจตนาของเขา

ตัวอย่างคำชม “แม่ภูมิใจมากที่หนูพยายามช่วยเพื่อน”, “ขอบคุณนะที่หนูมีน้ำใจแบ่งขนมให้น้อง” การชมเชยจะทำให้ลูกรู้สึกว่าความเมตตา คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ

 

เมล็ดพันธุ์แห่งความดี ต้องเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้

เรื่องราวของหนูน้อยเดเร็ก ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นข้ามคืน แต่เกิดจากพื้นฐานครอบครัวและสังคมที่หล่อหลอมให้เขามองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต วิธีเลี้ยงลูกให้มีเมตตา เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในบ้าน คำพูดที่อ่อนหวาน การกอดที่อบอุ่น และการเป็นแบบอย่างที่ดี

เพราะในวันที่ลูกเติบโตขึ้น เขาอาจจะไม่ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลก แต่ถ้าเขาเป็นคนที่มีหัวใจ ที่เมตตาที่สุด เขาจะเป็นคนที่โลกใบนี้ต้องการ และเป็นคนที่มีความสุขที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ

ที่มาและภาพประกอบจาก: Spirit Science, Sanga Says

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

50 สิ่งที่พ่อควรสอนลูกชาย ตั้งแต่เด็ก บทเรียนที่ลูกชายจะใช้ได้ตลอดไป

ฮาร์วาร์ดชี้! เดือนเกิดลูกมีผลต่อสติปัญญา เด็กเกิด 3 เดือนนี้จะฉลาด!?

คำชมทรงพลัง! 4 วิธีชมลูก ที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากพัฒนาตัวเอง