เที่ยวบึงกาฬ ถ้าจะดีขนาดนี้ รู้งี้มาตั้งนานละ จังหวัดที่ 77 ใครไม่ไป ถือว่าพลาด

เที่ยวบึงกาฬ ถ้าจะดีขนาดนี้ รู้งี้มาตั้งนานละ จังหวัดที่ 77 ใครไม่ไป ถือว่าพลาด

เที่ยวบึงกาฬ จังหวัดเลขที่ 77 ของประเทศไทย หากมีโอากาสได้ไป เป็นต้องหลงรักทุกราย ด้วยความธรรมชาติ ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงการ เที่ยวบึงกาฬ จะทำให้รู้สึกเหมือน ธรรมชาติโอบกอดคุณเอาไว้ 

 

บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนื ตอนบนสุดของ ประเทศไทย ถูกตั้งให้เป็นจังหวัด ที่ 77 ของเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 โดยแยกอำเภอบึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอโซ่พิสัย อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง อำเภอปากคาด อำเภอพรเจริญ และอำเภอศรีวิไล ออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคาย ถ้าจะพูดให้ถูก บึงกาฬจะถือเป็นจังหวัดลำดับที่ 76 ของประเทศไทย (ไม่นับ กรุงเทพฯ เป็นจังหวัด เนื่องจากเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่มีฐานะเป็นจังหวัด) 

จุดเด่นของที่นี่ คือความผสมผสานความเป็นธรรมชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิตเข้ากันได้อย่างลงตัว 

หากจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยว แน่นอนว่ามาที่นี่จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก เที่ยวแบบธรรมชาติ ชมธรรมชาติ ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ เริ่มต้น ที่ 

 

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

เที่ยวบึงกาฬ ก็ดูวาฬได้ ไม่ได้มี 1 แต่มีถึง 3 !!! ใช่แล้ว เราก็กำลังพูดถึงหินสามวาฬนั่นเอง หินอายุ 75 ล้านปีที่ อ้วนกลมเหมือนครอบครัวปลาวาฬอยู่เรียงกัน 3 ก้อน ริมผา เป็นที่มาของชื่อ หินสามวาฬ มีวาฬ พ่อ แม่ ลูก ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดดเด่นของภูสิงห์ และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าอีกด้วย

การจะไปเที่ยวชมหินสามวาฬนั้นจะต้องใช้บริการรถนำเที่ยวของท้องถิ่น เพราะเส้นทางเดินทางมีความโหดอยู่พอตัวต้องอาศัยผู้ชำนาญเส้นทาง โดยรถของชาวบ้านที่ให้บริการจะอยู่บริเวณที่ทำการภูสิงห์ ช่วงเวลาให้บริการคือ 05 : 30 น. – 17 : 00 น.ค่าบริการคันละ 500 บาท (ไป – กลับ) นั่งได้ถึง 10 คนเลย หรือลองหารกับกรุ๊ปอื่นที่ไปเจอกันหน้างานก็ได้

 

วัดภูทอก (วัดเจติยาคีรีวิหาร)

ภูทอก

ภูทอก

วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือวัดภูทอก วัดที่ตั้งอยู่บนเขาคล้าย สำนักง้อไบ๊ ในหนังจีนกำลังภายในแห่งนี้ เป็นวัดที่ต้องเดินสะพานและบันไดไม้ที่เวียนรอบเขาภูทอก ทั้งหมด 7 ชั้น เพื่อขึ้นไปสักกาการะพุทธวิหาร และ ชมวิวด้านบน อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้านบน บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรม สื่อถึงการหลุดพ้นจากความเหน็ดเหนื่อย ด้วยความพยายามและมุ่งมั่น นั่นเอง สำหรับใครที่อยากจะลองสัมผัสฟิลลิ่งแบบ วัดบนภูเขาเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน ต้องแวะมาที่ ภูทอกนี้ให้ได้ สามารถทเที่ยวได้ทั้งวัน มาได้มทั้ง ปีะ อาจจะมีปิดบ่างในช่วง สงากรานต์ 10 -16 เมษายน ของทุกปี

การเดินทางขึ้นยอดภูทอกนั้น จะมีความลำบากในการเดิน และภูมิทัศน์ที่ต่างกันออกไป ตามแต่ความสูง ในชั้นที่ 1-2 จะเป็นบันได พอถึงชั้นที่ 3 จะเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา ตรงนี้เป็นป่าเขามืดครึ้ม ลานหิน โขดหิน สลับกันไป พอมาถึงชั้นที่ 4 จะเปลี่ยนเป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปจะเห็นวิวเนินเขาเตี้ย ๆ  สลับกัน ตรงนั้นเรียกว่า ดงชมพู เนื่องจากเป็นป่าดิบที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ในชั้น 4 นี้จะเป็นที่พักของแม่ชี และเนื่องจากเดินมานานคงเหนื่อยแล้ว ชั้นนี้จึงสร้างที่พักผ่อนระหว่างทางเพื่อบริการเป็นระยะ ๆ ภูทอก ชั้นที่ 5 หรือ ชั้นกลางจะมีศาลาขนาดใหญ่ พระพุทธรูป กุฏิพระ  ให้เราได้สักการะ ชั้นนี้จะค่อนข้างสงบและมีลมคอยพัดดับร้อนตลอดทั้งวันเหมาะสำหรับการนั่งสวดมนต์ปฏิบัติธรรมมาก ๆ ระหว่างทาง ชั้นนี้ก็จะมีถ้ำอยู่หลายจุด เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ

ทางด้านเหนือเพื่อน ๆ จะเห็นสะพานหินธรรมชาติ และวิหารที่มีลักษณะคล้ายกับ พระธาตุอินทร์แขวน นั่นคือ วิหารพุทธวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั่นเอง 

หากเดินสูงขึ้น ไปยังชั้นที่ 6 – 7 จะเป็นจุดชมวิว หน้าผาแต่ละจุด จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ขอบอกเลยว่าบริเวณชั้นที่ 6 นี้ในช่วงเช้า ที่อากาศเย็นๆ หน่อย จะสามารถชมทะลหมอกลอยอยู่รอบ ๆ เขาด้วยนะได้บรรยากาศเหมือนได้ยืนอยู่บนสวรรค์เลยล่ะค่ะ 

หากใครยังไหวอยู่ ให้ไปต่อ ชั้นที่ 7 ชั้นนี้ เป็นชั้นวัดใจ ขึ้นชื่อเรื่องความสูง ชั้นนี้จะเป็นสะพานไม้เวียนรอบเกาะติดอยู่ริมหน้าผา และมี ปากทางเข้าเมืองพญานาค อยู่หลังพระพุทธรูปปางนาคปรก ภายในมีบ่อน้ำเล็ก ๆ มีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปี มีจุดให้สังเกต ก็คือจะมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ที่คนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากการที่ท้องพญานาคสัมผัสกับหิน ชั้นนี้มีทางขึ้นสองทาง ทางแรกจะออกแนวแอดเวนเจอร์หน่อย ๆ ต้งเดินไป เกาะไป ปีนกิ่งไม้และรากไม้ขึ้นมา ระวังให้ตกเขาแล้ว ยังต้องมาเจอป้าย ให้ระวังงูอีก ด้วยนะเออ แต่สำหรับใครไม่ไม่ชอบความผจญภัยขนาดนั้น ให้เดินเลี่ยงไปอีกฝั่ง เป็นทางอ้อมที่เวียนไปทางขวามือ ไกลหน่อยแต่ถึงเหมือนกัน

 

ส้างร้อยบ่อ 

3ส้างล้างบ่อ

ส้างล้างบ่อ

ลานหิน ที่มีลักษณะเป็นหลุมบ่อมากมายนับไม่ถ้วน ดูเก๋ไปอีกแบบ โดยแต่ละบ่อ จะมีความตื้น – ลึกแตกต่างกันออกไป สิ่งนี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ ส้างร้อยบ่อ มีความหมายว่า บ่อน้ำร้อยบ่อ นั่นเอง และด้วยความที่บริเวณนี้ เป็นหน้าผาสูง จึงทำให้ เป็นจุดสำหรับ ชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่สวยงามแปลกตาอยู่ไม่เบา

ใกล้ๆ กันนี้ จะมีก้อนหินลักษณะพิเศษ คือ เป็นหินที่ตกลงมาติดอยู่ ระหว่างหินก้อนใหญ่ 2 ก้อน ความเก๋ ของหินนี้คือ มีรูปร่างคล้ายกับรูปหัวใจพอดี 

ถัดไปอีกนิด จะได้พบกับ อุ้งเท้าต้าวเหมียว หรือบางคนอาจมองเป็นอุ้งเท้าของสิงห์ ซึ่งจริงๆ เค้าเรียกว่า  ประตูภูสิงห์

ประตูภูสิงห์

ประตูภูสิงห์

 ตรงจุดนี้ เป็นจุดที่มีลักษณะคล้ายกับช่องเขา เกิดจากมีหินใหญ่สองก้อนตั้งอยู่ริมหน้าผา ประตูภูสิงห์ เปรียบเสมือนเป็นบานประตู ที่เมื่อผ่านข้ามไป จะเปิดโลกสู่ วิวธรรมชาติแสนอลังการที่อยู่อีกด้านของประตูนั่นเอง จุดนี้ เป็นจุดที่ถ่ายรูปออกมาสวยมาก ใครเป็นสายอัพไอจี ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ยิ่งตรงช่องว่าง ระหว่างหินนี้แหละ และถ้าใครถ่ายถาพให้ดูเป็นซิลลูเอท (Silhouette) จะยิ่งเห็นชัดขึ้นว่าช่องเขานี้เค้าเป็นเหมือนอุ้งเท้าของน้องเหมียวที่ยื่นมาจากท้องฟ้าจริง ๆ นะ

 

ถ้ำนาคา จุดไฮไล ของทริปบึงกาฬ

ถ้ำนาคา

ถ้ำนาคา

คงไม่มีที่ใดที่จะสื่อความเป็นบึงกาฬได้ดีเท่า ถ้ำนาคา ที่นี่ถือเป็นจุดที่ ธรรมชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิต บรรจบ และผสานตัวกันได้อย่างดี ด้วยความที่ ที่นี่ มีนักรีวิว เริ่มเข้ามากันแล้ว จึงทำให้ ณ ตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่สุดฮ็อต และมาแรงสุดในขณะนี้ ที่นี่ มาพร้อมกับความเชื่อเรื่องพญานาค และลักษณะทางกายภาพของตัวถ้ำ ที่มีลักษณะคล้ายกับลำตัวของงูยักษ์ ขดตัวไปมา และกระแสการค้นพบก้อนหินที่มีลักษณะคล้านส่วนหัวของพญานาค คือมีความเรียวมน คล้ายกับหัวงูยักษ์นอนพาดอยู่กับพื้น ยิ่งตอกย้ำกระแสความแรงและศรัทธามากขึ้น ชาวบ้านที่นี่เชื่อกันว่าถ้ำนี้เกิดจากพญานาคที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินนั่นเอง

**ใครสนใจจะไปเห็นความอัศจรรย์นี้ด้วยตาตัวเองต้องจองคิวล่วงหน้ากันก่อนนะ เพราะที่นี่เค้ารับนักท่องเที่ยวได้เพียง 50 คน/วัน เท่านั้น! จองคิวและเช็คอัพเดตได้ทางเพจ เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม – Phulangka National Park Thailand เวลา 16.00 น. ของทุกวัน

 

บึงโขงหลง

บึงโขลงหลง

บึงโขลงหลง

บึงน้ำ ชื่อดังในจังหวัดบึงกาฬ บึงนี้ มีน้ำตลอดทั้งปี เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บึงโขงหลง ได้รับการดูแลพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่มีปลาน้ำจืดชุกชุม พืชน้ำ และนกนานาชนิด แถมที่นี่ยังมี ปลาบู่แคระ พันธุ์ปลาที่หาดูได้ยากอีกด้วย

บึงโขงหลงนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แล้ว ที่นี่มีหาด ชื่อว่า หาดคำสมบูรณ์ สำหรับใครที่อยากลงเล่นน้ำด้วยคลายร้อน ก็สามารถลงที่หาดนี้ได้เลย 

นอกจากนี้บึงโขงหลง ช่วงเย็นนับได้ว่า เป็นอีกโลเคชั่นหนึ่ง ที่สามารถถ่ายรูปได้สวยมากแห่งหนึ่ง เลยก็ว่าได้ ทั้งแสงเอย วิวเอย บรรยากาศเอย นอกจากจะได้นั่งชิลล์ผ่อนคลายแล้ว ยังได้รูปสวย ๆ กลับมาเป็นอัลบั้มแน่ ๆ

 

น้ำตกถ้ำพระ

น้ำตกถ้ำพระ

น้ำตกถ้ำพระ

หรือเรียกกันอีกอย่างว่า น้ำตกถ้ำพระภูวัว น้ำตกขนาดใหญ่ ที่ตั้งบนภูเขาหินทราย ในกลางป่า ต้องนั่งเรือจ้างของชาวบ้านเพื่อเข้าไป ไม่เพียงแค่นั้น ยังเดินเท้าต่ออีกประมาณ 10 นาที จะถึงตัวน้ำตก  น้ำตกถ้ำพระ มี 3 ชั้นใหญ่มากกกกมากๆ สามารถลงเล่นได้ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนสวนน้ำขนาดใหญ่ที่ธรรมชาติ สร้างให้เลยหละ 

 

น้ำตกเจ็ดสี (ห้วยกะอาม)

น้ำตก 7 สี

น้ำตก 7 สี

น้ำตกเจ็ดสี หรือ น้ำตกห้วยกะอาม อีกหนึ่งน้ำตก ในบึงกาฬ น้ำตกที่นี่มีความสูงประมาณ 12 – 15 เมตร แบ่งเป็น 3 ชั้น ความพิเศษของน้ำตกนี้คือ ช่วงเวลาประมาณ 10:00 – 14:00 น. ของทุกวัน จะเห็นน้ำตกกระทบหินแล้วกระจายเป็นละออง สะท้อนกับแสงแดด และกลายเป็นสีรุ้งอยู่เหนือน้ำตก สำหรับใครที่อยากจะมาเล่นน้ำด้านล่าง ก็จะมีแอ่งให้เล่นน้ำ หรือถ้าไม่อยากลงน้ำก็มีโขดหินให้นั่งเล่นพักผ่อนอยู่เช่นกัน ช่วงเวลาแนะนำสำหรับจัดทริปมาที่นี่ คือ ให้มาเที่ยวช่วงหน้าฝน ไปจนถึงต้นฤดูหนาวเท่านั้น เพราะหากเข้าหน้าร้อนแล้ว น้ำจะมีปริมาณน้อยลงมาก ไม่ฟินเหมือนหน้าฝนน้าาา

 

น้ำตกตาดวิมานทิพย์

น้ำตกตาดวิมานทิพ

น้ำตกตาดวิมานทิพ

ม่านน้ำสุดอลังการ ที่ไหลลงสู่หน้าผากลางป่าดิบที่แสนจะชุ่มชื้นแห่งนี้ คือหน้าตาของน้ำตกตาดวิมานทิพย์นั่นเอง น้ำตกแห่งนี้มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น น้ำจะมีในช่วงหลังฝนตกเท่านั้น ทางเข้าก็อาจจะสมบุกสมบันไปสักหน่อย แต่ถ้าไปถึงล่ะก็ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ

 

สะดือแม่น้ำโขง (แก่งอาฮง)

แก่งอาฮง

แก่งอาฮง

แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ วัดอาฮงศิลาวาส เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 21 กิโลเมตร จุดนี้เป็นเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุด และลึกจนไม่สามารถวัดความลึกได้เลยล่ะ นั่นทำให้น้ำตรงนี้เชี่ยวมากในฤดูน้ำหลาก บางครั้งจะมีกระแสน้ำวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ ประมาณ 300 เมตร จึงมีที่มาของชื่อเรียก“สะดือแม่น้ำโขง” นั่นเอง

 

 

 

 

ที่มา : www.histours.co.th

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

รวมรีวิว ที่ชิล ที่เที่ยว ที่พัก หาดบางเสร่ เก๋ๆ เท่ๆ ไม่ซ้ำกับใคร

พาทัวร์ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี เมืองรอง ที่ไม่เป็นสอง รองใคร

แนะนำทริป สัมผัสเมือง 3 หมอก เที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

@GIM

app info
get app banner